ตอนที่24 มีคนทำให้ขาของพี่เจ็ดเป็แบบนี้
หนูน้อยพูดเสียงสั่นร่างเล็กๆ ของเธอยังสั่นเทาเช่นกัน
ย่าฉินเพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับจานผลไม้เมื่อเห็นหลานสาวตัวน้อยดูใมาก เธอก็ถลึงตาตำหนิลูกชาย ดูลูกทำเข้าสิ !
จากนั้นเธอก็ส่งสายตาให้เขาราวกับกำลังบอกว่าใครทำให้กลัว คนนั้นก็ปลอบใจเองแล้วกัน
ฉินเลี่ยขมวดคิ้วขึ้นเขายื่นมือไปลูบหัวโล้นของหนูน้อย จากนั้นจึงพูดว่า “ไม่เป็ไรตราบใดที่เธอไม่วาดยันต์จับิญญาต่อหน้าเขา มันก็จะไม่เป็ไร”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม เธอกระซิบบอกเขาว่า“เมื่อกี้หนูเพิ่งให้ยันต์ขจัดปราณชั่วร้ายแก่พี่เจ็ด พี่ใหญ่ก็เห็นด้วย ! ”
จบแล้วๆ แบบนี้มีหวังได้ถูกจับหั่นกลายเป็แผ่นสาวน้อยจริง ๆ แน่
ทำไมด้านล่างูเาถึงมีแต่อันตรายล่ะ
หนูน้อยอยากกลับขึ้นไปบนเขาแล้วฮืออออออ……
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอฉินเลี่ยก็แปลกใจเล็กน้อยเหมือนกัน เขาขมวดคิ้วเชยคางหนูน้อยขึ้นเพื่อมองเธอแล้วถามเสียงเข้ม“ทำไมถึงต้องให้ยันต์ขจัดปราณชั่วร้ายกับเสี่ยวชี ? ”
เสี่ยวชีสุขภาพไม่ดีเขาควรได้รับยันต์คุ้มภัยไม่ใช่หรือ ?
โจวโจวไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเหมือนกันหนูน้อยตอบกลับอย่างเชื่อฟังว่า “เพราะบนขาของพี่เจ็ดมีปราณชั่วร้ายที่เขาเดินไม่ได้ก็เพราะสิ่งนี้เอง”
พูดจบฉินเลี่ยและย่าฉินก็มองหน้ากัน
ย่าฉินถามด้วยความประหลาดใจและสงสัย“ปราณชั่วร้าย ? ”
เธอไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นในเมืองเลคซิตี้และไม่รู้เื่ที่หนูน้อยโจวโจวสามารถวาดยันต์ได้ฉินเลี่ยจึงสรุปเื่ราวทั้งหมดให้เธอฟังและเล่าเื่ที่ฉินรุ่ยอยากจะขโมยโชคของเขา
พวกเขาเห็นความโชคร้ายของฉินเลี่ยใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาขนาดย่าฉินยังสงสัยมาตลอดว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเมื่อก่อนเขาเคยโชคดีมาก
เมื่อเธอได้ยินเื่นี้เธอก็เข้าใจทันทีว่ามันเป็เพราะอะไรแต่พอได้ยินลูกชายเล่าว่าโจวโจวหลอกล่อิญญาร้ายออกมา แล้วกำจัดมันได้ทั่วทั้งตัวของหญิงชราพลันท่วมไปด้วยเหงื่อ เธอรีบอุ้มโจวโจวเข้ามากอดไว้แน่นจับมือหนูน้อยไม่ปล่อย ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เด็กคนนี้ก็กล้าเกินไปแล้วไม่กลัวว่าจะเอาชนะเขาไม่ได้เลยหรือ
‘ิญญาร้าย’มันฟังดูชั่วร้ายมากเลยนะ
เมื่อรู้สึกถึงความตึงเครียดของหญิงชราโจวโจวจึงเงยหน้าขึ้นมองเธอแล้วจุ๊บคางเธอไปเบา ๆ จากนั้นก็พูดเสียงหวานว่า:“คุณย่าไม่ต้องกลัว หนูเก่งมากเลยนะ ขนาดิญญาร้ายบนูเายังถูกหนูจัดการจนไม่เหลือสักตัวเลย ! ”
