ตอนที่ 102
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของชิงเทียน อามุนและผู้อาวุโสใหญ่ ก็รู้สึกเย็นวาบ ไปจนถึงไขสันหลังพลังปราณมหาศาล ที่ชายหนุ่มแผ่ออกมาในตอนนี้ แตกต่างจากเมื่อไม่กี่เดือนก่อน อย่างสิ้นเชิง
“ข...ขอบเขตหลอมรวมกายจิตขั้นต้น!!"
อามุนตะโกนออกมา ด้วยความแตกตื่น ความเร็วในการบ่มเพาะของชิงเทียน เหนือล้ำยิ่งกว่า ที่เขาเคยจินตนาการไว้มาก และเมื่อมองผ่านเข้าไปในแววตา ที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตคู่นั้น ภาพที่เขาเห็นก็คือ ซากศพนับล้าน ที่กองสุมเป็นภูเขา แลดูน่าสยดสยอง ร่างของอามุน เริ่มสั่นระริกเพราะความหวาดกลัว เขาอยากจะหนีไปจากที่นี่ แต่กลับไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ราวกับถูกบางอย่างสะกดไว้
ดาบสีฟ้าครามในมือชิงเทียน เปล่งประกายคมกล้า ภายใต้แสงอาทิตย์ ก่อนที่จะวาดออกในแนวขวาง เพื่อหวังจะเฉือนร่างของทั่งคู่ ให้ขาดเป็นสองท่อน ภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่ทั้นใดนั้นเอง ชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงก็ปรากฏตัวขึ้น อย่างกระทันหัน พร้อมกับใช้กระบี่เซียน ต้านการโจมตีเอาไว้ได้
“การโจมตีเมื่อครู่นี้ เจ้าใช้ลูกไม้อะไรกันแน่" จางเนี่ยหงกล่าวออกมา โดยมีคราบเลือดติดอยู่ที่มุมปาก
“ถ้าอยากรู้ก็เอาชนะข้าให้ได้สิ"
ชิงเทียนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กระสุนปราณของเขา เคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบ อีกทั้งยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่ศัตรูจะรับรู้ถึงการโจมตีที่พุ่งเข้ามา แต่ช่างน่าเสียดาย ที่ร่างกายของจางเนี่ยหง แข็งแกร่งจนเกินไป กระสุนปราณ จึงไม่อาจเจาะเข้าไป ในชั้นผิวหนังได้
ตอนนี้จางเนี่ยหงรู้สึกโกรธ จนควันแทบออกหู แม้แต่ตอนที่เขาถูกไล่ล่า ก็ยังไม่อาจรู้สึกคับแค้นใจ เท่ากับการถูกผู้บ่มเพาะ ขอบเขตหลอมรวมกายจิต ทำร้ายจนบาดเจ็บเช่นนี้ ผิวของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด พร้อมกับปีกที่งอกมาทางด้านหลัง เขาคู่หนึ่งปรากฏอยู่บนหน้าผาก คลายกับปีศาจที่หลุดมาจากขุมนรก
“ข้าอยากจะรู้นัก ว่าเจ้าจะยังอวดดี ได้อีกนานสักแค่ไหนกันเชียว" ร่างของจางเนี่ยหง หายวับไปในอากาศ รู้ตัวอีกทีกระบี่อันคมกริบ ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ลำคอชิงเทียนเสียแล้ว
ชิงเทียน รับรู้ถึงวิกฤตที่กำลังใกล้เข้ามา พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบด้านข้าง ทว่าความเร็วของเขา ยังด้อยกว่าจางเนี่ยหงอยู่หลายเท่า ทำให้ถูกคมกระบี่เฉือนเข้าที่ลำคอ จนเกิดแผลลึก
“อึก!!" ชิงเทียนกัดฟัน เพื่อยับยั้งความเจ็บปวด เลือดจำนวนหนึ่ง ไหลซึมออกมาจากปากแผล
จางเนี่ยหงมองชิงเทียน ด้วยสายตาที่เย้ยหยัน เขารู้เรื่องเกี่ยวกับชุดเกราะ ที่สามารถสะท้อนการโจมตี มาจากอามุนแล้ว จึงพยายามหลีกเลี่ยง ที่จะโจมตีไปยังส่วนของลำตัว แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา เขากลับต้องเบิกตากว้าง เพราะทันทีที่ชิงเทียน นำคันศรสีแดงเพลิงออกมา บาดแผลของเขาก็เกิดการฟื้นฟู ด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์
