แม้ประตูทางเข้าจะอยู่เบื้องหน้า แต่พวกเขาก็ไม่อาจจะเร่งฝีเท้าเข้าไปได้ เนื่องจากพวกเขาจำต้องเสียเวลาค้นหาอี้นัวอยู่พักใหญ่ เพราะนอกจากจะตกลงคลองที่อยู่เบื้องล่างแล้ว หนำซ้ำ น้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่ก็ทำให้ตัวของอี้นัวนั้นไหลไปทางปลายน้ำอีก กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งก็อยู่ที่ท้ายทุ่ง ทำให้อี้เฉินที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา จำต้องเอ่ยปากบ่นอี้นัวเสียแล้ว
เมื่อเดินเข้าหมู่บ้านมาก็เลยช่วงมือเย็นมามากโข ยามนี้บ้านหลายหลังดับไฟนอนกันแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่กระโจมหลังใหญ่ที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน ราวกับเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่ผิดแปลงไปจากสถานที่โดยรอบ
กระโจมทรงแหลมนี้ถูกสร้างขึ้นจากใบหญ้าที่มีความหนาราวกับว่าค่อยๆ ใช้เวลาในการปกคลุมสุมไว้กันภัยหนาว ด้านในมีเตาฟืนที่ทำจากเหล็ก หลังคาด้านในปกคลุมด้วยหนังสัตว์ พร้อมพื้นที่ปูด้วยขนสัตว์ ทั้งเบาะนั่งที่คล้ายกับเก้าอี้ที่ไร้ขา แต่กลับมีพนักพิงหลังและที่พักแขนถูกวางกับพื้นไว้แบบนั้น
เพดานมีไข่มุกราตรีแขวนไว้เป็นจุดๆ เพื่อให้มีแสงสว่าง บริเวณซ้ายขวาถูกจัดและตกแต่งด้วยเขาสัตว์มากมาย แต่ยังไม่เด่นเท่ากับหัวกะโหลกของบางสิ่งที่เป็นของลิงและงู เพียงแต่มันใหญ่มาก และใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
และสุดท้าย…ณ ปลายสุดของกระโจมมีเด็กสาวที่กำลังนอนอยู่บนเบาะเอนหลัง ขาทั้งสองข้างพาดที่พักแขนด้านหนึ่ง ส่วนหัวก็หนุนที่พักแขนอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งมีม้วนคัมภีร์ม้วนหนึ่งปิดหน้านางไว้
ฟี้…ฟี้…ฟี้
“อะแฮ่มๆ อะแฮ่มๆ” ชายชุดขาวที่บัดนี้ได้ถอดผ้าปิดหน้าออก และพยายามกระแอมไอเพื่อปลุกสาวน้อยที่กำลังนอนอยู่ให้ตื่น
“เออ…” อี้เฉินไม่รู้ว่าเขาจะต้องทำตัวอย่างได้ จึงได้ทำเพียงอ้ำอึ้งอยู่อย่างนั้น
“เช่นนั้นพวกท่านก็นั่งก่อนเถอะ ข้าขอเวลาสักเดี๋ยว” ชายชุดขาวเอ่ยบอกกับอี้เฉิน พร้อมบอกให้พวกเขานั่งรอตรงเบาะที่ยังว่างอยู่
“ขอรับ” อี้เฉินรับคำก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับพี่น้องและหมอฟู่เหลิน
ชายชุดขาวเดินเข้าไปหาเด็กสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะสะกิดเล็กน้อย กระทั่งเด็กสาวงัวเงียลุกขึ้นมาปาดน้ำลายไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะยกมือทักทายพวกเขา
“ไง!” เด็กสาวทักเพียงเท่านั้นก่อนจะหันไปหาชายชุดขาวเพื่อฟังคำอธิบาย “อ่อ…เป็นเช่นนั้นหรือ อืมๆ”
“ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วละ” ชายชุดขาวแลดูเหมือนจะยิ้มให้เด็กสาว ก่อนจะถอยออกจากกระโจมไป
“เอาล่ะ ถึงเวลาของพวกท่านแล้ว” เด็กสาวเอ่ยขึ้นโดยไม่เกริ่นสิ่งใด หรือแนะนำอะไร นางเอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบง่ายและเข้าประเด็ด “พวกเจ้าเป็นใคร? มาที่นี่ทำไม?”
อี้เฉินยังคงตกอยู่ในห้วงความคิด การที่ชายชุดขาวปล่อยเรื่องต่าง ๆ และท่าทีที่เคารพนางนั้นมันราวกับนางมีตำแหน่งที่สูงกว่าเขามาก แต่นางก็ยังเด็กมากเกินไปที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบถามพวกเขาอยู่ดี หรือว่านี่คือการทดสอบ หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็จะเสียมารยาทไม่ได้
ส่วนหมอฟู่เหลินเองก็คิดไม่ต่างกัน จากที่ชายชุดขาวแสดงความเคารพแม่นางน้อยผู้นี้แล้ว ยิ่งไม่อาจปล่อยผ่านได้ เพราะฉะนั้นการมีมารยาทไว้ย่อมไม่เสียหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือไม่ก็ตาม
แต่ทว่ากลับมีคนที่คิดน้อยเอ่ยออกมาเสียได้
“ยัยหนู เหตุใดไม่ให้ผู้ใหญ่เขาคุยกันเล่า พวกข้าเดินทางมาไกล จะมัวคุยกับเจ้าไม่ได้หรอกนะ”
โป๊ก!
