“หลงเฉินได้ละเมิดกฎของการคัดเลือก ข้าขอประกาศว่าเขาไม่มีสิทธิ์เข้าตระกูลหลิงอู่!”
เสียงของหวงเฟยหยางดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
แม้ว่าเขาจะรับการโจมตีที่หนักหน่วงของหวงเฟยหยางและรอดชีวิตมาได้ แต่หลงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด!
หวงเฟยหยางไม่มีทางปล่อยให้เขาหลุดมือไปอย่างแน่นอน ทว่าชั่วขณะนั้นเองที่มือของหลงเฉินถูกปะทะจนหลุดออกจากหูด้วยแรงกระแทก ดังนั้นหลิงซีจึงสามารถออกมาได้
ทันใดนั้นหลงเฉินก็ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
“หลิงซี กลับมานี่นะ หาไม่แล้วข้าจะเกลียดเจ้าไปจนชั่วชีวิต!”
หลิงซีกำลังตั้งท่า แม้ว่านางจะได้ยินคำพูดที่วิตกกังวลของหลงเฉินแต่นางก็ไม่ฟัง
สำหรับนางแล้ว หลงเฉินกำลังจะตาย และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ในใจของนาง!
“หลิงซี! ข้าขอร้องล่ะ ได้โปรดฟังข้าเถอะ ได้ไหม!?”
แม้น้ำเสียงที่บีบคั้นหัวใจของหลงเฉินมิอาจทำให้หลิงซียอมหันกลับมา!
ชั่วขณะนั้นหวงเฟยหยางได้มาถึงเบื้องหน้าของหลงเฉินแล้ว ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขาจู่โจมหลงเฉินอีกเป็นครั้งที่สอง
ทว่าหลิงซีก็ออกมาจากติ่งหูของหลงเฉินเพื่อปกป้องเขาแล้วเช่นกัน!
ภายในชั่วพริบตา เสียงเย็นเยียบของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ร้องดังขึ้น หวงเฟยหยางที่อยู่บนตัวหลงเฉินถูกซัดกระเด็นออกไป หลังจากที่เขาถอยไปหลายก้าว เขาก็มองไปยังใบหน้าขาวผุดผ่องของผู้ที่ปรากฏตัวขึ้น
ทีแรกสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด แต่เมื่อมองเห็นคนผู้นั้น ตัวของเขาก็สั่นเทิ้มไปด้วยความกลัวและรีบเอ่ยขึ้น
“ผู้ติดตามหวงเฟยหยาง คารวะท่านผู้คุมกฎ!”
เหวินหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็โค้งคำนับผู้มาเยือนเช่นกัน
หลงเฉินไม่รู้ว่าผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นเป็นใคร แม้จะฟื้นตัวได้เล็กน้อยแต่เขาก็แทบจะยืนไม่อยู่ เมื่อหลิงซีที่ตั้งใจจะเข้าแทรกแซงเห็นว่าหลงเฉินได้รับการช่วยเหลือแล้ว นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกและไม่ได้ลงมือ
“รอให้ข้ากลับไปจัดการกับเจ้าก่อนเถอะ!”
หลังจากที่หลงเฉินพูดกับหลิงซีด้วยน้ำเสียงน่ากลัว เขาก็อดทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสในร่างกายขณะที่กัดฟันและพยายามลุกขึ้นยืน
แม้ว่าจะยืนแทบไม่ไหว แต่หลงเฉินก็จับจ้องไปยังผู้มาเยือน
ไกลออกไป คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาหาเขา
พวกเขาทุกคนมีคลื่นพลังที่ไม่ธรรมดา ความแข็งแกร่งของพวกเขาบดบังหวงเฟยหยางและเหวินหยาด้วยพลังที่ห่างชั้นกว่ามาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น นางทำให้หลงเฉินถึงกับหรี่ตามอง
ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางชายหนุ่มดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจอย่างมาก นางสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มเข้ารูป ผิวของนางขาวราวหิมะ รอยยิ้มนั้นช่างมีเสน่ห์ ก้าวย่างของนางสง่างามและเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่น่าเย้ายวนยิ่งนัก นางสะกดสายตาของบุรุษทุกคนที่นั่น
เมื่อผู้แข่งขันทั้งแปดคนได้เผชิญหน้ากับความงดงามเช่นนี้ พวกเขาถึงกับกลืนน้ำลายและจ้องมองนางด้วยดวงตาเบิกกว้างในทันใด
