“หืม? โกหกเหรอ”
ซางจื้อหย่วนเลิกคิ้วขึ้นการแสดงออกเช่นนั้นเปิดเผยความคิดมากมายในใจของเขา
ท่าทีของทุกคนก็เช่นกันเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของเด็กน้อยสักเท่าไรท้ายที่สุดแล้วเขาก็อยู่ฝ่ายเดียวกันกับพวกนั้นกันหมด
หวังเฉียงไม่แสดงท่าทีอะไรเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แต่การใช้วิธีการวิเคราะห์แบบย้อนกลับก็ยิ่งทำให้เขาและกวนหลิงถูกสงสัยมากขึ้นไปอีก
ฉะนั้นแม้ทหารผ่านศึกจะพูดอะไรก็ไม่อาจปกป้องผมที่ตกอยู่ในความสงสัยร้ายแรงได้เลย
นี่คือการต่อสู้ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังที่ถูกกำหนดไว้แล้วนั่นเอง
“เหอะ ปากกล้าไม่เบาเลยนะเด็กน้อย พูดเปิดมาก็หาว่ากูโกหกเชียวนะ งั้นบอกไว้ก่อนเลยนะว่าตอนนี้กูไม่กลัวอะไรแล้ว!” หญิงคนนั้นยืนเท้าสะเอวอย่างถือดีท่าทางเหมือนพวกที่ชอบด่าทอกลางถนนอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หนูเชื่อว่าพี่ชายไม่มีทางเป็ฆาตกรแน่นอน”
กวนหลิงก้มหน้ากัดริมฝีปากแล้วเหลือบมองผมด้วยสายตาที่แปลกประหลาด
อะไรกันเนี่ยหรือผมถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องถูกโหวตไปตาย
พวกคุณใช้สายตาปกติกันสักหน่อยไม่ได้เลยหรือไง
แต่แน่นอนว่าเธอกำลังพะว้าพะวังกับบางอย่างแม้การแสดงออกแบบนั้นจะยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยของตนเอง
สาวน้อยก็ยังคงยืนหยัดอยู่ข้างฉันอย่างไม่ลังเล
“เหอะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าเ้าหนูนี่พูดโกหกทุกคำฉันคิดว่าที่บอกว่าเป็กัปตันอะไรนั่นก็คงโกหกเหมือนกันพวกแกทั้งหมดไม่มีใครพูดความจริงเลยสักคน”
ท่าทีของเธอยิ่งทำให้หญิงคนนั้นได้ใจเปิดโอกาสให้เธอใช้ประเด็นนี้เล่นงานต่อทันที
“สามีของฉันต้องมาตายเพราะพวกคุณไร้ความสามารถ พวกคุณที่มีหน้ามีตาในสังคมรู้จักแต่เล่นเกม ไม่คิดจะรู้สึกผิดกันบ้างเลยหรือไง”
คนธรรมดาที่ไม่ได้มีการศึกษาดีๆพูดจาแบบไม่เกรงใจใครเช่นนี้ เด็กคนนั้นอาจจะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจแต่ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ต่างจากสามีของเธอเลยจริงๆ
คำที่พูดออกมาทั้งรุนแรงและไม่มีความเมตตาต่อใครทั้งนั้นแถมแต่ละประโยคก็ไร้เหตุผล
“เอ่อ... เราจะระวังให้มากขึ้นครับ ตอนนั้นพวกเรายังไม่มีข้อมูลอะไรมากนักและจริงๆ แล้ว พวกคุณทั้งสามก็ไม่ได้ทำอะไรมากเลยด้วย...”
หลิวเนี่ยนเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวสุดท้ายเขาก็เริ่มรู้สึกว่าที่สงสัยผมั้แ่แรกมันไม่ยุติธรรมเขาจึงออกมาพูดอะไรที่เป็กลาง
“หืม?”
“ผม ถือว่าผมไม่ได้พูดอะไร...อย่าคิดจริงจังเด็ดขาด!”
