“เหยาซื่อตัดเสื้อผ้าใส่เองได้ด้วยเหรอเก่งจริงๆ”
“เหยซื่อทำได้ทุกอย่างนั้นแหละเหมือนเป็ดไง”
“ตายแล้ว! ไปว่าเหยาซื่อแบบนั้นได้ยังไง”
“ก็จริงนี่เป็ดว่ายน้ำได้แต่ว่ายไม่สวย มีปีกบินได้แต่บินต่ำๆ เป็ดทำได้หลายอย่างแต่ทำได้ดีสักอย่างไม่ได้”
แม้มีเสียงห้ามปรามแต่กลับหัวเราะระรื่นไม่ได้สนใจว่าคนที่ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาจะเจ็บกับคำพูดหยอกล้อเป็เช่นกัน
หลินเหยาซื่อไม่คิดว่าตนเองข้ามยุคมาในปี1980แล้วแต่เสียงของคนเ่าั้ยังตามมาในความฝันของเธออีก เป็เด็กกำพร้าที่เพียรพยายามทำทุกสิ่งเพื่อให้ถูกเลือกเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวใหม่เมื่อไม่มีคนเลือกแต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้แม้เรียนไม่ได้อันดับหนึ่งแต่ก็ไม่ตกไปกว่าห้าส่งประกวดงานต่างๆ แม้ไม่ได้รางวัลที่หนึ่งก็ยังได้ชมเชยอยากเป็ดาราแต่ก็เป็ได้แค่ตัวประกอบ แต่นั้นก็เป็สิ่งที่คนอื่นตัดสินแต่สำหรับหลินเหยาซื่อแล้ว เธอคิดว่ามันคือการใช้ชีวิต ก็เธอมีแค่ตัวคนเดียวอยากทำอะไรก็แค่ลองทำ ลองดูสักตั้ง ไม่สำเร็จก็ไม่เป็ไรแต่อย่างน้อยก็รู้ว่าเคยพยายามอย่างสุดความสามารถ
ตอนนี้นางรู้แค่ว่ามีรายรับแค่เดือนละหนึ่งหมื่นหยวนบ้านหลังนี้มีบริเวณเลยสามารถเพาะปลูกเล็กๆน้อยๆ และเลี้ยงไก่เก็บกินไข่ได้ประสบการณ์จากอยู่สถานสงเคราะห์ทำให้เธอรู้ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรแต่การมีชีวิตน้อยๆ ที่เติบโตอย่างช้าๆก็เป็ความท้าทายให้หลินเหยาซื่อต้องลองสู้ดูสักตั้ง วันนี้เธอออกมาข้างนอกเพียงลำพังอาศัยคำอธิบายของป้าฮุ่ยซิวหลายวันก่อนเอาฟิลม์มาล้างและที่ร้านนัดรับวันนี้ออกมารับภาพเองตั้งใจว่าจะเดินสำรวจบริเวณนี้ ถ้าอยู่ในปี2023เธอมีวุฒิปริญญาตรีก็ยังพาหางานทำได้ไม่ยาก แต่ที่นี่เธอจบแค่มัธยมปลายแม้อาจสูงกว่าคนทั่วไปแต่ก็ยังนับว่าเป็อุปสรรคในการหางานทำอยู่ดี เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังมี ‘บ้าน’ อยู่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แค่นี้ก็ประหยัดไปได้มากแล้ว
หญิงสาวเดินตรงไปที่ร้านอัดรูปเพียงผลักบานประตูก็ได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋ง ในร้านมีลูกค้าสาวอยู่ก่อนแล้ว เ้าของร้านเห็นลูกค้าก็ยิ้มกว้างออกมาต้อนรับอย่างดีดีเสียจนหลินเหยาซื่อนึกแปลกใจ
“มารับรูปค่ะ” เธอเอ่ยบอกแล้วยื่นบัตรนัดรูปไว้เ้าของหยิบซองใส่ภาพพร้อมฟิล์มที่ล้างแล้วส่งให้ เธอดูภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องไม่สลับกับของคนอื่นเป็ภาพที่ถ่ายวันไปสวนสนุก แค่เห็นรอยยิ้มของสองแฝดก็ทำให้เธอยิ้มออกมาได้
