เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 76 ท่านหญิงผู้คุมกฎ

    “หลงเฉินได้ละเมิดกฎของการคัดเลือก  ข้าขอประกาศว่าเขาไม่มีสิทธิ์เข้าตระกูลหลิงอู่!”


    เสียงของหวงเฟยหยางดังขึ้นอย่างแผ่วเบา


    แม้ว่าเขาจะรับการโจมตีที่หนักหน่วงของหวงเฟยหยางและรอดชีวิตมาได้  แต่หลงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด!


    หวงเฟยหยางไม่มีทางปล่อยให้เขาหลุดมือไปอย่างแน่นอน  ทว่าชั่วขณะนั้นเองที่มือของหลงเฉินถูกปะทะจนหลุดออกจากหูด้วยแรงกระแทก  ดังนั้นหลิงซีจึงสามารถออกมาได้


    ทันใดนั้นหลงเฉินก็ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง


    “หลิงซี กลับมานี่นะ หาไม่แล้วข้าจะเกลียดเจ้าไปจนชั่วชีวิต!”


    หลิงซีกำลังตั้งท่า แม้ว่านางจะได้ยินคำพูดที่วิตกกังวลของหลงเฉินแต่นางก็ไม่ฟัง


    สำหรับนางแล้ว หลงเฉินกำลังจะตาย และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ในใจของนาง!


    “หลิงซี! ข้าขอร้องล่ะ ได้โปรดฟังข้าเถอะ ได้ไหม!?”


    แม้น้ำเสียงที่บีบคั้นหัวใจของหลงเฉินมิอาจทำให้หลิงซียอมหันกลับมา!


    ชั่วขณะนั้นหวงเฟยหยางได้มาถึงเบื้องหน้าของหลงเฉินแล้ว  ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขาจู่โจมหลงเฉินอีกเป็นครั้งที่สอง


    ทว่าหลิงซีก็ออกมาจากติ่งหูของหลงเฉินเพื่อปกป้องเขาแล้วเช่นกัน!


    ภายในชั่วพริบตา เสียงเย็นเยียบของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ร้องดังขึ้น  หวงเฟยหยางที่อยู่บนตัวหลงเฉินถูกซัดกระเด็นออกไป  หลังจากที่เขาถอยไปหลายก้าว เขาก็มองไปยังใบหน้าขาวผุดผ่องของผู้ที่ปรากฏตัวขึ้น


    ทีแรกสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด  แต่เมื่อมองเห็นคนผู้นั้น ตัวของเขาก็สั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวและรีบเอ่ยขึ้น


    “ผู้ติดตามหวงเฟยหยาง คารวะท่านผู้คุมกฎ!”


    เหวินหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็โค้งคำนับผู้มาเยือนเช่นกัน


    หลงเฉินไม่รู้ว่าผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นเป็นใคร  แม้จะฟื้นตัวได้เล็กน้อยแต่เขาก็แทบจะยืนไม่อยู่  เมื่อหลิงซีที่ตั้งใจจะเข้าแทรกแซงเห็นว่าหลงเฉินได้รับการช่วยเหลือแล้ว นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกและไม่ได้ลงมือ


    “รอให้ข้ากลับไปจัดการกับเจ้าก่อนเถอะ!”


    หลังจากที่หลงเฉินพูดกับหลิงซีด้วยน้ำเสียงน่ากลัว  เขาก็อดทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสในร่างกายขณะที่กัดฟันและพยายามลุกขึ้นยืน


    แม้ว่าจะยืนแทบไม่ไหว แต่หลงเฉินก็จับจ้องไปยังผู้มาเยือน


    ไกลออกไป คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาหาเขา


    พวกเขาทุกคนมีคลื่นพลังที่ไม่ธรรมดา  ความแข็งแกร่งของพวกเขาบดบังหวงเฟยหยางและเหวินหยาด้วยพลังที่ห่างชั้นกว่ามาก  โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น  นางทำให้หลงเฉินถึงกับหรี่ตามอง


    ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางชายหนุ่มดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจอย่างมาก  นางสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มเข้ารูป ผิวของนางขาวราวหิมะ รอยยิ้มนั้นช่างมีเสน่ห์ ก้าวย่างของนางสง่างามและเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่น่าเย้ายวนยิ่งนัก  นางสะกดสายตาของบุรุษทุกคนที่นั่น


    เมื่อผู้แข่งขันทั้งแปดคนได้เผชิญหน้ากับความงดงามเช่นนี้  พวกเขาถึงกับกลืนน้ำลายและจ้องมองนางด้วยดวงตาเบิกกว้างในทันใด


