ไม่กี่อึดใจสองนายบ่าวก็ก้าวเข้าสู่หมู่บ้านนิรนามแสงสว่างจากตะเกียงเริ่มริบหรี่ลง ผู้เป็นายหยุดยืนและเอ่ยเสียงเบาอย่างระแวดระวัง
“ปล่อยให้ดับไป”
“ขอรับ”
ร่างอ้วนรีบทำตามไม่รั้งรอก่อนจะก้าวประชิดนายพลางเหลียวมองซ้ายขวาด้วยความระแวงยิ่งขนลุกขนชันหนักเมื่อเสียงสุนัขเห่าหอนสลับกับเสียงกระพือปีกของสกุณายามค่ำคืน คนขี้กลัวยิ่งหวาดหวั่นจนร้องเรียก
“คุณชาย! รอข้าด้วย”
“ก็รีบเดินเข้าสิ”
ร่างอวบตามไม่ลดละกระซิบถามผู้เป็นาย “นั่นตัวอะไรขอรับเหตุใดตามันช่างน่ากลัวยิ่งนัก”
ผู้เป็นายขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้ามองสนต้นใหญ่เรียงรายในความมืดแล้วทอดถอนใจดวงตาสดใสราวกวางป่าสบเข้ากับแสงแวววาวหลากชนิดบนนั้นอย่างไม่มีทีท่ากริ่งเกรงไม่เหมือนบ่าวร่างอวบที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่เื้ั
“ระวังนะขอรับ!”
“เ้านี่อยู่มาจนป่านนี้เหตุใดกลัวแม้แต่สัตว์เล็กเช่นนี้อยู่เล่า”คุณชายร่างเพรียวกระตุกยิ้มเย้า
“คุณชายก็ดูตามันสิขอรับ มันจ้องข้าเขม็งเชียว” บ่าวที่เคยปากกล้าลิ้นคมถึงกับโอดครวญ “เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอสัตว์หน้าตาน่าเกลียดน่าชังเช่นนี้มาก่อนเลยมันมีชื่อว่าอย่างไรหรือขอรับ”
“มันคือนกฮูกเทาใหญ่ภูมิลำเนาอยู่บนป่าสนตอนเหนือบนเทือกเขานี้เท่านั้น”
“มิน่าเล่า ข้าจึงไม่เคยเห็น”
ผู้เป็นายฟังแล้วกลอกตามองร่างอ้วนด้วยความระอาจึงบ่นอีกครา“ข้าก็บอกแล้วให้เ้าไปเรียนหนังสือกับข้าก็ไม่ไปมัวแต่เที่ยวเล่นปล่อยเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าเช่นนี้”
“ข้ารู้ขอรับคุณชายบ่นข้าทุกวันแล้ว...” ร่างอวบอ้วนพ้อลากเสียงราวล้อเลียนก่อนจะเดินแกมวิ่งตามติดนายน้อยของตน“ต่อไปข้าคงต้องขอเรียนวิชารอบตัวจากคุณชายบ้างแล้ว คุณชายยังจะสอนข้าหรือไม่ขอรับ”
“สอนสิหากเ้าอยากเรียนแต่ขอให้จริงอย่างที่เ้าพูดเถอะ” คุณชายตัวบางกลอกตาด้วยความระอาก่อนจะหันหลังเดินนำไป
กิริยาประหลาดเหมือนบุรุษก็มิใช่สตรีก็ไม่เชิงของคุณชายนิรนามช่างดูน่าสงสัยจนหนุ่มพเนจรเหยียดยิ้มพลันรุดออกจากที่ซ่อนยืนมองสองร่างลับหายไปเข้าไปภายในหมู่บ้านความสงสัยยิ่งทวีคูณเมื่อครุ่นคิดคำพูดเมื่อครู่
“เ้าหนุ่มนี่ท่าทางไม่เบาดูเหมือนคนได้รับการศึกษาหรือมิใช่พวกซยงหนู แล้วมาหุบผาป่าสนนี่เพื่อการใดกันแน่”
หยางซุนหยางลูบคางครุ่นคิดแต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ปรากฏบนใบหน้าดูทีว่าเขาคงต้องตามติดให้ใกล้ชิดเพื่อดูท่าทีทั้งคู่...
โรงเตี๊ยมนักรอนแรมเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านสภาพเก่าทรุดโทรมเพียงย่างเท้าเข้าไปผู้เป็นายถึงกับยกหลังมือปิดจมูก กลิ่นสาบรุนแรงราวกับขาดการดูแลมานานปีแม้สภาพที่มองจากภายนอกนับว่าแย่แล้วแต่ภายในกลับย่ำแย่ยิ่งกว่า พรมสีแดงกระดำกระด่างบนพื้นแค่เหยียบลงไปฝุ่นก็ตลบขึ้นมาทุกย่างก้าวจนรองเท้าสานขึ้นฝุ่นหนักกว่าย่ำเดินบนทางดินด้านนอกเสียอย่างนั้น
บ่าวร่างอวบหน้าซีดเผือดแหงนมองบนเพดานถึงกับผงะเพราะโคมกระดาษสีแดงลายอักษรทองที่แขวนขาดวิ่นเอียงคล้ายจะตกแต่ไม่ตก
“โรงเตี๊ยมนี้เปิดหรือร้างก็ไม่รู้นะขอรับ... นายท่าน”
“เ้าดูนั่นสิแล้วจะได้คำตอบเอง”ผู้เป็นายตอบเสียงเรียบแต่มองไปอีกทาง
ดวงตาบ่าวร่างอวบถึงกับเบิกกว้างเมื่อพบสายตากระหายใคร่รู้หลายคู่บ้างยืนบ้างนั่งต่างจับจ้องมองมาเป็ตาเดียว สองนายบ่าวทำใจดีสู้เสือเดินตรงเข้ามาถามหาห้องพัก
“ข้า้าห้องพักสำหรับค้างแรมในคืนนี้ มิทราบว่า...”