จางเนี่ยหง ไม่อยากจะเชื่อ กับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า จริงอยู่ที่การรักษาบาดแผล ไม่ใช่สิ่งที่ชวนตื่นตะลึง อะไรมากนัก เพราะความสามารถเช่นนี้ มักจะมีติดตัวผู้บ่มเพาะ อยู่หลากหลายเผ่าพันธุ์ แต่มนุษย์ธรรมดา ไม่อาจที่จะมีความสามารถเช่นนี้ได้ และที่สำคัญ การใช้เปลวเพลิงรักษาเมื่อสักครู่ ไม่ใช่สิ่งที่เผ่าพันธุ์ใด จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
ชิงเทียนง้างสายธนูจนสุดแขน อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงขึ้น จนสามารถหลอมละลายแก่นโลหะ ได้อย่างง่ายดาย จางเนี่ยหงที่เห็นการกระทำของชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เพราะการใช้ธนูในระยะประชิดนั้น ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย เพราะลักษณะการยิง ล้วนเต็มไปด้วยจุดอ่อน แลไร้ซึ่งสิ่งป้องกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม จึงควรใช้เฉพาะระยะไกลเท่านั้น แต่ทันใดนั้นเอง จางเจี่ยหง ก็พึ่งจะรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น นั่นก็คือร่างกายของเขา ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจนึก ทำให้ใบหน้า ที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจ ซีดเผือดลงทันที
ชิงเทียนแสยะยิ้มออกมา ก่อนที่จะเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้า ที่ส่องแสงเปล่งประกาย ชวนน่าหลงไหล ศรเพลิงที่ถูกรั้งไว้ถูกปล่อยออกไป จากนั้นจึงแปรเปลี่ยนเป็น วิหคเพลิงขนาดมหึมา
“อ้ากกกกก!!!"
ร่างของจางเนี่ยหง ถูกกลืนหายไป ภายในเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ในขณะเดียวกัน ชองเทียนก็ได้คาดการณ์ไว้ว่า การโจมจีเพียงแค่นี้ ยังไม่เพียงพอ ที่จะใช้กำจัดฝ่ายตรงข้าม ได้อย่างแน่นอน
จางเนี่ยหง พุ่งออกมาจากเปลวเพลิง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ปีกที่ประดับอยู่ด้านหลัง ถูกเผาไหม้ จนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม หากไม่ใช่เพราะ ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เขาหลุดพ้นจากพันธนาการ และใช้ปีกป้องกันการโจมตีได้ทันเวลา ร่างกายของเขา คงจะได้รับความเสียหายมากกว่านี้
“อย่าได้ใจไปนักเจ้ามดปลวก ข้าจะทำให้เข้ารู้ซึ้งเอง ว่าการเป็นศัตรูกับข้าผู้นี้ จะมีจุดจบที่น่าอนาถเช่นไร" จางเนี่ยหงประกาศกร้าว ยื่นมือขุ้นไปบนท้องฟ้า พริบตาต่อมา เมฆสีเลือดก็รวมตัวกัน เข้าปกคลุมพื้นที่ กินอาณาเขตหลายร้อยเมตร
‘เขตแดนสายฝนโลหิต'
หยดเลือด สาดโปรยลงมาทั่วบริเวณ ทุกสิ่งที่มันสัมผัส ล้วนถูกกัดกร่อนจนไม่เหลือซาก ในทางกลับกัน จางเนี่ยหง กลับดูทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทันใดนั้นเอง กระบี่ของจางเนี่ยหง เฉือนเข้าที่แขนซ้ายของชิงเทียน โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ชายหนุ่ม สูญเสียความเยือกเย็นไปชั่วขณะ
การเลื่อนไหวของจางเนี่ยหง เฉียบคมขึ้นราวกับเป็นคนละคน ดาบและกระบี่ ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ท่ามกลางพายุฝน ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ส่วนทางด้านชิงเทียน ตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่า ทั่วทั้งร่างกายตนเอง ถูกเหล็กร้อนทิ่มแทง อย่างไร้ซึ่งความปราณี