    ท่ามกลางสาวงามที่หลงเฉินเคยพานพบ หากเทียบกันแล้ว หลิงซีและหยางหลิงชิงดูเด็กเกินไปทันที ทว่าความงามของผู้หญิงคนนี้ช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  ทุกการเคลื่อนไหวและการเอ่ยคำด้วยริมฝีปากนั้นเต็มไปด้วยวุฒิภาวะ สติปัญญา และความสง่างาม ยากที่ชายใดจะต้านทานนางได้


    วลีที่ว่า ‘งดงามหาใดเปรียบ’ นั้นผุดขึ้นในใจของหลงเฉินทันที


    อย่างไรก็ตาม เวลานี้ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บไปทั่วทั้งร่าง ดังนั้นเขาจึงไม่อยู่ในอารมณ์เกี้ยวผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งไม่ธรรมดาของนาง  นางย่อมไม่ใช่ใครที่ควรไปวุ่นวายด้วยไม่ว่าเขาจะปรารถนามากเพียงใด


    เช่นนั้นแล้ว หลงเฉินจึงสวมบทเด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่กำลังบาดเจ็บ ขณะที่เขาจับจ้องไปที่หวงเฟยหยางพลางกัดริมฝีปาก


    หลงเฉินนั้นรูปงามผนวกกับท่าทีไร้เดียงสาแต่ทว่าก้าวร้าวและดื้อดึงของเขา เขาสามารถดึงดูดความสนใจของหญิงงามได้ในทันที


    หลงเฉินอายุเพียงสิบหกปีและมีรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่ม  ด้วยเลือดที่ไหลหยดลงมาตรงมุมปาก เมื่อผู้หญิงคนนั้นเห็นเข้า มันทำให้นางรู้สึกปวดใจเล็กน้อย


    นางหันขวับไปมองหวงเฟยหยาง  ด้วยท่าทีไร้รอยยิ้มบนใบหน้างดงามไร้ที่ติ นางเอ่ยปากถามเขา


    “หวงเฟยหยาง อธิบายมาสิ!”


    น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นอ่อนหวานมีเสน่ห์ หลงเฉินรู้สึกว้าวุ่นหัวใจขึ้นมาทันที ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลิงซียังอยู่ที่หู หัวใจของเขาจึงห่อเหี่ยวไปชั่วขณะและหยุดจ้องนางทันที


    น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ทว่าหวงเฟยหยางตระหนักดีว่านั่นคือน้ำเสียงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของผู้คุมกฎ เขารีบตอบออกไปตามตรง


    “ท่านผู้คุมกฎ เรื่องมันเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองต่อสู้กันเพื่อตัดสินว่าใครจะได้เข้าตระกูลหลิงอู่ของเรา เด็กหนุ่มที่ชื่อหลงเฉินช่างโหดเหี้ยมนัก แม้ว่าเขาจะได้รับชัยชนะแล้ว แต่เขาก็ยังพยายามไล่ต้อนและต้องการฆ่าคู่ต่อสู้ให้ตายคามือ ถือว่าผิดกฎอย่างร้ายแรง ข้าจึงคิดว่าเขาควรถูกตัดสิทธิ์!”


    “จริงรึ?”


    ผู้หญิงคนนั้นมองหลงเฉินด้วยดวงตางดงาม  ก่อนจะยิ้มและเอ่ยขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่ไยดี


    “หวงเฟยหยาง บอกข้าสิ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ตระกูลหลิงอู่ของเรามีกฎห้ามฆ่าคู่ต่อสู้? ในทางกลับกัน เราสนับสนุนให้มีการฆ่ากันเสียด้วยซ้ำ...”


    เมื่อได้ยินคำของนาง สีหน้าของหวงเฟยหยางเปลี่ยนไป และเมื่อเขากำลังจะอ้าปากเถียง สายตาที่ดุดันของผู้หญิงคนนั้นก็จับจ้องไปที่เขา ทันใดนั้นเอง เขาก็เริ่มรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก ใบหน้าของเขาซีดเผือดและไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว


    หลงเฉินผงะไปทันที ผู้หญิงคนนี้น่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี แต่ระดับพลังของนางกลับเหนือกว่าหวงเฟยหยางหลายขุม แม้หลงเฉินจะตะลึงกับความงดงามและมีเสน่ห์ของนาง แต่ในเวลานี้เขารู้สึกประทับใจกับการฝึกวิชาของนางมากกว่า


    “เด็กคนนั้นเป็นน้องชายของเจ้าใช่หรือไม่?”