ขณะที่พูดนั้นเธอยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ด้วยท่าทีที่น่ารักของหนูน้อย ทำเอาย่าฉินถึงกับหลุดขำและก้มหน้าจุ๊บหน้าผากหนูน้อยไปเบาๆ
ฉินเลี่ยพูดขึ้นว่า“สรุปง่าย ๆ ก็คือโจวโจวมีความรู้เื่ศาสตร์ลึกลับพวกนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้แม้แต่ปู่ฉินซึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ก็หันมามองเขายืนขึ้นครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ไปคุยที่ห้องหนังสือเถอะ”
ฉินเลี่ยพยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องหนังสือ ส่วนย่าฉินก็รีบอุ้มโจวโจวเดินตามไปเช่นกัน
เมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แปลกๆ โจวโจวกระพริบตามองพวกเขาด้วยความงุนงง ความสนใจของหนูน้อยถูกเปลี่ยนไปเช่นกัน
ปู่ฉินมองโจวโจวเขาพยายามปรับน้ำเสียงของตนเองจากเคร่งขรึมให้ดูอ่อนโยนขณะเอ่ยถามหนูน้อย “โจวโจวพอจะอธิบายกับปู่ได้ไหมว่าปราณชั่วร้ายที่หนูพูดถึงคืออะไร”
“มันก็คือปราณชั่วร้ายของสกปรกที่มีสีดำ หากมันอยู่ที่ใคร คนนั้นก็จะป่วยและโชคร้ายบนขาของพี่เจ็ดมีปราณชั่วร้ายอยู่ ดังนั้นขาของเขาถึงได้เดินไม่ได้”
เื่แบบนี้ยากที่คนธรรมดาจะเข้าใจปู่ฉินพยายามคิดตามคำพูดของเธอแล้วถามว่า:“นั่นหมายความว่าถ้าปราณชั่วร้ายนี้ไปเกาะอยู่บริเวณอื่น ส่วนอื่น ๆของเขาก็อาจมีปัญหา แล้วขาของเขาก็จะหายเป็ปกติใช่ไหม ? ”
โจวโจวพยักหน้าแต่แล้วหนูน้อยก็ส่ายหน้าอีกครั้ง “มันไม่แน่เสมอไปเพราะหากปราณชั่วร้ายไปอยู่ที่เส้นเอ็น เส้นเอ็นเชื่อมต่อกันทั้งร่างกายมันก็อาจยังทำให้ขาของเขาเดินไม่ได้เหมือนเดิม”
ปู่ฉินพยักหน้าเขาพอเข้าใจแล้วว่าหนูน้อยหมายถึงอะไร จากนั้นเขาจึงถามคำถามที่เขาสนใจมากที่สุด
“เมื่อกี้หนูยังบอกอีกว่าปราณชั่วร้ายนี้ไม่ได้มีมาแต่เกิดแต่เกิดจากคนทำมันขึ้นมาทีหลังใช่ไหม ? ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ย่าฉินถึงกับใจเต้นระส่ำ
โจวโจวพยักหน้า“ไม่ผิด หนูได้ยินพี่เจ็ดบอกว่าเขาเกิดมาขาก็ไม่ดีแล้วใช่ไหม ? ”
ย่าฉินพยักหน้าแล้วพูดอีกว่า“ตอนเกิดมาก็ตรวจไม่เจออะไร กระทั่งเขาเริ่มหัดเดินพวกเราถึงรู้ว่าขาเขาเดินไม่ได้”
เมื่อพูดถึงเื่นี้เธอก็ตำหนิตัวเองว่าหากรู้แต่แรกคงดี
โจวโจวตบมือปลอบใจหญิงชราแล้วพูดว่า “คุณย่าไม่ต้องเสียใจ นี่เป็ฝีมือของคนแน่นอนและต่อให้ตรวจก็ตรวจไม่เจอหรอก”
หมอรู้เพียงทักษะทางการแพทย์แต่ไม่รู้ศาสตร์ลึกลับ หรือต่อให้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้