สายตานั่นเพียงพอที่จะทำให้เด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งยกมือยอมแพ้
มันไม่ใช่สายตาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่เป็สายตาของมนุษย์ป้าวัยกลางคนที่พร้อมจะมีเื่ด้วย สายตาที่เหมือนจะบอกว่าถ้าชนรถฉัน ฉันก็จะเรียกค่าเสียหายเป็ล้าน!
แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนที่จะยอมง่ายๆ!
“คนอย่างแกนี่นะ เรียนไปก็เปล่าประโยชน์! พูดสิว่าไม่สงสัยเขาตอนนี้มันฟังขึ้นที่ไหนกัน”
แม้จะไม่มีใครออกความเห็นอย่างชัดเจนแต่จากทิศทางที่พวกเขาหันหน้ากับแววตา ก็พอจะเห็นได้ว่าพวกเขามีแนวโน้มจะไปทางไหน
น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยืนหยัดอยู่ข้างผม แม้แต่ผิ่นชวนเซี่ยผู้ที่เคยแสดงความเป็มิตรหลายครั้งก่อนหน้านี้ก็ยังทำหน้าลำบากใจและสับสน
ผมเข้าใจเธอเป็พวกซื่อใสบริสุทธิ์แบบนั้น ในสถานการณ์แบบนี้คงช่วยอะไรไม่ได้มาก ฮึๆ
“พวกเราเป็คนธรรมดา ไม่ได้มีการศึกษาดีอะไรหรอก แต่ดูเ้าเด็กคนนี้สิดูจากท่าทางแล้วการศึกษาดีไม่ใช่เล่น แต่กลับไม่พูดอะไรเลยสักคำนี่มันเห็นแก่ตัวเกินไปแล้วนะ”
“ใช่ เขาทำอะไรมากสุดก็แค่นั่งดูพวกเราเฉยๆแม้ตอนแรกฉันอยากจะร่วมมือกับเขาแต่ตอนนี้ฉันยอมเชื่อว่าซางจื้อหย่วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยังดีกว่า”
เฉียนตัวตัวรีบพูดแทรกขึ้นมาชายชราผมเงินยังคงเงียบ แต่ดูท่าแล้วเขาก็อดทนไม่ไหวเหมือนกันจึงปล่อยให้เห็นเจตนาของตนเองอย่างรวดเร็ว
“ตอนนี้ถึงจะเดาผิด ผมว่าก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่หรอก เขามีพิรุธขนาดนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็ผู้ช่วยของผู้โหยหวนแน่ๆดูแล้วเขาก็ไม่ค่อยเล่นเกมนี้เก่งเท่าไหร่ถ้ารอดไปก็เป็ได้แค่ตัวถ่วงเท่านั้นแหละ”
เฉียนตัวตัวชี้นิ้วมาที่ผมบรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกขณะที่ชายชราดูจะประสบการณ์มากกว่าและเก็บความรู้สึกได้ดีกว่าเขามาก
ตอนนี้ทุกคำพูดทุกสายตา ทุกท่าทีของทุกคนกลายเป็สิ่งที่ผมต้องจับตามองอย่างระมัดระวัง
จดจำพวกใบหน้าที่แสดงท่าทีและคำพูดน่าเกลียดเหล่านี้ไว้ให้ดีถ้ารอบนี้ผมรอดมาได้ล่ะก็...
ฮ่าๆงานนี้มีสนุกแน่
“วัยรุ่นเอ๋ย ต้องระวังคำพูดหน่อยนะ เ้านี่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกผมว่าคุณผู้หญิงคนนี้อาจจะยังพูดไม่เคลียร์เองมากกว่า...อาเมน”
คนชรายิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วเบนเป้าหมายไปที่หญิงคนนั้นแทน
ร่างกายอ้วนท้วมของหญิงสาวสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดไม่แน่ใจว่าเพราะโกรธหรือกลัวกันแน่แต่การแก้ต่างครั้งนี้กลับไม่ช่วยให้ผมหลุดพ้นจากสถานการณ์คับขันสักเท่าไหร่ซ้ำยังทำให้บรรยากาศดูแปลกประหลาดขึ้นอีกด้วย
“หึ! หรือเพราะฉันไม่ร้องไห้ออกมา เลยถูกสงสัยอย่างนั้นเหรอ ลูกชายฉันก็เข้มแข็งมากนะพวกแกดูสิ แผลพวกนี้เกิดจากเ้านั่นทำร้ายทั้งนั้น พวกเราสองแม่ลูกน่าสงสารแค่ไหนไม่มีใครเข้าใจเราเลยหรือไง!”
ความสัมพันธ์แม่ลูกการแสดงของเธอครั้งนี้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง
ถ้าผมเป็คนตาบอดอาจถูกทักษะการแสดงห่วยๆ แบบนี้หลอกเอาได้
แต่ถึงจะเป็คนตาบอดจริงๆใจคนก็ไม่บอดนะ ยังไงก็ต้องมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่แล้วคำพูดของผู้หญิงคนนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่
ถ้าผมไม่ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยแบบนี้ล่ะก็คงมีวิธีที่จะโต้กลับเธอได้อยู่บ้าง
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมดันพูดจาไม่คิดจนตนเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆแม้แต่สายตาของซางจื้อหย่วนที่มองมาทางผมเองก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“พอเถอะ ฉันทนดูไม่ไหวแล้ว สถานการณ์ตอนนี้มันยุ่งเหยิงไปหมดลุงคงไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม คราวนี้ปล่อยให้ฉันจัดการเถอะ”
ซางจื้อหย่วนมองชายชราผมเงินด้วยท่าทีกวนตีนเล็กน้อยขณะที่ชายชราก็แค่แค่นเสียงเย็นๆ ออกมาอย่างไม่พอใจ
แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาคนไหนเป็คนดีเลยบางทีอาจจะมีใครที่ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดอยู่ที่นี่ หรือบางทีอาจจะมีผู้โดยสารสักคนที่เป็ผู้โหยหวนเ้าเล่ห์ก็ได้
ท้ายที่สุดการที่สองคนทะเลาะกันมันไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างความถูกต้องกับความชั่วร้ายเสมอไปหรอก
โบราณว่าไว้ดีหมากัดกัน มีแต่ขนติดปาก[1]
“ขอโทษนะ แต่เสียงโหวตของฉันครั้งนี้คงต้องให้คุณแล้วล่ะ แม้เราจะเคยอยู่ทีมเดียวกันแต่เธอก็ทำตัวแปลกเกินไป ไม่เคยพูดอะไรที่ชัดเจนและแทบไม่บอกอะไรเกี่ยวกับตนเองเลย คุณบอกว่าเป็ผู้โดยสาร คิดว่ามันน่าเชื่อไหม”
เหมือนซางจื้อหย่วนกับคนชราจะยืนอยู่คนละฝั่งแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเลี่ยงหวังเฉียงกับคนตัวเล็กที่เคยตกเป็ผู้ต้องสงสัยอย่างร้ายแรงก่อนหน้านี้แล้วมุ่งเป้ามาที่ผมแทน แถมยังแสดงออกอย่างหนักแน่นอีก
ผมพยักหน้าเบาๆให้เขาพูดต่อไป
ถึงแม้การโต้แย้งจะช่วยให้ผมอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นบ้างแต่เมื่อซางจื้อหย่วนพูดออกมาแบบนี้ ก็บ่งบอกว่าเขาไม่ได้พูดเล่นแน่ๆแววตาที่เฉียบแหลมของเขานั้น ทำให้ผมเริ่มเชื่อว่าเขาอาจเคยเป็ทหารมาก่อนจริงๆ
“แต่ถ้าเขาเป็ผู้โดยสารจริงๆ ล่ะ ถึงแม้ตอนนี้ผมจะไม่สงสัยใครแต่ก็ไม่อยากปรักปรำคนดีนะ!”
หลิวเนี่ยนที่มีความซื่อตรงะโออกมาแม้จะต้องเผชิญหน้ากับแววตาของซางจื้อหย่วน ทำให้ซ่างจื้อหย่วนแปลกใจเล็กน้อย เขาจึงค่อยๆขยับเข้าไปใกล้หลิวเนี่ยน และส่งสายตาจ้องเขา
“คนดี? เหอะๆ”
“พอแล้ว ตอนนี้นายก็แค่พูดออกมาเถอะ นายคงไม่อยากถูกลงโทษจากกฎใช่ไหม”
หวังเฉียงพูดขึ้นพลางชี้ไปที่กล้องวงจรปิดบนเครื่องบินไม่มีใครรู้ว่าเที่ยวบินนี้ถูกควบคุมั้แ่เมื่อไหร่
แต่เสียงปริศนาที่เป็ดั่งตัวบงการเื้ัยังคงเป็ภัยคุกคามหลักของเที่ยวบินมรณะแห่งนี้แค่ใครละเมิดกฎก็อาจถูกลงโทษในทันที
เพราะท้ายที่สุดแล้วเ้านั่นคือผู้ควบคุมเกมนี้อย่างแท้จริง
“เหอะ นายโชคดีจริงๆ ไอ้สี่ตา...”
ซางจื้อหย่วนดูไม่พอใจที่หวังเฉียงขัดขวางแต่ก็ยอมถอยกลับไป และหันมามองผมต่อ
“ผมไม่สนว่าจะมีคนช่วยคุณพูดแทนหรือเปล่า อย่างไรก็ตามก็ขอให้ทุกคนคิดให้ดีเป็แค่ผู้โดยสาร แต่กลับคุยอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ ไม่กี่คนแถมผิ่นชวนเซี่ยก็ยังมีสถานะไม่ชัดเจนอีก และเธอยังเคยสงสัยผมด้วยซ้ำ”
ซางจื้อหย่วนยิ้มเยาะออกมาขณะที่ผิ่นชวนเซี่ยยืนอยู่ข้างผมอย่างไม่รู้ตัว
ผมสังเกตได้ว่าท่าทีของคนส่วนใหญ่ต่างมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งของผู้หญิงคนนั้นและข้อสงสัยในตัวผมมีเพียงหลิวเนี่ยนเท่านั้นที่ยังคิดไปในทางอื่น
“อิๆ หรือว่าคุณกำลังหึงงั้นเหรอแต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าเขาน่าสนใจกว่านายเยอะเลยนะกลิ่นอายของนายมันช่างไม่น่าคบจริงๆ”
ผิ่นชวนเซี่ยยกมือปิดปากหัวเราะบรรยากาศตรึงเครียดขนาดนี้ยังหัวเราะออกมาได้ผมไม่แน่ใจว่าจะชื่นชมความกล้าหรือประสาทที่ตายด้านดี หรือบางที... เธออาจตั้งใจลากผมไปตายด้วยกันจริงๆก็ได้
“แค่คำพูดของเธอฝ่ายเดียว ไม่มีทางโน้มน้าวใจคนอื่นได้หรอกนะ หนุ่มน้อยนายยังต้องหาหลักฐานมากกว่านี้อีก”
ชายชราผมเงินยังคงพูดเข้าข้างผมแต่คริสตัลรูปกางเขนที่เรืองแสงสีแดงนั้นกลับดูเย้ายวนและแฝงไปด้วยความลึกลับนอกจากศรัทธาแล้ว แววตาของชายชราเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่อีกด้วย
“เหมือนว่าบางคนจะไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตานะ”
ในที่สุดผู้ชายคนนั้นก็หัวเราะออกมาและหัวเราะอย่างโอหัง
“น่าเสียดายจริงๆ ผมไม่ใช่แค่ผู้โดยสารธรรมดาแต่เป็คนที่มีความสามารถตรวจสอบตัวตนได้หลังจากโหวต!”
เสียงหัวเราะนั่นแสบหูยิ่งนักแต่กลับทำให้ซางจื้อหย่วนดูมีออร่าที่ใครก็ไม่กล้าขัดขืนได้
“ผมนี่แหละคือกัปตันตัวจริง”
[1] หมากัดกัน มีแต่ขนติดปาก ทั้งสองฝ่ายต่างเสียหายหรือเดือดร้อนผลสุดท้ายก็ไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบ เหมือนหมาที่กัดกันแล้วมีแต่ขนติดปากไม่มีประโยชน์อะไร