    เสียงของนางเป็นดั่งงูพิษที่เลื้อยเข้าสู่หูของหวงเฟยหยาง  หน้าผากของเขามีเม็ดเหงื่อเย็นเยียบผุดออกมา เขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ สีหน้าของเขาเผือดซีดลงเรื่อย ๆ และร่างกายก็เริ่มสั่นเทิ้ม


    รอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลที่ปลุกเร้าความปรารถนาอย่างไม่ธรรมดา แต่สำหรับหวงเฟยหยางแล้ว มันเป็นเหมือนกับฝันร้าย


    “ภายใต้ขอบเขตอำนาจของข้า...หลิวหลาน  เจ้ายังกล้าทำผิดกฎ ไม่กลัวว่าจะถูกส่งไปยังคุกอสูรดาราอย่างนั้นรึ?”


    เสียงที่แทบฟังไม่ได้ยินนั้นทำให้หวงเฟยหยางพรั่นพรึง  เมื่อเห็นว่าเขาตัวสั่นเทิ้ม หลิวหลานหัวเราะคิกคักอย่างงดงามน่าหลงใหล  นางโบกมือและเอ่ยขึ้น


    “ล้อเล่นน่ะ ข้าแค่ต้องการแกล้งให้เจ้ากลัวเท่านั้น อย่าทำเช่นนี้อีกก็แล้วกัน พวกเจ้าไปได้แล้ว...”


    เหวินหยาเองก็รู้สึกโกรธ ทว่าเขาหวาดกลัวเสียจนไม่กล้าออกความเห็น หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวหลาน เขาผ่อนคลายขึ้นในทันทีและรีบดึงหวงเฟยหยางที่ยังนิ่งอึ้งอยู่ไปพร้อมกับเขา 


    “ขอบคุณท่านผู้คุมกฎที่เมตตา  พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”


    หลิวหลานไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสได้คิดอะไรอีก  นางพูดกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ 


    “หวงเฟยหยางช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เจ้าพาคนใหม่ทั้งห้าคนไป จัดแจงทุกอย่างให้พวกเขา แล้วก็ชี้แนะพวกเขาถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วยล่ะ ที่สำคัญที่สุดคือกฎของตระกูลหลิงอู่ เข้าใจไหม?”


    เด็กหนุ่มคนนั้นพยักหน้ารับ


    “ขอรับ ท่านผู้คุมกฎหลิว!”


    หลิวหลานพยักหน้า จากนั้นก็หันไปส่งสายตาชวนหลงใหลให้หลงเฉิน นางยิ้มอย่างอ่อนหวานและเอ่ยขึ้น


    “ดูแลเขาเป็นพิเศษให้ข้าที ข้าจะไปเยี่ยมเขาตามลำพังในคืนนี้”


    หลังจากที่ออกคำสั่ง  นางก็จากไปพร้อมกับคนของนาง


    เมื่อเห็นร่างของนางกำลังจากไป  หลงเฉินก็ผ่อนคลายหัวใจที่ตึงเครียดของตนเอง  แต่ทว่าเขามิอาจลืมสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของหวงเฟยหยางก่อนที่เขาจะจากไปได้


    ‘ข้ามาถึงนครหยวนหลิงได้ไม่ทันไรก็สร้างศัตรูตัวฉกาจเข้าจนได้ ข้าคงจะเบื่อมากสินะ ในวันข้างหน้าเมื่อข้าอยู่ในตระกูลหลิงอู่ ข้าคงต้องระวังตัวมากกว่านี้เสียแล้ว’


    เวลานั้น เด็กหนุ่มที่ยังเหลืออยู่มองมาที่หลงเฉินและอีกสี่คนที่เหลือ  สายตาของเขาอ้อยอิ่งอยู่ที่หลงเฉินเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น 


    “ข้าชื่อ กานหลิน ตระกูลหลิงอู่ถือได้ว่าเป็นตระกูลขนาดใหญ่ พวกเราอยู่ภายใต้อำนาจของผู้คุมกฎหลิว ในวันข้างหน้าพวกเจ้าเรียกข้าว่าพี่กานก็ได้ เข้าใจหรือไม่?”


    หลงเฉินและคนอื่น ๆ พยักหน้ารับ


    เมื่อกานหลินเห็นว่าพวกเขาเชื่อฟังดีเขาก็รู้สึกพอใจ


    “ไยพวกเจ้าไม่แนะนำตัวสักหน่อยล่ะ?”


    ทั้งห้าคนแนะนำชื่อของตนเองรวมทั้งภูมิหลังของครอบครัว หลงเฉินก็แนะนำตัวตามที่เขาเคยพูดไว้ก่อนจะเข้าร่วมการคัดเลือกของตระกูลหลิงอู่


    เมื่อได้ยินว่าหลงเฉินมาจากเมืองเล็ก ๆ ในนครหยวนหลิง ดวงตาของกานหลิงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ  จากนั้นเขาก็พูดชมเชย


    “ข้าเห็นการต่อสู้ของเจ้าจากไกล ๆ อายุยังน้อย ทั้งยังมาจากเมืองเล็ก ๆ แต่เจ้ากลับประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ข้าชื่นชมเจ้าจริง ๆ!”