ย่าฉินรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่เธอพูดอย่างเป็กังวลว่า “งั้นโจวโจว หนูสามารถรักษาขาของเสี่ยวชีได้ไหม ? ”
“ได้ค่ะ”ระหว่างที่พูด โจวโจวก็บ่นพึมพำกับตนเอง “หนูก็เพิ่งบอกไปว่ารักษาได้แต่ไม่มีใครเชื่อหนูเลย”
ได้ยินแบบนั้นย่าฉินก็เบาใจลง เธอตกหลุมพรางความน่ารักของหนูน้อยอีกแล้ว เธอหอมแก้มนุ่ม ๆของหนูน้อยไปหลายที “ย่าผิดไปแล้ว ย่าควรเชื่อโจวโจวของเรา งั้นย่าขอโทษ ขอโทษนะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ”โจวโจวโบกมือปักอย่างใจกว้าง หนูน้อยไม่มีท่าทีโกรธแต่อย่างใดหนูน้อยจับมือของหญิงชราเอาไว้ แล้วแกว่งเท้าเล็ก ๆ ในอากาศ“พ่อกับคุณปู่ไม่ต้องกังวล หนูรักษาได้ ให้เวลาหนู 21 วันรับรองเลยว่าหนูจะทำให้พี่เจ็ดกลับมายืนได้ แต่เราต้องหาตัวคนทำให้เจอไม่อย่างนั้นถ้าหากเขาลงมืออีกครั้ง พี่เจ็ดก็จะยังคงป่วยเหมือนเดิม”
“อืม”สีหน้าของปู่ฉินพลันเยือกเย็นขึ้นมาทันทีคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนทำร้ายหลานชายคนเล็กของเขา
“แล้วเขาคนนั้นพอจะมีลักษณะพิเศษอะไรไหม? เขาทำได้อย่างไร ? ”
โจวโจวคิดแล้วจึงพูดว่า“บุคคลนี้น่าจะไม่เข้าใจศาสตร์อาถรรพ์ อาจได้รับมาจากที่อื่น ดังนั้นหากเป็แบบนี้ปกติจะต้องมีสิ่งของเป็สื่อกลางของอาถรรพ์”
เหมือนกับที่ฉินรุ่ยขโมยโชคของฉินเลี่ยเขาไม่สามารถเอาโชคของฉินเลี่ยไปได้โดยตรงแต่ใช้เส้นผมของเขาเป็สื่อกลางในการจับพลังิญญาของฉินเลี่ยแล้วให้ิญญาร้ายดูดเอาโชคมา
สิ่งของ……ที่บ้านมีการทำความสะอาดทุกวันไม่มีทางที่จะมีสิ่งอื่นอยู่ในบ้านได้นอกเสียจากว่าบุคคลนั้นจะส่งของสิ่งนั้นเข้ามาด้วยชื่อที่ถูกต้องดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้สังเกต
ยกตัวอย่างเช่น‘ของขวัญ’
ฉินเลี่ยคิดถึงจุดนี้เช่นกันเขาครุ่นคิดแล้วพูดว่า “เดี๋ยวผมจะไปตรวจสอบเื่นี้เอง”
“จริงสิเราจะบอกพี่สี่และพี่สะใภ้ไหม ? ”
ย่าฉินคิดแล้วจึงส่ายหน้า“อย่าเพิ่งดีกว่า พี่สี่ของลูกเป็หมอ แต่หลายปีมานี้เขาเที่ยวเดินทางไปรอบโลกเพื่อพาเสี่ยวชีไปหาหมอที่ว่าดีที่สุดเพราะอยากรักษาเสี่ยวชีให้หาย ส่วนพี่สะใภ้ของลูกก็ไม่ต่างกันเธอใจสลายเพราะเื่ของเสี่ยวชีไม่น้อย หากเธอรู้ว่าเสี่ยวชีถูกคนอื่นทำร้ายมีหวังเธอได้ใจสลายยิ่งกว่านี้แน่”
สิ่งที่เธอไม่เคยบอกก็คือในตอนที่เสี่ยวชีเกิด เป็เพราะเขาคลอดก่อนกำหนด หมอดูบอกว่าโชคชะตาของเขาอ่อนแอดังนั้นในงานเลี้ยงครบเดือนจึงไม่ได้จัดงานใหญ่โตมีแค่คนใกล้ชิดคนสนิทเท่านั้นที่มาร่วมงาน
คนที่ให้ของขวัญล้วนแล้วแต่เป็คนใกล้ชิด