“ทะ ท่านพี่” อี้นัวเอามือกุมที่หัวของเขาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะชายตามองพี่ชายของตนราวกับจะประท้วงว่าเขาทำสิ่งใดผิด
“เจ้ากำลังเสียมารยาทนะ ไม่ว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะเป็นใคร แต่เราคือคนนอก พวกเราจำต้องให้เกียรติเขา” อี้เฉินเอ่ยสอนน้องชายเล็กน้อย ก่อนจะหันไปปะสายตากับเด็กสาวที่กำลังมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว “พวกข้ากำลังลี้ภัย ในดินแดนด้านนอกนั้นไม่อาจจะหาที่ปลอดภัยได้ พวกข้าจึงจำเป็นต้องเดินทางตามเสียงเล่าลือว่าที่นี่มีหมู่บ้านลับแล ด้วยเพราะเป็นความหวังสุดท้ายขอรับ”
“งั้น…พวกเจ้าเป็นคนเลวอย่างนั้นหรือ?”
เด็กสาวถามกลับเข้าด้วยน้ำเสียงที่สม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง แล้วใครที่ไหนจะตอบว่าตนเป็นคนเลว แล้วถ้าหากเป็นคนเลวจริงๆ แล้วนางไม่กลัวอย่างนั้นหรือ หรือว่านางเพียงแค่สงสัย ในหัวของอี้เฉินคิดหาทางออกมากมายในคำถามสั้นๆ ง่ายๆ นี้ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ทำได้เพียง…
“พวกเราหาใช่คนเลวไม่”
ตอบตามตรง
หนึ่งวินาทีนั้นยาวราวกับชั่วกัลป์ เด็กสาวปริศนากับอดีตแม่ทัพใหญ่จ้องหน้ากันครู่ใหญ่ จนคนที่เหลือนั้นพลันอึดอัดตามกันไปด้วย จนสุดท้ายคนที่ทำลายความเงียบนี้คงหนีไม่พ้นเด็กสาวคนนั้น
“อืมๆ ดีๆ เช่นนั้นคืนนี้พวกเจ้าก็นอนที่บ้านใหญ่เถอะ เดี๋ยวท่านลุงจะพาท่านไป แต่ว่าวันนี้ข้าคงต้องขอลงกลอนประตูด้านนอกเอาไว้ก่อน ไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”
“ตามที่เห็นสมควรเถอะขอรับ”
“เช่นนั้นก็รอสักครู่แล้วกัน”
การเจรจาสั้น ๆ ง่ายๆ ราวกับรู้กันอยู่เพียงแค่สองคนได้จบลง แต่ก็ยังมีคนหนึ่งที่เดือดดาลและแสดงท่าทีขัดหูขัดตาไปเสียเต็มประดา
“ลงกลอนประตูหรือ?! พวกข้าหาใช่คนร้ายไม่ เหตุใดต้องลงกลอนประตูด้วยเล่า พวกข้าหนีมาตั้งไกล ไม่ได้จะหนีมาเพื่อติดคุกที่นี่หรอกนะ!!”