ท่ามกลางสาวงามที่หลงเฉินเคยพานพบ หากเทียบกันแล้ว หลิงซีและหยางหลิงชิงดูเด็กเกินไปทันที ทว่าความงามของผู้หญิงคนนี้ช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกการเคลื่อนไหวและการเอ่ยคำด้วยริมฝีปากนั้นเต็มไปด้วยวุฒิภาวะ สติปัญญา และความสง่างาม ยากที่ชายใดจะต้านทานนางได้
วลีที่ว่า ‘งดงามหาใดเปรียบ’ นั้นผุดขึ้นในใจของหลงเฉินทันที
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บไปทั่วทั้งร่าง ดังนั้นเขาจึงไม่อยู่ในอารมณ์เกี้ยวผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งไม่ธรรมดาของนาง นางย่อมไม่ใช่ใครที่ควรไปวุ่นวายด้วยไม่ว่าเขาจะปรารถนามากเพียงใด
เช่นนั้นแล้ว หลงเฉินจึงสวมบทเด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่กำลังบาดเจ็บ ขณะที่เขาจับจ้องไปที่หวงเฟยหยางพลางกัดริมฝีปาก
หลงเฉินนั้นรูปงามผนวกกับท่าทีไร้เดียงสาแต่ทว่าก้าวร้าวและดื้อดึงของเขา เขาสามารถดึงดูดความสนใจของหญิงงามได้ในทันที
หลงเฉินอายุเพียงสิบหกปีและมีรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่ม ด้วยเลือดที่ไหลหยดลงมาตรงมุมปาก เมื่อผู้หญิงคนนั้นเห็นเข้า มันทำให้นางรู้สึกปวดใจเล็กน้อย
นางหันขวับไปมองหวงเฟยหยาง ด้วยท่าทีไร้รอยยิ้มบนใบหน้างดงามไร้ที่ติ นางเอ่ยปากถามเขา
“หวงเฟยหยาง อธิบายมาสิ!”
น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นอ่อนหวานมีเสน่ห์ หลงเฉินรู้สึกว้าวุ่นหัวใจขึ้นมาทันที ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลิงซียังอยู่ที่หู หัวใจของเขาจึงห่อเหี่ยวไปชั่วขณะและหยุดจ้องนางทันที
น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ทว่าหวงเฟยหยางตระหนักดีว่านั่นคือน้ำเสียงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของผู้คุมกฎ เขารีบตอบออกไปตามตรง
“ท่านผู้คุมกฎ เรื่องมันเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองต่อสู้กันเพื่อตัดสินว่าใครจะได้เข้าตระกูลหลิงอู่ของเรา เด็กหนุ่มที่ชื่อหลงเฉินช่างโหดเหี้ยมนัก แม้ว่าเขาจะได้รับชัยชนะแล้ว แต่เขาก็ยังพยายามไล่ต้อนและต้องการฆ่าคู่ต่อสู้ให้ตายคามือ ถือว่าผิดกฎอย่างร้ายแรง ข้าจึงคิดว่าเขาควรถูกตัดสิทธิ์!”
“จริงรึ?”
ผู้หญิงคนนั้นมองหลงเฉินด้วยดวงตางดงาม ก่อนจะยิ้มและเอ่ยขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่ไยดี
“หวงเฟยหยาง บอกข้าสิ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ตระกูลหลิงอู่ของเรามีกฎห้ามฆ่าคู่ต่อสู้? ในทางกลับกัน เราสนับสนุนให้มีการฆ่ากันเสียด้วยซ้ำ...”
เมื่อได้ยินคำของนาง สีหน้าของหวงเฟยหยางเปลี่ยนไป และเมื่อเขากำลังจะอ้าปากเถียง สายตาที่ดุดันของผู้หญิงคนนั้นก็จับจ้องไปที่เขา ทันใดนั้นเอง เขาก็เริ่มรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก ใบหน้าของเขาซีดเผือดและไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว
หลงเฉินผงะไปทันที ผู้หญิงคนนี้น่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี แต่ระดับพลังของนางกลับเหนือกว่าหวงเฟยหยางหลายขุม แม้หลงเฉินจะตะลึงกับความงดงามและมีเสน่ห์ของนาง แต่ในเวลานี้เขารู้สึกประทับใจกับการฝึกวิชาของนางมากกว่า
“เด็กคนนั้นเป็นน้องชายของเจ้าใช่หรือไม่?”