หากเป็ฝีมือของคนพวกนั้นจริงๆ เช่นนั้นคงจะเป็การทำร้ายจิตใจของเธอไม่น้อย
แค่คิดก็สงสารหลานชายและลูกสะใภ้สี่แล้ว
ครอบครัวดีๆ ครอบครัวหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนกัน
เมื่อนึกถึงเื่รักษาให้ฉินเฟิงโจวโจวก็นึกถึงเื่เมื่อครู่นี้ เธอกอดหัวตัวเองอย่างน่าสงสารแล้วพูดว่า“งั้นคุณปู่ คุณย่าและพ่อต้องปกป้องหนูนะ หนูไม่อยากกลายเป็แผ่นสาวน้อย”
“แผ่นสาวน้อยอะไร? ” ปู่ฉินสงสัย
ฉินเลี่ยทำหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะเขากระแอมเสียงเบาไปหนึ่งที
เมื่อเห็นท่าทางของเขาย่าฉินก็ทำเสียงฮึดฮัด“ถามเขาเลย”
ปู่ฉินหันไปถามฉินเลี่ย“เกิดอะไรขึ้น ? ”
ฉินเลี่ยไม่คาดคิดว่าเื่ตลกที่เขาแกล้งหนูน้อยจะกลายเป็แบบนี้ได้ดังนั้นตอนพูดออกมาเขาจึงไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้นแล้ว
ปู่ฉินได้ยินแบบนั้นก็ถลึงตาใส่ลูกชายแล้วพูดหน้าเข้มว่า “เด็กน้อย”
มันก็แค่เื่เด็กน้อยไม่ใช่หรือไง
อุบายหลอกเด็กน้อยแบบนี้ยังคิดออกมาได้ย่าฉินทั้งรู้สึกตลกและโกรธไปในคราวเดียวกัน
เธอก้มหน้ามองโจวโจวแล้วพูดปลอบใจว่า “โจวโจวอย่ากลัว ที่จริงพ่อของหนูหลอกหนูน่ะคำว่าแผ่นสาวน้อยไม่ได้หมายความว่าจะเอาหนูไปหั่นเป็แผ่น แต่มันก็แค่คำเรียกหนึ่งความหมายเดียวกับหนูน้อย เด็กน้อยนั่นแหละจ้ะ”
แบบนี้จริงหรือ ?
หูของโจวโจวขยับหนูน้อยมองไปที่ฉินเลี่ยอย่างมีความหวัง เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ตกลงค่ะ”เธอรู้สึกโล่งใจ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอมีสีเืฝาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ย่าฉินลูบหัวเธอด้วยความตลก“ไม่ต้องกังวล พี่ใหญ่ของหนูเป็คนดีมาก เขาจะต้องชอบหนูมากแน่นอน”
หลานชายคนโตดูเป็คนสุภาพอ่อนโยนและอารมณ์ดี แต่ปกติเขาจะทำตัวแบบนี้ต่อหน้าคนในครอบครัวเท่านั้นเวลาอยู่ข้างนอกเขาจะสนใจแต่เื่เรียน ไม่ค่อยสนใจคนอื่น
เขามองโจวโจวอยู่หลายครั้งเห็นได้ชัดว่าเขาสนใจในตัวหนูน้อย
จะว่าไปแล้วโจวโจวน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้น้อยคนนักที่จะไม่ชอบหนูน้อย
โจวโจวพยักหน้าหลังจากพูดจบแล้วหนูน้อยก็สไลด์ตัวลงมาจากขาของย่าฉิน แล้วเปิดประตูเดินออกไป
และในตอนที่หนูน้อยเพิ่งจะเดินออกไปเธอก็เห็นว่าฉินเริ่นเดินผ่านหน้าประตูไปและเมื่อหนูน้อยเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของเขา เธอก็เบิกตากว้างแล้วรีบปิดประตูดัง“ปัง” ก่อนจะวิ่งถลาเข้ามาในอ้อมกอดของฉินเลี่ยแล้วกอดคอเขาไว้แน่น
“พ่อช่วยหนูด้วย! ”