“อี้นัว! อย่าเสียมารยาท!” อี้เฉินพยายามห้ามปรามอี้นัว แต่หากเขาไม่ฟัง
“เจ้า!…สินะ” เด็กสาวแผ่นจิตสังหากออกมาในเสียววินาที ก่อนที่ชายชุดขาวสี่คนจะออกมาจากภายใต้เงามืดที่ลับสายตา พร้อมจ่ออาวุธไปที่คอของอี้นัวในทันที
“เจ้าคงจะอยากรู้ว่าเหตุใดพวกข้าถึงต้องลงกลอนประตู” เด็กสาวเอ่ยขึ้นเสียงเย็นก่อนจะรับน้ำชาจากหญิงอีกคนที่เดินเข้ามาอย่างไม่สนใจความวุ่นวาย ราวกับไม่กังวลว่าใครจะเจ็บหรือจะตาย ก่อนจะเดินจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“เจ้าว่าที่นี่คือที่ใด” เด็กสาวเอ่ยถามขึ้นช้าๆ แต่หาได้ต้องการคำตอบไม่
“เจ้าว่าพวกข้าเป็นคนเช่นไร” เด็กสาวถามซ้ำด้วยสายตามที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
“เจ้าว่าพวกข้ารู้จักพวกเจ้าหรือไม่” และจิตสังหารก็แผ่พุ่งออกมาปกคลุมทั้งพื้นที่ จิตสังหารที่หนาแน่นที่แม้แต่อี้เฉินยังสั่นไหว จิตสังหารที่มีอยู่ในระดับแม่ทัพขึ้นไป เหตุใดเด็กสาวอายุเพียงเท่านี้ถึงได้มีมันได้
“ขะ ข้า ข้า” อี้นัวทำได้เพียงอ้าปากพะงาบพะงาบเท่านั้น ก่อนที่ชายชุดขาวที่จ่ออาวุธในเขาจะหายไปในเงามืด พร้อมกับมือที่โบกสะบัดของเด็กสาว
“และนี่คือเหตุผลของข้า เพราะว่าพวกข้าไม่รู้จักเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็ทนๆ ไปก่อน พวกข้าก็ไม่ได้จะจับพวกเจ้าขังคุกขังตะรางเสียด้วย จนกว่าพวกข้าจะไว้ใจพวกเจ้าแล้วกันนะ”
เด็กสาวเหตุผลที่ธรรมดาออกมา และมันจริงแท้ พวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พวกเขาจึงต้องระวังตัว หากพวกเราต้องการจะพึ่งพาเขาย่อมต้องยอมรับข้อแม้ของเขาให้ได้ และนั่นคือทางเลือกสุดท้าย
“ข้าต้องขออภัยน้องชายของข้าด้วย”
“ไม่ต้องๆ ท่านจะขอโทษแทนด้วยเหตุใด ใครผิดก็ต้องรับโทษ ก้นใครเลอะก็ต้องล้างเอง หากเจ้าคอยตามเช็ดตามล้างให้เขาแล้วเมื่อใดเขาจะโตเล่า”
“…”
“การที่เขาหยาบคายเจ้าอาจจะผิดที่สั่งสอนเข้าไม่ดี แต่ไม่ใช่เพราะบิดามารดาเจ้าแน่นอน เพราะเจ้านั้นใช้ได้ เหลือก็เพียงแค่เขาเท่านั้นที่อาจจะถูกสั่งสอนแล้ว…แต่ไม่รับฟัง เช่นนั้นคนที่ต้องโดนลงโทษก็มีเพียงแค่เขาเท่านั้น และคนที่ต้องขอโทษก็มีเพียงเขาเช่นกัน เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”
ราวกับได้รับฟังการสั่งสอนจากผู้อาวุโส อี้เฉินตกอยู่ในอาการประหลาดที่ไม่อาจจะอธิบาย ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าหมอฟู่เหลินครั้งหนึ่ง และหันกลับมาคำนับเด็กสาวอย่างน้อบน้อม
“ขอรับ” อี้เฉินคำนับเด็กสาวก่อนจะหันไปหาผู้เป็นน้องชายให้รีบขออภัยนาง
“ขะ…ขะ…ข้าต้องขะ…ขออภัยด้วย…ขะ…ขอรับ”
“ดีๆ เช่นนั้นก็ตามท่านลุงไปเถอะ ตอนนี้น่าจะจัดเตรียมอะไรๆ ไว้พร้อมแล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดเราค่อยคุยกันวันพรุ่งนี้แล้วกัน”
“เช่นนั้นพวกข้าขอตัว”
อี้เฉินเอ่ยคำลาก่อนจะออกมานอกกระโจม และได้เห็นชายวัยกลางคนที่กำลังยืนรออยู่ เขาคือชายชุดขาวที่เดินนำเขามาที่นี่ เพียงแต่ตอนนี้เขาอยู่ในชุดธรรมดา
“ตามข้ามาเถอะ วันนี้พวกเจ้าพักที่บ้านใหญ่แล้วกัน”
“เออ…คือ…ท่าน”
“เรียกข้าว่า ‘เฟยฉี’ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยแนะนำตัวกันอีกทีก็ได้” เฟยฉีเดินนำไปที่อาคารที่ทำจากดินสีเทาขนาดใหญ่ พร้อมทั้งค่อยๆ เปิดประตูที่ลงกลอนไว้
“ท่านเฟยฉี ข้าขอถามท่านสักอย่างได้หรือไม่” อี้เฉินร้องทักเฟยฉีที่กำลังง่วนอยู่กับการเปิดประตู
“ว่ามาสิ หากข้าตอบได้นะ”
“ไม่ทราบว่า…แม่นางท่านนั้นคือ…”
“อ่ะ! จะว่าไปข้ายังไม่ได้บอกพวกเจ้าหรือว่านางคือ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ น่ะ”
“““““ห๋า!!! ผู้ใหญ่บ้าน!!!”””””
เฟยฉีตอบกลับด้วยท่าทีกึ่งเล่นกึ่งจริง แต่ทว่าเหล่าผู้มาใหม่กลับอยู่ในอาการตกใจเสียยิ่งกว่า เพราะใครจะไปคิดว่าเด็กสาวผู้นั้นนอกจากจะไม่ใช่การทดสอบแล้ว ยังเป็นคนที่สามารถชี้เป็นชี้ตายพวกเขาได้เลย แม้เฟยฉีจะไม่มีเจตนาแบบนั้นก็ตาม