    กฎเหล็กคือการทำตัวไม่โดดเด่น พี่กานผู้นี้ดูเข้าถึงได้ง่ายและเขาอาจต้องการความช่วยเหลือจากเขาในการแก้ปัญหาบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  ดังนั้นหลงเฉินจึงตัดสินใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับเขาและรีบเอ่ยขึ้น


    “ข้าอาจจะพอมีโชคอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะข้าฝึกฝนอย่างหนักมาแต่เด็ก”


    คำตอบของหลงเฉินนั้นมิได้อ่อนน้อมถ่อมตนแต่ก็มิได้โอ้อวด อีกทั้งยังไม่พูดประโยคน่าเบื่อเช่น ‘ท่านชมข้าเกินไป’ กานหลินจึงรู้สึกพอใจเขาอย่างมาก  เขาตบไหล่หลงเฉินพร้อมกับยิ้มให้


    “ในเมื่อเจ้าเข้ามาในตระกูลหลิงอู่แล้ว เจ้าก็ต้องพยายามให้มาก ที่นี่เป็นเหมือนกับสนามรบในชีวิตจริง คนที่มีความสามารถและแข็งแกร่งถูกลิขิตมาให้เฉิดฉายโดดเด่น ในขณะที่พวกขี้เกียจสันหลังยาวและเอาแต่พึ่งพ่อแม่หรือตระกูลของตัวเองจะต้องตายอย่างน่าสมเพช เหมือนเจ้าเด็กคนที่เจ้าเอาชนะได้นั่นล่ะ”


    หลังจากนั้น เขาก็มองไปที่คนอื่น ๆ และเอ่ยขึ้น


    “ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่เมืองหลิงอู่ ที่นั่นข้าจะให้แผ่นหยกซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ระบุตัวตนของพวกเจ้า และจะอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเจ้าได้รู้  หากมีสิ่งใดที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ ข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังเองเพื่อเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้าซึ่งอาจจะหมายถึงชีวิตของพวกเจ้า”


    หลงเฉินและคนอื่น ๆ พยักหน้า  ภายใต้การนำทางของกานหลิน พวกเขามุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงอู่ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นของตระกูลหลิงอู่ที่แท้จริง


    เมื่อมองไปยังร่างอันแข็งแกร่งของกานหลินที่อยู่เบื้องหน้า เขาก็นึกถึงเซียวหลางขึ้นมาและนึกย้อนไปถึงตอนที่ได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก พลางจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิด

    [TL NOTE: (小狼) – หมายถึงคุณชายหลาง / ม่อเซียวหลาง (莫小狼)]


    ‘ตระกูลหลิงอู่ช่างเหมาะกับข้าจริง ๆ ไม่ว่าใครต่างก็คาดเดาจากคำพูดของหลิวหลานและกานหลินได้ว่าการแข่งขันภายในตระกูลหลิงอู่นั้นดุเดือดอย่างมาก กลุ่มที่ข้าเข้าร่วมมีชื่อว่าสำนักสุริยันมรกต และดูเหมือนว่าผู้คุมกฎหลิวจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตในสำนักสุริยันมรกตแห่งนี้ ความแข็งแกร่งของนางช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม สำนักสุริยันมรกตนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหล่ามรกต นอกจากเหล่ามรกตแล้ว ยังมีอีกแปดเหล่าตระกูลนอก เหล่าตระกูลหลิงอู่ และอีกสี่เหล่าตระกูลใน...’


    หลงเฉินรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ


    “ย้อนกลับไปที่ปราการเยวี๋ยนหยาง ข้าได้ยินเพียงชื่อของตระกูลหลิงอู่แต่กลับไม่รู้เลยว่าจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ลัทธิเซียนโลหิตเป็นเพียงเศษสวะหากเทียบกับพวกเขา  เรื่องของลัทธิเซียนโลหิตนั้นเกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของตระกูลหยาง  หากข้าไม่พัฒนาฝีมือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตระกูลหยางคงจบสิ้นแน่!’


    หลงเฉินรู้สึกถึงความกดดันที่หนักอึ้ง


    หลังจากตามกานหลินมาราวครึ่งชั่วยาม กานหลินก็หันกลับมาและเอ่ยขึ้น


    “พวกเรามาถึงเมืองหลิงอู่แล้ว!”


    ***********************


    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน