หลังจากรับสายของเฉาฉูหุ้ยไป หลิวชิงหยู่รู้สึกเศร้าใจมาก แม้เฉาฉูหุ้ยจะงดงามมีเสน่ห์ดูเพลินตา แต่สาวงามผู้นี้ก็มักทำให้เขาปวดหัว
ในขณะนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
หลิวชิงหยู่สงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เข้ามา”
ทันทีที่ประตูเปิดออกฉินรุ่ยเจียเธอก็ลังเลเล็กน้อย เธอหยิบบัตรเชิญออกจากกระเป๋าแล้วพูดว่า “นายกหลิว คุณได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมงานเต้นรำเยาวชนมากพรสวรรค์หรือเปล่า”
หลิวชิงหยู่มองดูพร้อมกับพยักหน้า แล้วพูดว่า “ใช่ผมได้รับบัตรเชิญ คุณจะเข้าร่วมด้วยหรือเปล่า”
ใบหน้าของฉินรุ่ยเจียเริ่มแดงขึ้น แต่น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง “ใช่คุณควรเองก็ควรไปร่วมงานเต้นรำเหมือนกันนะ จริงสินายกหลิวคุณมีคู่หรือเปล่า ถ้าไม่มีเราก็ไปด้วยกันเถอะ” ฉินรุ่ยเจียที่เป็นดั่งภูเขาน้ำแข็งก็ก้มหน้าลงแล้วพูดอย่างเขินอาย เธอไม่ได้คิดจะเชิญใครมาเป็นคนเต้นรำด้วย ปกติแล้วเธอมักจะเป็นฝ่ายถูกคนอื่นๆชักชวนเพราะเธอไม่มีใครที่สนใจเป็นพิเศษ แต่งานครั้งนี้กำหนดให้สามารถพาคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันคนอื่นตอแย เธอจึงตัดสินใจชวนหลิวชิงหยู่ไปเป็นคู่เต้นรำ เพราะในความคิดของเธอหลิวชิงหยู่คือผู้ที่เหมาะสมที่สุด
อย่างไรก็ตามคำตอบของหลิวชิงหยู่ก็ทำให้เธอประหลาดใจมาก “ขอโทษด้วย รองเลขาธิการฉิน ผมมีคู่เต้นรำแล้ว คนคนนี้ผมปฏิเสธไม่ได้จริงๆ “หลิวชิงหยู่พูดด้วยความรู้สึกผิด เนื่องจากหลิวชิงหยู่ได้รับสายโทรศัพท์จาก เฉาฉูหุ้ย เขารู้ว่าตอนนี้แม้เขาอยากจะพบสาวงามในงานเต้นรำนี้ แต่เขาต้องผ่านด่านเฉาฉูหุ้ยให้ได้ซะก่อน เพราะเฉาฉูหุ้ยเปรียบเสมือนคนรักของเขาตั้งแต่สมัยเด็กโดยที่ตัวเธอถึกถักฝ่ายเดียว แม้แต่แม่มดน้อยหานเซียงยี่ยังเรียกเธอว่าเจ๊ใหญ่ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เฉาฉูชุ่ยสร้างปัญหา หลิวชิงหยู่จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งกับสาวงามในงานเต้นรำนี้ แม้เขาจะดีใจที่ได้รับคำเชิญของฉินรุ่ยเจียแต่เขาก็ต้องปฏิเสธ
สองวันต่อมา วันหยุดสุดสัปดาห์ก็มาถึงถังจื่อหย่งได้รับโทรศัพท์จากหวานใจที่เขาชื่นชอบ เขาจึงขอลางาน หลิวชิงหยู่เองก็ต้องเดินทางไปยังชางชานเช่นกัน แต่ปัจจุบันหลิวซิงหยู่ยังคงยุ่งอยู่ในสำนักงานจนกระทั่งบ่าย 4 โมงเย็น เมื่อเขาเคลียร์งานเสร็จเขาก็นั่งรถเที่ยวสุดท้ายตรงไปยังชางชาน
เวลาประมาณ 6 โมงเย็นเมื่อเขามาถึงชางชาน หลิวชิงหยู่ก็พบแผงขายอาหาร เขาสั่งบะหมี่ไข่หนึ่งชาม สตูปลาหม้อเล็ก และผัดขึ้นฉ่าย พอกินเสร็จก็ตรงไปยังโรงแรมชางชาน
โรงแรมชางชานเป็นโรงแรมระดับสามดาว แต่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงราคาเทียบเท่าโรงแรมห้าดาว ห้องเต้นรำของโรงแรมชางชานมีชื่อเสียงมาก ไฟเวทีและทิวทัศน์ภายในล้วนอยู่ในระดับสูง บางครั้งงานเต้นรำที่ต้องรองรับนักธุรกิจชาวต่างชาติจะจัดขึ้นที่นี่
หลิวชิงหยู่เข้ามาถึง ก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกับอีกสามนาที ในห้องโถงใหญ่นั้นเต็มไปด้วยผู้คน เมื่อมองผ่านๆ เขาก็เห็นว่าเฉาฉูหุ้ยยังไม่ปรากฏตัว เขาจึงอยู่ในงานแบบหลบๆ ไม่ทำตัวเด่น เพราะทันทีที่เฉาฉูหุ้ยปรากฏตัวเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่เด่น เพราะไม่ว่าที่นี่จะมีสาวงามมากมายเพียงใด แต่ต่อหน้าเฉาฉูหุ้ย พวกเธอคงต้องหม่นหมอง หลังจากที่นัดหมายกำหนดการกับเฉาฉูหุ้ยแต่เธอก็ยังไม่ปรากฏ มีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่งคือเธอมาช้า หรือไม่เธอก็มาถึงแล้วแต่มัวลีลาอยู่ แม่สาวคนนี้ต้องบอกว่าเจ้าเล่ห์อย่างมาก หากเผชิญหน้ากับเธอโดยไม่ระวังอาจตกหลุมพรางได้
หลังจาก หลิวชิงหยู่ ยื่นบัตรเชิญแล้วเดินผ่านประตูไปเขาก็เดินไปทางมุมขวาของห้องเพื่อที่จะทำตัวแนบเนียนไปกับฝูงชน
อย่างไรก็ตาม หลิวชิงหยู่ ไม่มีทางรู้เลยว่าทันทีที่เขาลงจากแท็กซี่เขาก็ถูกจับตามองโดยคนของ ต่งเทียนปา และ โจวเหวินเชาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงรายงานกับทั้งสองอย่างรวดเร็ว ทันทีที่หลิวชิงหยู่มาถึง โจวเหวินเชาก็สังเกตเห็น เมื่อเห็นว่าหลิวชิงหยู่พยายามจะซ่อนตัว มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้หลิวชิงหยู่สมหวัง
ดังนั้น โจวเหวินเชาจึงจูงมือซูลั่วเสวี่ยไปปรากฏต่อหน้าหลิวชิงหยู่ ด้วยรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “โอ้ นี่นายกหลิวจากกวนซานไม่ใช่หรือ ทำไมคุณมาถึงไม่ทักเจ้าบ้านอย่างฉันกับลั่วเสวี่ยหน่อยล่ะ.”
ในตอนนี้หลิวชิงหยู่เห็นได้ชัดว่าใบหน้าของซูลั่วเสวี่ยแดงระเรื่อ โดยเฉพาะเมื่อโจวเหวินเชาจับมือของเธอ เธอรู้สึกไม่พอใจและโกรธมาก แต่โจวเหวินเชาที่อยู่ตรงนั้นก็กระซิบบอกว่า ถ้าเธอไม่ให้ความร่วมมือ เขาก็จะไม่ช่วยพ่อของเธอ ดังนั้นในฐานะลูกสาวเธอรู้ดีว่าหากพ่อเธอไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพ่อของโจวเหวินเชาพ่อของเธอย่อมไม่สามารถเอาชนะการแข่งแย่งชิงตำแหน่งได้แน่ ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมถูกลากไปปรากฏตรงหน้าหลิวชิงหยู่
เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่มองมา ใบหน้าซูลั่วเสวี่ยก็ร้อนผ่าว ใจของเธอเต็มด้วยความอึดอัดและรู้สึกผิด เพราะคนที่เธอชอบก็คือหลิวชิงหยู่ แต่ตอนนี้เธอต้องถูกชายอื่นดึงตัวเอาไว้ต่อหน้าชายที่เธอชอบ มันทำให้เธอรู้สึกเศร้า แต่เป็นเพราะพ่อของเธอต้องการความช่วยเหลือจากพ่อของโจวเหวินเชา
หลิวชิงหยู่เห็นสีหน้าของซูลั่วเสวี่ยก็รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แม้เขาจะเห็นว่าโจวเหวินเชาจับมือซูลั่วเสวี่ยไว้แน่น แต่ซูลั่วเสวี่ยก็ยังทิ้งระยะห่างไว้ระดับหนึ่ง
หลิวชิงหยู่มองไปยังโจวเหวินเชาอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “โจวเหวินเชา นายอายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมถึงยังทำอะไรเป็นเด็กๆ ” หลังจากนั้นหลิวชิงหยู่ก็มองไปยังซูลั่วเสวี่ยแล้วบอกว่า “ลั่วเสวี่ยฉันรู้ดีว่า เธอกำลังฝืนใจอยู่ ฉันยังคงยืนยันคำเดิมถ้าเธออยากจะพาตัวเองหลุดออกจากสถานการณ์แบบนี้ ให้บอกกับฉัน ฉันจะช่วยจัดการให้เอง” พูดจบหลิวชิงหยู่ก็เดินตรงไปยังมุมมุมหนึ่ง