หนึ่งบุรุษผิวเข้มมีรอยบากบนหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดกลับเดินหนีทำให้ผู้เป็นายอ้าปากค้างแต่เพียงครู่เดียวก็มีคนผู้หนึ่งก้าวออกมาจากม่านกั้นดวงตาเรียวหรี่ของอีกฝ่ายจ้องทั้งสองอย่างระแวงระวัง หมวกเก่าคร่ำคร่าฟ้องการใช้งานสมบุกสมบันไรผมสีขาวข้างหูทั้งสองข้างบ่งบอกความชรา
คนผู้นั้นค้อมศีรษะให้อย่างเอาใจก่อนเอ่ย“นายท่าน้าห้องพักสำหรับงานประมูลในคืนนี้ใช่หรือไม่”
“งานประมูลหรือ?” ร่างอวบอ้วนออกหน้าถาม “ประมูลสิ่งใดหารู้ไม่ เราสองคนเพียง้าที่พักและเสบียงอาหารสำหรับเดินทางต่อ”
“ถ้าหากพวกท่านมิได้มาเพื่อการประมูล”เ้าของโรงเตี๊ยมหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนเอ่ย “เช่นนั้นพวกท่านจะไปที่ใดกัน”
“พวกข้าจะขึ้นไปบนเขา”
“บนเขา?” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันแต่ละคนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“เป็เช่นนั้น” คราวนี้ผู้เป็นายเป็คนกล่าว
ทว่าเสียงแตกฮือดังกว่าครั้งแรกมากนักสองนายบ่าวมองหน้ากันด้วยความงุนงงแต่ผู้เป็นายก้าวมาดักเ้าของโรงเตี๊ยมหนึ่งก้าวกล่าวเสียงหนักแน่น
“พวกข้าจะไปหุบผาะท่านทราบหรือไม่ว่าต้องไปอีกกี่ชั่วยาม”
“โอว!พวกเ้าคิดผิดแท้ ๆ ที่จะไปหุบผาะ” ชายหน้าเสี้ยมเ้าของโรงเตี๊ยมทวนคำสีหน้าหวาดหวั่น“ต้องไปกี่ชั่วยามข้ามิอาจรู้ได้แต่หากเหยียบย่างไปแล้วมิอาจมีผู้ใดไม่มีอันเป็ไปแต่หากพวกเ้าดึงดันจะไปก็ต้องผ่านโรงเก็บศพไร้ญาติทางผ่านป่าไผ่ไปก่อน”
“โรงเก็บศพไร้ญาติหรือ”บ่าวร่างอวบถามพลางหดคอด้วยความหวาดกลัว
ชายหน้าเสี้ยมพยักหน้าโดยเร็วก่อนเอ่ย“ทว่าจะผ่านที่แห่งนั้นไปได้ก็ต้องใช้ความเก่งกล้าเป็อันมาก”
“มันน่ากลัวมากหรือ”
สองนายบ่าวถามพร้อมกันก่อนจะหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเมื่อได้รับคำตอบคืออากัปกิริยาหวาดกลัวจากคนถูกถาม ไม่เว้นแม้แต่บุรุษพเนจรที่นั่งดื่มสุราราวกับไม่สนใจสิ่งใดแต่ที่จริงลอบฟังอยู่นานแล้ว
“ไม่ต้องกลัวหรอกสวี่ลี่” ผู้เป็นายเอ่ยปลอบ
“ได้ห้องแล้วพวกเ้า้าอาหารด้วยหรือไม่” เ้าของโรงเตี๊ยมเอ่ยถามหน้านิ่งเช่นเดิม
“ย่อม้า แต่ข้าขอถามอีกข้อ...”
“เช่นนั้นข้าจะนำพวกเ้าไปที่ห้อง ส่วนอาหารจึงจะตามไป”
เ้าของโรงเตี๊ยมกล่าวตัดบทท่าทางลุกลี้ลุกลนถือกุญแจพวงใหญ่เดินนำหน้าขึ้นบันไดไป
สวี่ลี่หันหาผู้เป็นายพลันเอ่ย “ดูสิขอรับคุณชายข้ายังไม่ทันถามเื่นั้นเลยเหตุใดจึงเดินหนีไปเช่นนี้เล่า”
“เอาเถอะ... ตามไปก่อน” คุณชายน้อยตัดบทเดินตามเ้าของโรงเตี๊ยมไปเงียบๆ
ล่วงเข้ายามไฮ่[1]สองนายบ่าวก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังต่อเนื่องมาจากราวป่าด้านทิศตะวันตกเสียงนั้นเหมือนสตรีร้องขอความช่วยเหลือ บ่าวร่างอวบกระเด้งตัวขึ้นนั่งหยิบมีดพกปลายคมกริบจากผ้าคาดเอวมากระชับมั่นกระโจนหลบซุ่มดูอยู่ตรงหน้าต่างบานกระดาษริมทางเดินผู้เป็นายรีบแต่งเนื้อตัวกระชับกระบี่ด้ามยาวซุ่มยืนอีกฝั่งของหน้าต่างเช่นกัน
“ข้าว่าชอบกลอยู่ ด้านนั้นที่ว่ากันว่าเป็ที่ตั้งโรงเก็บศพไร้ญาติเหตุใดจึงมีเสียงร้อง... หรือว่า... ”
“อย่าคิดหากไม่เห็นด้วยตา ข้าว่าเราน่าจะไปดูว่าเกิดเหตุใด”ผู้เป็นายแนบหน้ากับหน้าต่างที่เปิดแง้มไม่ละสายตา
“อย่าเลยคุณชาย หาใช่เื่ของเราไม่”
สวี่ลี่ดึงนายน้อยห้ามปรามแต่ยังไม่ทันได้คำตอบแสงไฟวิบวับจำนวนมากด้านนอกบ่งบอกว่ามีการเคลื่อนไหวของผู้คนกลุ่มใหญ่คล้ายอันตรายคล้ายไม่ใช่ทำให้สองนายบ่าวต่างมองตากันด้วยความกังวลอีกครั้ง
นอกจากจะต่างถิ่นแล้ว คำพูดของบุรุษร่างเล็กเ้าของโรงเตี๊ยมนั่นยังทำให้คุณชายผู้อ่อนเยาว์อยากรู้อยากเห็นมากขึ้นจนคิดจะลอบออกไปดูมิใยที่บ่าวร่างอวบจะทัดทาน
“พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้านะคุณชาย”
“แต่เสียงร้องนั่น เ้าไม่ได้ยินรึว่าโหยหวนเพียงใด”
“แต่นี่มิใช่เื่ของเรา” สวี่ลี่แย้งอีกครั้งถึงรู้ว่าพูดไปก็ไม่สามารถห้ามผู้เป็นาย
“หรือเ้ากลัวเป็กลัวตาย”
“นึกแล้วว่าคุณชายต้องว่าข้าขี้ขลาดตาขาวแต่เราสองคนใช่ว่าวิทยายุทธ์จะเก่งกาจ...ก็แค่พอเป็” บ่าวร่างอวบบ่นกระปอดกระแปด
“แต่คนขอความช่วยเหลือไม่คิดยื่นมือจะมีหน้าออกท่องยุทธภพให้อายผู้ใดเล่า”ผู้เป็นายเอ่ยฉุนเฉียวพลันถอดกลอนประตูสวี่ลี่กลับยั้งไว้จนผู้เป็นายเอ่ยเสียงกร้าว “เ้าอย่าขัดใจข้า”
“เช่นนั้นข้ารึจะห้ามคุณชายได้”
สุดที่บ่าวร่างอวบจะคิดหาคำใดมาดึงรั้งไว้ได้อีกนายน้อยผู้ปราดเปรียวเปิดประตูออกไปอย่างเงียบกริบไม่สนคำห้ามปราม
เพียงคล้อยหลังลับตา บุรุษพเนจรก็ออกมาจากห้องตรงข้ามแล้วย่างด้วยฝีเท้าเบาที่สุดเข้าไปภายในห้องก่อนจะปิดประตูย่องไปยังเตียงนอนเพื่อค้นหาสิ่งต้องสงสัย
ข้าวของในห่อเป็ระเบียบเรียบร้อยมีชุดฮั่นฝูของบุรุษเป็ผ้าแพรไหมสีครีมอ่อนประเมินค่ามิได้หยางซุนหยางสะดุดใจแต่ไม่ทันคิดอะไรสายตาพลันสะดุดเข้ากับป้ายหยกสีเขียวอ่อนสลักนาม
“คุณชายหลิวเสียะแห่งสำนักการค้าหลิวซือซือ”
หยางซุนหยางทวนคำบนแผ่นป้ายในห่อผ้าก่อนจะวางลงข้างๆ ค้นลึกไปจนเจอม้วนแผนที่นอนก้นอยู่จึงหยิบขึ้นมาดู ภาพที่ปรากฏบนนั้นต่อกันกับแผนที่ของเขาได้พอดีราวกับเป็ภาพที่วาดมาจากแหล่งเดียวกันทั้งลายเส้น ตัวอักษร น้ำหนักอ่อนเบาของปลายพู่กันช่างคล้ายคลึงกันจึงง่วนหาพู่กันเพื่อคัดลอกแผนที่ฉบับนั้นแต่ทั้งห้องกลับไม่มี ครั้นจะหนีก็ไม่ทันเมื่อมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจึงรีบดับตะเกียงแล้วหลบวูบเข้าหลังฉากกั้น