จางเนี่ยหง คำรามในลำคอ ทั้งที่เขาแสดงพลังทั้งหมดออกมาแล้ว แต่กลับไม่สามารถกดดันคู่ต่อสู้ได้แม้แต่นิดเดียว ‘เจ้าเด็กนี่มันเป็นปีศาจรึไงกัน ทั้งวิธีการเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั้งการคาดเดาการโจมตี ทำให้ข้ารู้สึกเสมือนว่า กำลังต่อสู่อยู่กับนักรบ ที่ผ่าศึกมานับครั้งไม่ถ้วน เบื้องหลังของเด็กคนนี้ มีอะไรแอบซ่อนอยู่กันแน่' จางเนี่ยหง ครุ่นคิดอยู่ภายในใจ
การต่อสู้ยังคงกำเนินต่อไป หลังจากฟาดฟันกันมานาน ในที่สุดชิงเทียนก็สามารถอ่านรูปแบบการโจมตี ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เป็นอะไรไป...ไม่เห็นเก่งเหมือนปากว่าเลยนะ" ชิงเทียน พูดยั่วยวนโมโห เพื่อล่อให้ศัตรูยอมเผยช่องว่าง เนื่องจากตอนนี้ ร่างกายของเขา เริ่มจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
“หึ หึ คิดว่าข้าโง่รึไง ดูจากสภาพเจ้าแล้ว คงจะต้านการโจมตี ได้เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น ยังไงซะชัยชนะในครั้งนี้ ก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่วันยังค่ำ" หลังจากที่พูดจบ ร่างแยกของจางเนี่ยหง ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของชิงเทียน ก่อนที่จะใช้กระบี่แทงซ้ำไปยัง บาดแผลบนแขนซ้าย ซึ่งเกิดขึ้นจากการโจมตีก่อนหน้านี้
ชิงเทียนร้องออกมา ด้วยความเจ็บปวด แขนซ้ายของเขา ไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ได้เป็นกังวลมากนัก เพราะแขนขวาของเขา ยังไม่ไพ่ลับแอบซ่อนเอาไว้อยู่
กระสุนปราณ ถูกยิงออกมาโดยไร้ซุ่มเสียง อัดกระแทก เข้าที่กลางแผ่นอกของจางเนี่ยหง พร้อมกับเอี้ยวตัวกลับไปฟันร่างแยก จนขาดออกเป็นสองท่อน
จางเนี่ยหง กระอักเลือดออกมา ก่อนที่จะจ้องมองชิงเทียน ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะเข้าไปตัดสินการต่อสู้อีกครั้ง เมฆสีเลือดที่ปกคลุมอยู่ทั่วท้องฟ้า ก็สลายหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ และเมื่อแหงนมองขึ้นไปยังด้านบน เขาก็พบเข้ากับดาบขนาดยักษ์ ที่พุ่งลงมาราวกับอุกกาบาต
ใบหน้าของจางเนี่ยหง ดูตื่นตระหนกอย่างสุดขีด ครั้งสุดท้ายที่เขารู้สึกถึงภัยคุกคามเช่นนี้ คือเมื่อตอนที่ได้ปะทะกับ เฉินเจี้ยนหยาง ศิษย์อันดับหนึ่ง แห่งสำนักกระบี่อาญาสิทธิ์ ซึ่งเคยเกือบจะพรากชีวิตเขาไปหนหนึ่งแล้ว
'โลหิตจุตินรก'
ประตูสีแดงขนาดมหึมา ปรากฏขึ้นเหนือหัวของจางเนี่ยหง ก่อนที่จะมีมือของอสูรกาย ยื่นโผล่พ้นบานประตูออกมา พร้อมกับกับเสียงคำรามที่ดังสนั่น อามุนและผู้อาวุโสใหญ่ ที่เฝ้ามองการต่อสู้จากที่ห่างไกล รู้สึกราวกับว่าได้พบเห็นฝันร้าย ที่กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่า จางเนี่ยหงจะต้องเป็นผู้ชนะ
ขณะเดียวกัน พลังทั้งสองสายก็เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ต้นไม้ที่อยู่ด้านล่าง ต่างก็ถูกลมกรรโชก พัดโหมจนล้มระเนระนาด ใบหน้าของจางเนี่ยหง เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เพราะเขายอมใช้แก่นโลหิต ที่สะสมมานับแรมปี ในการอัญเชิญอสูรโลหิตออกมา แต่ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มของเขาก็ค่อยๆหุบลง เนื่องจากตอนนี้ เคล็ดวิชาอันแสนภาคภูมิใจ กำลังจะถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
--------------------------------------
Facebook Fanpage : มารฟ้าพิชิตสวรรค์
https://www.facebook.com/มารฟ้าพิชิตสวรรค์-105158271890771