ได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ โจวเหวินเชาก็โกรธมาก ต้องรู้ว่าคำพูดของหลิวชิงหยู่เต็มไปด้วยคำดูถูก แต่อย่างไรก็ตามโจวเหวินเชายังไม่พร้อมที่จะปะทะกับหลิวชิงหยู่ด้วยตัวเองในเวลานี้ เขาจึงพาต่งเทียนปามาด้วย เขาขยิบตาให้ต่งเทียนปา ทันทีที่ต่งเทียนปาเห็นสัญญาณก็สาวเท้าเข้าไปขวางหลิวชิงหยู่แล้วพูดด้วยความรังเกียจว่า “นายกหลิว การเต้นรำนี้เป็นงานพิเศษสำหรับหนุ่มสาวที่มีความสามารถ ทุกคนมาพร้อมกับคู่ของตัวเอง คุณไม่มีคู่เต้นรำอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขายหน้าจริงๆ ไม่รู้ว่าจะมีสาวงามคนไหนในที่แห่งนี้ยินดีเต้นรำกับคุณไหมนะ”
หลังจากนั้นต่งเทียนปาก็พูดดังขึ้นว่า “เรียนสาวงามทุกท่าน หลิวชิงหยู่ของเรามีอายุเพียง 22 ปี แต่กับได้เป็นนายกของตำบลกวนซานเป็นคนที่กล้าหาญถึงขนาดที่กล้าทุบตีผู้ว่าการประจำเทศมณฑล เขาเป็นคนหยิ่งผยองมาก มีใครยินดีจะเป็นคู่เต้นรำให้เขาไหม ถ้าไม่เกรงว่านายกหลิวคงต้องเสียหน้ามากๆ ดังนั้นหากมีใครยอมเสียสละตัวเองเต้นรำกับเขาผมจะรู้สึกขอบคุณมาก”
ต่งเทียนปาพูดจบก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น ชายหนุ่มส่วนใหญ่ที่นี่ต่างเป็นคนมีความสามารถในชางชาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการรุ่นสองหรือทายาทเศรษฐี ต่อให้เป็นคนระดับรากหญ้าก็มีภูมิหลังและด้วยฐานะในสังคมทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักต่งเทียนปาและโจวเหวินเชาดี เพราะทั้งสองเป็นคุณชายของเมืองชางชาน และดูจากสถานการณ์ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนต้องการทำให้หลิวชิงหยู่อับอาย ยิ่งไปกว่านั้นนายกที่กล้าทุบตีผู้บังคับบัญชาจะไปมีอนาคตที่ดีได้ยังไง ดังนั้นทุกคนจึงพากันส่งเสียงหัวเราะ และไม่มีใครเต็มใจจะเป็นคู่เต้นรำให้หลิวชิงหยู่ ท้ายที่สุดแล้วแม้แต่สาวงามที่ไม่มีภูมิหลังก็ไม่มีใครยอมมาเป็นคู่เต้นรำให้กับหลิวชิงหยู่ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการท้าทายโจวเหวินเชาและต่งเทียนปา
ในขณะที่ทุกคนจ้องไปที่หลิวชิงหยู่
หลิวชิงหยู่ต้องการปิดบังภูมิหลังจึงพยายามทำตัวให้ดูต่ำต้อย แต่บุคลิกของเขาเหมือนหริวเฟยพ่อของเขามาก ที่ความหยิ่งผยองฝังรากลึกลงในกระดูก ฆ่าได้หยามไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเห็นโจวเหวินเชากับต่งเทียนปา กล้าหักหน้าทำให้ตนเองอับอาย เขาย่อมไม่สามารถทนเฉย หลิวชิงหยู่ที่เต็มไปด้วยความโกรธจึงทำการตอบโต้
หลิวชิงหยู่จ้องมองไปยัง ต่งเทียนปาและโจวเหวินเชาก่อนจะพูดว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องคู่เต้นรำ เพราะแน่นอนว่าฉันมี แต่เกรงว่าถ้าคู่เต้นรำของฉันมาเร็ว สาวงามที่นี่จะหม่นหมอง ดังนั้นถ้าเธอมาปรากฏพวกนายอย่ารู้สึกอับอายก็แล้วกัน” หลิวชิงหยู่พูดด้วยความหยิ่งยโส แม้เขาจะปวดหัวกับความเอาแต่ใจของเฉาฉู่หุ้ย แต่เขาก็มั่นใจในรูปลักษณ์ของเธอมากที่สุด
"หึ! หลิวชิงหยู่ถึงนายต้องการจะโม้ แต่ก็ควรโม้ให้มีขอบเขตหน่อย ฉันไม่เชื่อว่าคู่เต้นของนายจะงดงามมากมายขนาดนั้น เพราะนายก็เป็นแค่ข้าราชการบ้านนอกที่ยากจน จะมีปัญญาหาสาวงามระดับนั้นมาเป็นคู่เต้นรำได้ยังไง” ต่งเทียนปากล่าวด้วยถ้่อยคำสบประมาท