สองนายบ่าวเปิดประตูเข้ามาภายในด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนร่างอวบรั้งท้ายปิดกลอนประตู ส่วนคุณชายร่างเพรียวก็ผละมาตรงฉากกั้น
หยางซุนหยางเห็นท่าไม่ดีรีบหลบหลังม่านอีกชั้นด้านในสุดด้วยใจระทึก
“อาลี่...ข้าจะแช่น้ำสักหน่อย”
“สุดแต่คุณชายเถอะ อยากไม่เชื่อข้ามิเช่นนั้นคงได้พักผ่อนเอาแรงไม่ต้องเหงื่อไหลไคลย้อยเช่นนี้”
“เชื่อเ้าแล้วหดหัวอยู่ในห้องหรือ เ้าก็รู้มิใช่นิสัยข้า”คุณชายผู้ปราดเปรียวเอ่ยน้ำเสียงขบขันไม่ทุกข์ร้อนพลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก
“เช่นนั้นข้านอนก่อนนะขอรับ”
บ่าวร่างอวบส่งเสียงมาหลังสำรวจตรวจตราสัมภาระสองห่อบนที่นอนพบว่ายังอยู่ดีก็เบาใจจึงล้มตัวลงนอนที่พื้นหน้าเตียงอีกครั้ง
“เ้าอย่าบ่นนักเลยง่วงก็นอนเสียข้าอึดอัดเต็มทีขอนอนสะอาดๆ”
“ตามใจคุณชายเถอะขอรับ ข้าหรือจะขัดได้” เสียงบ่าวกระเง้ากระงอดครู่เดียวก็เงียบไป
บุรุษพเนจรพรูลมหายใจโล่งอกค่อยๆก้าวออกจากหลังม่านเมื่อเหลือบมองเห็นคุณชายหันหลังให้และง่วนอยู่กับการถอดชุดด้านในอีกชั้น
ยังไม่ทันก้าวพ้นฉากกั้นบุรุษพเนจรก็หันกลับมามองอีกครั้งพลัน ต้องขยี้ตาด้วยความตื่นตะลึงเมื่อร่างนั้นเล็กกว่าที่คิดไม่พอหนำซ้ำผิวยังขาวราวหิมะเอวนั้นคอดกิ่วไร้ริ้วรอย
ช่างเป็เอกลักษณ์ของอิสตรีโดยแท้...
ร่างนั้นคลายปมผ้าสีขาวรอบอกม้วนออกทีละชั้นจนทรวงอกอวบนูนคู่งามปรากฏแก่สายตาเพียงแค่เห็นด้านข้างไม่เต็มตายังพาให้เขาตะลึงถึงเพียงนี้ และยิ่งชวนให้ตื่นตาหนักยิ่งกว่าเมื่อร่างขาวราวหิมะนั้นค่อยๆ หย่อนกายลงแช่ในอ่างอย่างเชื่องช้า เรียวขาเล็กไร้ริ้วรอยชวนมองจนไม่อยากละสายตาเสียงขับลำเนาเบา ๆ หวานแว่วนั่นอีกที่ทำให้หนุ่มพเนจรเผลอมองอย่างเคลิบเคลิ้มใหลหลง
ที่แท้สกุณางามในลำธารก็มาปรากฏกายอยู่ที่แห่งนี้...
ไม่น่าเชื่อว่าอิสตรีงดงามถึงเพียงนี้จะทำให้เขาหลงคิดว่านางเป็บุรุษไปได้นางสกุณาตัวน้อยดูกลมกลืนกับชุดฮั่นฝูราวกับมิต้องเสริมเติมแต่งใด ๆ
เหตุใดกันที่ทำให้นางต้องซ่อนกายหรือเพราะเป้าหมายของนางคือผ้าโบราณพันปีบนหุบผาป่าสนะเป็เหตุ...
ต้องใช่แน่!
นางต้องมีเจตนารมณ์เดียวกับเขา ยิ่งป้ายสลักในห่อผ้านั้นบ่งบอกว่าเป็ของสำนักการค้าที่ใหญ่ที่สุดในฉางอันด้วยแล้วยิ่งแทบคลายความสงสัยนอกจากขายออกไปแล้วยังรับประมูลของมีราคาจากทั่วทุกสารทิศนับว่าเป็ตระกูลเก่าแก่ที่ได้รับความไว้วางใจจากราชสำนักให้ถวายสิ่งของในหลายครั้งคราวด้วยแล้ว
แต่น่าแปลกที่นั่นมีเพียงบุตรชายสืบทอดกิจการเพียงคนเดียวและกิจการที่ต้องติดต่อกับวังหลวงเนือง ๆ ต้องอาศัยบุตรชายสืบทอดจึงจะได้รับอนุญาตให้ค้าขายได้
แล้วเหตุใดนางงดงามผู้นี้จึงกลายเป็คุณชายหลิวเสียะแห่งหลิวซือซือไปได้!
เขาต้องค้นหาความจริง...
หยางซุนหยางรู้สึกแปลก ๆ เหมือนร้อนรุ่มภายในมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว หลังมือยกอังจมูกด้วยความเคยชินพลันถึงกับงุนงงเมื่อเืกำเดาไหลหลั่งโดยไม่รู้ตัวไวเท่าความคิดมือแข็งแกร่งกระตุกผ้าพันอกผืนบางที่พาดอยู่หลังฉากขึ้นมาซับโดยไม่ละสายตาจากดวงหน้างามที่เห็นเพียงด้านข้าง
กลิ่นหอมจากกายสาวที่ติดอยู่บนผ้ายิ่งทำให้เขารู้สึกถึงเืลมในกายพลุ่งพล่าน
อา... หรือว่าเพราะห่างหายจากกลิ่นกายของอิสตรีมานานร่างกายจึงทรยศด้วยการหลั่งเืกำเดาเช่นนี้
กว่าจะรู้ตัวว่าควรออกไปจากห้องก็ต่อเมื่อเสียงน้ำในอ่างไม้ไหวกระฉอกหยางซุนหยางสะดุ้งสุดตัวปล่อยผ้าผืนเดิมร่วงหล่นแล้วะโผลุงออกไปทางหน้าต่างโดยที่ร่างอรชรไม่ทันได้รู้ตัว
หลิวเสียะชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงสวบสาบรีบเอื้อมหยิบเสื้อขึ้นมาคลุมอย่างเร่งรีบก่อนจะหยิบกระบี่คู่ใจกระชับมั่น แต่เสียงประหลาดเมื่อครู่เงียบไปนางมองหาไม่มีแม้เงาผู้ใด แต่ถึงอย่างไรก็ไม่วางใจจึงเอ่ยถามบ่าวคู่ใจอีกครา
“เ้ายังไม่นอนหรือ สวี่ลี่”
เงียบ... มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอจากร่างที่นอนอยู่เท่านั้น
“เช่นนั้นข้าคงหูแว่ว” นางเอ่ยพลันเก็บกระบี่เข้าฝักก่อนจะก้าวออกจากอ่างอาบน้ำมาหยิบผ้าพันรอบอกทว่ากลับมีบางสิ่งผิดปกติ มีหยดเืปรากฏบนผ้าที่นางใช้พันอกเมื่อครู่มันยังสะอาดไม่มีรอยเื หลิวเสียะเหลียวมองรอบกายด้วยความหวาดหวั่น
หรือจะมีคนลักลอบเข้ามาในห้อง!
แต่ใครกันที่กล้า...
ดวงตากวางมองปราดไปที่ประตูไม่รับรู้ถึงความผิดปกติกลอนยังคงถูกลงไว้จากด้านใน มีทางเดียวที่แขกมิได้รับเชิญยามวิกาลจะออกไปได้คงเป็ทางหน้าต่างเท่านั้น
ร่างอรชรจัดแจงแต่งกายชุดฮั่นฝูด้วยความเร่งรีบดับแสงตะเกียงล้มตัวลงนอนแต่กลับไม่สามารถข่มตาหลับลงเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ประหลาดเมื่อครู่ อาจมีใครบางคนสอดรู้สอดเห็นถึงกับลอบเข้ามาที่แน่ ๆ ต่อไปนี้ทั้งนางและบ่าวต้องระวังตัวให้มากกว่านี้อีกหลายเท่าเพราะกว่าจะถึงหุบผาคงอีกหลายชั่วยาม
ร่างอรชรในคราบคุณชายนอนกอดกระบี่หลับๆ ตื่น ๆ ระวังภัยกลับต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนราวกับเ็ปทรมานดังขึ้นอีกครั้งมันสะดุดหูและรบกวนจิตใต้สำนึกด้านดีของนางอย่างร้ายกาจ
นี่มันเื่บ้าอันใดกัน!
หลิวเสียะผุดลุกนั่งมองสวี่ลี่หลับสนิทก็ตัดสินใจย่องไปแอบฟังเสียงประหลาดที่หน้าประตูอย่างเงียบเชียบ
“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! ใครก็ได้... ช่วยด้วย!...”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาตามทางเดินผ่านหน้าห้องนางไปไม่พอยังมีเสียงเหมือนโลหะหนักกระทบพื้นดังเป็ระยะตลอดแนวทางเดินก่อนจะจางหายไปคุณชายน้อยแห่งหลิวซือซือตั้งท่าจะกระโจนออกไปแต่บ่าวร่างอวบที่นอนหลับเมื่อครู่ผุดลุกขึ้นโผมารั้งไว้ได้ทัน
“คุณชาย! อย่าไป!”
“เ้าได้ยินเหมือนที่ข้าได้ยินหรือไม่” นางเอ่ยเสียงเบาแต่อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจก่อนเอ่ย “ช่างเถอะ... พูดกับพวกนอนกินบ้านกินเมืองอย่างเ้าจะรู้อะไรรอที่นี่ก็แล้วกันข้าจะออกไปดูลาดเลา”
“มิใช่กงการของเราอย่าไปเลยขอรับ”บ่าวแย้งทั้งงัวเงีย “นอนเอาแรงดีกว่า”
“ข้าหรือจะหลับลงหากไม่เห็นกับตาตัวเอง” คุณชายน้อยตอบกลับสีหน้าเป็กังวล “น้ำเสียงนางเ็ปเช่นนั้นข้าอยากไปดูว่าพอจะช่วยได้หรือไม่”
“แต่เราต้องออกเดินทางต่อพรุ่งนี้ มิเช่นนั้นท่านเ้าสำนักจะดุเอา”
“แล้วเ้าจะให้ข้านิ่งดูดายงั้นหรือ”
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นขอรับ” สวี่ลี่เสียงหลงทันที
“เห็นแก่มนุษยธรรมท่านพ่อต้องเข้าใจ” คุณชายน้อยกล่าวอย่างมั่นใจแต่สีหน้าปรากฏความลังเลหนึ่งส่วน “เอาเถอะ เ้าไม่ต้องกังวลไป ยังพอมีเวลาจะกลับสำนักช้าลงสักวันสองวันคงไม่เป็ไร”
“แต่ข้าว่า...”