เสียงของนางเป็นดั่งงูพิษที่เลื้อยเข้าสู่หูของหวงเฟยหยาง หน้าผากของเขามีเม็ดเหงื่อเย็นเยียบผุดออกมา เขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ สีหน้าของเขาเผือดซีดลงเรื่อย ๆ และร่างกายก็เริ่มสั่นเทิ้ม
รอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลที่ปลุกเร้าความปรารถนาอย่างไม่ธรรมดา แต่สำหรับหวงเฟยหยางแล้ว มันเป็นเหมือนกับฝันร้าย
“ภายใต้ขอบเขตอำนาจของข้า...หลิวหลาน เจ้ายังกล้าทำผิดกฎ ไม่กลัวว่าจะถูกส่งไปยังคุกอสูรดาราอย่างนั้นรึ?”
เสียงที่แทบฟังไม่ได้ยินนั้นทำให้หวงเฟยหยางพรั่นพรึง เมื่อเห็นว่าเขาตัวสั่นเทิ้ม หลิวหลานหัวเราะคิกคักอย่างงดงามน่าหลงใหล นางโบกมือและเอ่ยขึ้น
“ล้อเล่นน่ะ ข้าแค่ต้องการแกล้งให้เจ้ากลัวเท่านั้น อย่าทำเช่นนี้อีกก็แล้วกัน พวกเจ้าไปได้แล้ว...”
เหวินหยาเองก็รู้สึกโกรธ ทว่าเขาหวาดกลัวเสียจนไม่กล้าออกความเห็น หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวหลาน เขาผ่อนคลายขึ้นในทันทีและรีบดึงหวงเฟยหยางที่ยังนิ่งอึ้งอยู่ไปพร้อมกับเขา
“ขอบคุณท่านผู้คุมกฎที่เมตตา พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”
หลิวหลานไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสได้คิดอะไรอีก นางพูดกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ
“หวงเฟยหยางช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เจ้าพาคนใหม่ทั้งห้าคนไป จัดแจงทุกอย่างให้พวกเขา แล้วก็ชี้แนะพวกเขาถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วยล่ะ ที่สำคัญที่สุดคือกฎของตระกูลหลิงอู่ เข้าใจไหม?”
เด็กหนุ่มคนนั้นพยักหน้ารับ
“ขอรับ ท่านผู้คุมกฎหลิว!”
หลิวหลานพยักหน้า จากนั้นก็หันไปส่งสายตาชวนหลงใหลให้หลงเฉิน นางยิ้มอย่างอ่อนหวานและเอ่ยขึ้น
“ดูแลเขาเป็นพิเศษให้ข้าที ข้าจะไปเยี่ยมเขาตามลำพังในคืนนี้”
หลังจากที่ออกคำสั่ง นางก็จากไปพร้อมกับคนของนาง
เมื่อเห็นร่างของนางกำลังจากไป หลงเฉินก็ผ่อนคลายหัวใจที่ตึงเครียดของตนเอง แต่ทว่าเขามิอาจลืมสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของหวงเฟยหยางก่อนที่เขาจะจากไปได้
‘ข้ามาถึงนครหยวนหลิงได้ไม่ทันไรก็สร้างศัตรูตัวฉกาจเข้าจนได้ ข้าคงจะเบื่อมากสินะ ในวันข้างหน้าเมื่อข้าอยู่ในตระกูลหลิงอู่ ข้าคงต้องระวังตัวมากกว่านี้เสียแล้ว’
เวลานั้น เด็กหนุ่มที่ยังเหลืออยู่มองมาที่หลงเฉินและอีกสี่คนที่เหลือ สายตาของเขาอ้อยอิ่งอยู่ที่หลงเฉินเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ข้าชื่อ กานหลิน ตระกูลหลิงอู่ถือได้ว่าเป็นตระกูลขนาดใหญ่ พวกเราอยู่ภายใต้อำนาจของผู้คุมกฎหลิว ในวันข้างหน้าพวกเจ้าเรียกข้าว่าพี่กานก็ได้ เข้าใจหรือไม่?”
หลงเฉินและคนอื่น ๆ พยักหน้ารับ
เมื่อกานหลินเห็นว่าพวกเขาเชื่อฟังดีเขาก็รู้สึกพอใจ
“ไยพวกเจ้าไม่แนะนำตัวสักหน่อยล่ะ?”
ทั้งห้าคนแนะนำชื่อของตนเองรวมทั้งภูมิหลังของครอบครัว หลงเฉินก็แนะนำตัวตามที่เขาเคยพูดไว้ก่อนจะเข้าร่วมการคัดเลือกของตระกูลหลิงอู่
เมื่อได้ยินว่าหลงเฉินมาจากเมืองเล็ก ๆ ในนครหยวนหลิง ดวงตาของกานหลิงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ จากนั้นเขาก็พูดชมเชย
“ข้าเห็นการต่อสู้ของเจ้าจากไกล ๆ อายุยังน้อย ทั้งยังมาจากเมืองเล็ก ๆ แต่เจ้ากลับประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ข้าชื่นชมเจ้าจริง ๆ!”