“อย่าขัดข้า”หลิวเสียะทำเสียงดุใส่ ดวงหน้านวลงอง้ำ
บ่าวร่างอวบหน้าเหยเกถอยออกห่างประตูพลางเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก“ขอรับ... ข้ามิเคยขัดคุณชายได้อยู่แล้ว”
“รู้เช่นนั้นก็ดีแล้ว ถอย!”
บ่าวร่างอวบส่ายหน้าระอารู้ทั้งรู้ว่ามิใยที่นายน้อยจะฟังกว่าจะรู้ตัวประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างอรชรในคราบบุรุษผลุบหายไปลับตา
“โธ่! คุณหนู” สวี่ลี่ได้แต่รำพึงแล้วนึกได้ตบปากตัวเองเบา ๆ “เอ๊ย! ต้องเรียกคุณชายสิ ชอบลืมอยู่เรื่อย คุณชาย! รอข้าด้วยขอรับ”
ไฟทางเดินทอดยาวในโรงเตี๊ยมเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ตามระยะทางที่แคบลงจากเรือนพักหนึ่งไปยังอีกเรือนหนึ่งมีม่านสีแดงสดคั่นเพื่อปิดกั้นการมองเห็นจากภายนอก
หลิวเสียะย่างเท้าแ่เบาระแวงระวัง มือกระชับกระบี่คู่ใจแน่นเตรียมพร้อมที่จะชักออกจากฝักตลอดเวลา
ทว่ากลิ่นเหม็นอับโชยมาแตะจมูกจนต้องยกหลังมือปิดนางเดินผ่านแต่ละห้องประตูมีหยากไย่จับราวกับปิดตายไม่ผ่านการใช้งานมานานปี ยิ่งผ่านหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่นเป็รูใหญ่น้อยยิ่งได้กลิ่นอับเหม็นสาบเกินกว่าจะเป็เป็ที่พักสำหรับนักเดินทาง
เพราะเหตุใดกัน!
พลันเสียงร้องที่ได้ยินเมื่อครู่ใหญ่ก็ดังลอดออกมาจากลานดินโล่งสุดปลายทางมองเห็นแสงจากกองไฟวับๆ แวม ๆ คล้ายกับลานประลองอย่างไรอย่างนั้น แต่ที่เห็นกลับไม่ใช่!
เกือบเผลอออกไปแต่ไหวตัวหลบวูบเข้าในห้องทันคุณชายร่างอรชรหาได้ใส่ใจห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับไร้แสงนี้ไม่กลับตรงไปยังผนังห้องลอบฟังเสียงและมองจากรอยแยกของไม้ผุกร่อนตรงขอบหน้าต่างแทน
“อย่าขายข้าเลย! ปล่อยข้าไปเถอะข้าขอร้อง!”
สตรีนางนั้นถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้กลางลานดวงหน้างดงามเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางสะบัดหน้าไปมาเมื่อถูกมือหยาบกร้านของบุรุษผลัดกันเชยคางสำรวจราวกับนางเป็สินค้าที่ต้องตรวจตราบ้างยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำจมูกฟุดฟิดราวกับจะสูดดมกลิ่นนางอย่างหื่นกระหาย
“อย่า! ข้ากลัวแล้ว!”
นางผู้นั้นหลับตาเบือนหน้าหนีทั้งวอนขอแต่คนเ่าั้กลับปรบมือหัวเราะชอบใจราวกับกำลังชมการแสดงชิ้นเอก
“ขอร้อง! ปล่อยข้าไป”
“ปล่อยไปก็โง่สิ ไอ้คนเก็บฟืนเอาเ้ามาแลกกับม้าเราไปถ้าไม่ได้ราคาเท่าม้าก็อย่าหวังว่าจะปล่อย” เ้าของโรงเตี๊ยมตะคอกใส่หน้านาง
ท่ามกลางมวลหมู่ลูกสมุนรายล้อม
เสียงหัวเราะดังไม่หยุด แต่ละคนล้วนกระเหี้ยนกระหือรือใคร่ได้นางจนร้องแข่งกันประมูลเซ็งแซ่
“ข้าให้สองร้อย” หนึ่งในชายฉกรรจ์ก้าวอาดๆ มากลางลาน
“น้อยไป” เ้าของโรงเตี๊ยมตอบแทบไม่คิด“มีผู้ใดจะให้ราคามากกว่านี้อีก”