กฎเหล็กคือการทำตัวไม่โดดเด่น พี่กานผู้นี้ดูเข้าถึงได้ง่ายและเขาอาจต้องการความช่วยเหลือจากเขาในการแก้ปัญหาบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นหลงเฉินจึงตัดสินใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับเขาและรีบเอ่ยขึ้น
“ข้าอาจจะพอมีโชคอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะข้าฝึกฝนอย่างหนักมาแต่เด็ก”
คำตอบของหลงเฉินนั้นมิได้อ่อนน้อมถ่อมตนแต่ก็มิได้โอ้อวด อีกทั้งยังไม่พูดประโยคน่าเบื่อเช่น ‘ท่านชมข้าเกินไป’ กานหลินจึงรู้สึกพอใจเขาอย่างมาก เขาตบไหล่หลงเฉินพร้อมกับยิ้มให้
“ในเมื่อเจ้าเข้ามาในตระกูลหลิงอู่แล้ว เจ้าก็ต้องพยายามให้มาก ที่นี่เป็นเหมือนกับสนามรบในชีวิตจริง คนที่มีความสามารถและแข็งแกร่งถูกลิขิตมาให้เฉิดฉายโดดเด่น ในขณะที่พวกขี้เกียจสันหลังยาวและเอาแต่พึ่งพ่อแม่หรือตระกูลของตัวเองจะต้องตายอย่างน่าสมเพช เหมือนเจ้าเด็กคนที่เจ้าเอาชนะได้นั่นล่ะ”
หลังจากนั้น เขาก็มองไปที่คนอื่น ๆ และเอ่ยขึ้น
“ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่เมืองหลิงอู่ ที่นั่นข้าจะให้แผ่นหยกซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ระบุตัวตนของพวกเจ้า และจะอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเจ้าได้รู้ หากมีสิ่งใดที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ ข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังเองเพื่อเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้าซึ่งอาจจะหมายถึงชีวิตของพวกเจ้า”
หลงเฉินและคนอื่น ๆ พยักหน้า ภายใต้การนำทางของกานหลิน พวกเขามุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงอู่ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นของตระกูลหลิงอู่ที่แท้จริง
เมื่อมองไปยังร่างอันแข็งแกร่งของกานหลินที่อยู่เบื้องหน้า เขาก็นึกถึงเซียวหลางขึ้นมาและนึกย้อนไปถึงตอนที่ได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก พลางจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิด
[TL NOTE: (小狼) – หมายถึงคุณชายหลาง / ม่อเซียวหลาง (莫小狼)]
‘ตระกูลหลิงอู่ช่างเหมาะกับข้าจริง ๆ ไม่ว่าใครต่างก็คาดเดาจากคำพูดของหลิวหลานและกานหลินได้ว่าการแข่งขันภายในตระกูลหลิงอู่นั้นดุเดือดอย่างมาก กลุ่มที่ข้าเข้าร่วมมีชื่อว่าสำนักสุริยันมรกต และดูเหมือนว่าผู้คุมกฎหลิวจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตในสำนักสุริยันมรกตแห่งนี้ ความแข็งแกร่งของนางช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม สำนักสุริยันมรกตนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหล่ามรกต นอกจากเหล่ามรกตแล้ว ยังมีอีกแปดเหล่าตระกูลนอก เหล่าตระกูลหลิงอู่ และอีกสี่เหล่าตระกูลใน...’
หลงเฉินรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
“ย้อนกลับไปที่ปราการเยวี๋ยนหยาง ข้าได้ยินเพียงชื่อของตระกูลหลิงอู่แต่กลับไม่รู้เลยว่าจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ลัทธิเซียนโลหิตเป็นเพียงเศษสวะหากเทียบกับพวกเขา เรื่องของลัทธิเซียนโลหิตนั้นเกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของตระกูลหยาง หากข้าไม่พัฒนาฝีมือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตระกูลหยางคงจบสิ้นแน่!’
หลงเฉินรู้สึกถึงความกดดันที่หนักอึ้ง
หลังจากตามกานหลินมาราวครึ่งชั่วยาม กานหลินก็หันกลับมาและเอ่ยขึ้น
“พวกเรามาถึงเมืองหลิงอู่แล้ว!”
***********************