“ข้าให้ม้าหนึ่งตัวกับเงินสองร้อยอีแปะ” ชายร่างใหญ่หน้าตาขึงขังลุกตอบพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนเอ่ยเสียงขึงขัง “ใครคิดหาญกล้าแข่งกับข้าก็ออกมา”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกรอบเ้าของโรงเตี๊ยมลูบเคราครุ่นคิดก่อนเอ่ยต่อสีหน้าเคร่งเครียด “น้อยไปหรือไม่ท่าน ข้าว่าหญิงงามขนาดนี้อย่างต่ำไม่น่าจะมากน้อยกว่าม้าหนึ่งตัวกับหนึ่งตำลึงเงินแต่หากผู้ใดมีม้ามากกว่าสามก็เอามาแลกเป็เงินรางวัลประมูลนางได้”
“มันไม่แพงไปหน่อยหรือ” หนึ่งในสองที่วางเดิมพันไปก่อนโอดครวญ “นางก็แค่สตรีที่พวกนอกด่านลักพาตัวมา”
“หากเ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็อย่ามาประมูลนางกับข้า” ชายร่างใหญ่คนเดิมเอ่ยเสียงทรงอำนาจ “สตรีนางนี้งดงามยิ่งนักสมควรเป็ของข้าผู้ยอมจ่ายเพื่อนางมากกว่าใคร หรือใครมีข้อโต้เถียง”
“ไม่มี! ไม่มีแน่นอน ต้องอย่างเถ้าแก่เหยาเท่านั้นถึงจะคู่ควรกับคำว่าสุดยอดผู้พิชิตหญิงงามใช่หรือไม่ขอรับ” เ้าของโรงเตี๊ยมโน้มตัวเข้ามาพินอบพิเทา
“จะเป็ผู้ใดไปได้” เถ้าแก่เหยาที่เ้าของโรงเตี๊ยมพาดพิงหัวเราะลั่นด้วยความพึงใจ
คุณชายน้อยแห่งหลิวซือซือฟังแล้วนึกเคืองในใจเหตุใดคนร่ำรวยเงินทองกลับแล้งน้ำใจคิดเอาแต่ได้ถึงเพียงนี้
“หน็อย... ไอ้เ้าพวกนี้เห็นสตรีเป็ของเล่น สารเลวจริงๆ”
คุณชายน้อยครุ่นคิด มือกระชับดาบแน่นด้วยความขุ่นเคืองยิ่งเห็นสายตาโลมเลียและหื่นกระหายของเหล่าบุรุษในลานประมูลแล้วยิ่งนึกเคืองขุ่นโดยเฉพาะเ้าของโรงเตี๊ยมที่เปิดให้ใช้สถานที่ไม่พอยังเป็คนดำเนินการประมูลเสียเองยิ่งกิริยาพินอบพิเทาที่มีต่อชายร่างอ้วนนั่นเห็นแล้วยิ่งน่าสมเพช
“พวกเ้ากระซิบเื่ใดกัน อย่าเล่นเล่ห์กับข้า”ชายคนที่โดนเยาะเย้ยตวาดลุกขึ้นเท้าเอวยืนจังก้า “พวกเ้าทำชอบกลเหมือนรู้กันเช่นนี้มิได้”
“แล้วเ้าจะทำสิ่งใดได้เล่านายข้ามิใช่คนที่เ้าจะมาต่อกร”
ชายกลุ่มเดียวกับคนให้รางวัลสูงสุดเอ่ยเยาะน้ำเสียงหยอกเย้าราวขบขันแล้วต่างพากันส่ายหน้า
“ข้ารู้ว่าเ้าหามีปัญญาแข่งกับข้าไม่” เถ้าแก่เหยาออกหน้าพลางลุกยืนอวดพุงอุ้ยอ้ายเดินกร่างมาเผชิญหน้าอีกฝ่ายกลางลาน“เช่นนั้นข้าเพิ่มม้าอีกหนึ่งตัวเป็อันว่าข้าชนะขาด”
เสียงโห่ลั่นรับคำผู้ท้าประมูลทันทีร่างอรชรนางนั้นกัดริมฝีปากแน่นพลันร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ท่าทางหวาดกลัวสุดขีดเมื่อถูกเถ้าแก่เหยาเชยคางโน้มตัวลงหมายประทับจูบนางสะบัดหน้าหนีทำให้ชายร่างอ้วนเสียหน้าเงื้อมือหมายจะฟาดดวงหน้างาม
คุณชายน้อยทนไม่ไหวโผล่พรวดออกไปกลางลานกล่าวเสียกร้าว“เ้ากล้าข่มเหงอิสตรีได้อย่างไร”
“เ้าเป็ใครกัน!” เ้าของโรงเตี๊ยมกับเถ้าแก่เหยาเอ่ยพร้อมกัน
ร่างอรชรในคราบคุณชายก้าวอาด ๆ มากลางลานเอาตัวยืนบังนางผู้นั้นเอาไว้แล้วมองกราดไปรอบบริเวณด้วยท่าทางห้าวหาญริมฝีปากกระตุกยิ้มเยาะเหล่าคนที่ลุกฮือเข้าหาอย่างไม่กลัวเกรง
“ข้าคือผู้ใดหาใช่เื่สำคัญไม่ แต่ดูเ้าสิ”
“ข้า?” เถ้าแก่เหยาชี้มือที่ตัวเอง
“ก็เ้าสิ” หลิวเสียะมองอีกฝ่ายศีรษะจรดปลายเท้าพลันยิ้มหยันก่อนเอ่ย“แก่เฒ่าปานนี้ไยมิเอาเวลาไปเลี้ยงลูกหลาน”
“เ้าอย่ามาสู่รู้!”
“ข้ารู้ยิ่งกว่านั้น”คุณชายน้อยกล่าวยั่วโทสะ “เ้าคือเหยาเหอไป่ผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนใคร ๆ ก็รู้ว่าร้านเหอไป่ของเ้านอกจากค้าข้าวบังหน้าแล้วเื้ัยังเป็โรงกษาปณ์รายใหญ่ข้ายังได้ยินมาอีกว่าตอนนี้ทางการกำลังกวาดล้างพวกลักลอบอยู่มิใช่หรือ”
“เ้า! เ้าใส่ความข้า” เศรษฐีเฒ่าผงะหน้าซีดไปหลายส่วน ”พวกเรารุมมัน!”
“ช้าก่อน!” หลิวเสียะโบกมือห้าม “ในฐานะพ่อค้าเหมือนกัน ข้าให้สิบตำลึงเงิน แล้วยกนางให้ข้า เ้าว่าดีกว่าหรือไม่”
สีหน้าขึงขังของคุณชายร่างอรชรที่ล้วงหยิบตั๋วเงินออกมาชูเหนือศีรษะทำให้คนทั้งลานฮือฮาพลันชายร่างใหญ่เ้าของโรงสีก็เดินส่ายอาด ๆ ด้วยความโมโหเข้ามาหมายเอาเื่
“เ้าหนุ่มหน้าหวานริบังอาจต่อกรกับข้า มิรู้ที่ตายเสียแล้ว”
“ข้าไม่สนสิ่งใดแต่เงินถูกกฏหมายของข้าต้องใหญ่กว่าเ้าแน่”คุณชายน้อยเหยียดยิ้มตอบ “เอานางมาให้ข้า...เดี๋ยวนี้!”
“ขอรับ ๆ” เ้าของโรงเตี๊ยมรับคำพลางถูมือไปมาถูกใจ
มือหยาบสั่นระริกยื่นไปรับห่อเงินหนักอึ้งจากมือคุณชายพลันห่อเงินกลับถูกฉวยไปต่อหน้า ทั้งหมดหันมองตามมือปริศนาเป็ตาเดียวแล้วคุณชายน้อยก็ชักสีหน้าทันทีที่รู้ว่าใครบังอาจมาทำให้เสียเื่
“เ้า!”
“ข้าชื่อหยางซุนหยาง” บุรุษพเนจรลากเสียงยาวแล้วยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็ระเบียบก่อนโน้มหน้าเข้าหาอีกฝ่ายพลางกระซิบ“ส่วนเ้าคือคุณชายหน้าหวาน... หลิวเสียะ”
“รู้จักข้าได้อย่างไร”
หลิวเสียะถามแต่อีกฝ่ายกลับยักไหล่ท่าทางยียวน
“ข้ารู้ก็แล้วกันน่า”
นางฟังแล้วยิ่งเคืองยื่นมือคว้าถุงเงินคืนแต่ได้ลมเพราะคนพเนจรรู้ทันเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินหนีไปอีกทางเป็การดึงสายตาคนทั้งลานให้ตกอยู่ที่เขาหลิวเสียะพลันเห็นบ่าวของตนย่องเข้ามาด้านหลังก็พอเข้าใจนางได้แต่ช่วยดึงความสนใจให้อีกทาง
สวี่ลี่แกะมัดเชือกอย่างรีบร้อนทั้งส่งสัญญาณให้เงียบสตรีงามพยักหน้ารับสีหน้าตื่นกลัวพลางกระซิบถาม
“เ้าคือ?”
“ข้าเป็บ่าวของคุณชายคนที่ช่วยเ้า ไปได้แล้วข้าจะพาเ้าหนีออกไปก่อนที่พวกมันจะเห็น”
“แต่ว่าคุณชายเล่า!”
“คุณชายข้าเก่ง เอาตัวรอดได้”
ขณะที่ความสนใจทั้งหมดพุ่งตรงมายังคุณชายน้อยแห่งหลิวซือซือกับชายพเนจรไม่มีสักคนที่เห็นว่าสวี่ลี่พานางผู้นั้นออกไปจากลาน คงเหลือแต่คุณชายกับหนุ่มร่างบึกบึนยืนหันหลังชนกันท่ามกลางเหล่าคนโฉดที่กรูกันเข้ามาหยางซุนหยางพลันร้องลั่น
“พี่ชายทั้งหลาย ช้าก่อน!”
เหล่าชายโฉดชะงักหันมองหน้ากันเลิ่กลักคุณชายน้อยกราดตามองรอบ ๆ ด้วยความระแวงแล้วกระซิบอีกฝ่าย
“เ้าจะบ้าหรือ รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำให้เื่ยุ่ง”
“รู้” หยางซุนหยางตอบโดยไม่ละสายตาจากชายฉกรรจ์
“รู้แล้วยังทำ”
“ข้าจะทำให้เ้าไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะเลยก็ยังได้แค่ใช้นี่”
ขาดคำบุรุษพเนจรก็ใช้นิ้วเคาะศีรษะอีกฝ่ายแทนคำตอบหลิวเสียะถึงกับเคืองเมื่อสบดวงตาฉลาดแกมโกงนั่น
[1]ยามไฮ่ :เวลาประมาณ21.00 น.-22.59 น.
+++++++++
ขอฝากนิยายด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่า ^^