“คุณผู้หญิงถ่ายรูปได้สวยมากคงพอมีความรู้ด้านมุมกล้องใช่ไหมครับ” เ้าของร้านชวนคุย
“นิดหน่อยค่ะ” หลินเหยาซื่อเคยเรียนถ่ายภาพเป็คอร์สสั้นๆแต่ตอนนั้นใช้กล้องดิจิตอล ไม่เหมือนตอนนี้ที่ใช้กล้องฟิล์มก่อนไปเที่ยวเธอต้องลองหยิบจับปรับโฟกัสให้คุ้นมือเสียก่อน กลัวว่าจะถ่ายภาพเสีย แล้วหลินเหยาซื่อก็ต้องทำตาโตเมื่อเ้าของร้านหยิบรูปถ่ายขนาดใหญ่ส่งให้เธอดู
“ฉันไม่ได้สั่งอัดภาพขนาดใหญ่นี่คะ” เธอทักท้วงแต่เห็นภาพสามคนแม่ลูกแบบนี้แล้วก็รู้สึกชอบเหมาะแก่การขยาดใหญ่แล้วใส่กรอบสวยๆจริงๆ เอาเถอะถึงจะเหมือนมัดมือชกแต่ให้จ่ายเงินเพิ่มก็ยอม
“รูปนี้อัดให้ฟรีแต่ขอแลกกับการติดรูปประดับที่ร้านของเรา”
หลินเหยาซื่อเข้าใจความหมายในทันที เธอพอจะจำได้ในวัยเด็กเคยเดินผ่านร้านล้าง-อัดรูป จะมีภาพติดที่หน้าร้าน
“เข้าใจแล้วค่ะ จะติดที่ไหนคะ”
“หน้าร้านเลย” เ้าของร้านยิ้มกว้าง“รูปสวยมากจริงๆ ให้ช่างภาพที่ไหนถ่ายให้หรือครับ”
“ถ่ายเองค่ะ” หลินเหยาซื่อยิ้มกว้าง วันนั้นที่สวนสนุกเธออยากถ่ายรูปหมู่ครอบครัวแต่ป้าฮุ่ยซิวเกรงอกเกรงใจไม่ยอมถ่ายรูปด้วยเธอก็เลยตั้งกล้องถ่ายรูปสามคนแม่ลูกจำได้ว่าในบ้านมีแต่รูปตอนที่จางหย่งจางลี่ยังเด็กกว่านี้ ตอนนี้เธอเป็แม่ของพวกเขาแล้ว จะถ่ายรูปเด็กๆทุก่วัย ไม่เหมือนเธอที่แทบไม่มีรูปตอนเด็กเลย
ไม่รู้ว่าการสนทนาของเธอกับเ้าของร้านเรียกความสนใจจากลูกค้าอีกคนหล่อนยื่นหน้ามองแล้วที่รูป
“สวยจริงๆ” หญิงสาวคนนั้นพูดขึ้น “เสื้อผ้านี่เก๋เชียวไม่ทราบว่าซื้อจากห้างร้านไหนเหรอ”
“ตัดเองค่ะ” หลินเหยาซื่อหัวเราะเขินๆ
“ว้าว!ยอดเลย! ฉันชอบมากไม่เคยเห็นชุดเป็เซ็ตแม่ลูกแบบนี้ที่ไหนเลย”
เสียงร้องชื่นชมจริงใจทำเอาหลินเหยาซื่อแทบตัวลอย
“ขอโทษทีฉันชื่อหวังเข่อซิงเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองนี้ได้เดือนกว่าๆนี้เอง” หวังเข่อซิงแนะนำตัวเอง
“ฉันหลินเหยาซื่อค่ะ”
“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยเสื้อผ้าที่เธอใส่ดูสะดุดตามากทีเดียว นี่ก็ตัดเองเหรอ”
“ค่ะ” หลินเหยาซื่อก้มมองตัวเองวันนี้ใส่ชุดเดรสกระโปรงยาวคลุมเข่า ใช้ผ้าเย็บเป็เข็มขัดเส้นใหญ่รัดใต้ฐานอกขับเน้นรูปร่างได้สัดส่วนแต่ไม่เย้ายวนจนเกินไปเธอไม่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงจึงสวมแบบส้นเตี้ยซึ่งในบ้านก็มีหลายคู่นับได้ว่ารสนิยมเดียวกัน
“เธอเป็ช่างเย็บผ้าเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะแต่ชอบค่ะ”
“แล้วได้เสื้อมาจากไหนเหรอ”
“ออกแบบเองค่ะ”
“ว้าว! สุดยอด” หวังเข่อซิงร้องแล้วกวาดตามอง“สวยเก๋แปลกตาจริงๆ เอาจริงๆนะ ฉันมีร้านที่ตัดเย็บเสื้อผ้าได้ประณีตแต่การออกแบบไม่ถูกใจเลย ต่อให้เปิดแมกกาซีนฝรั่งก็ยังทำไม่ได้”
“มันอยู่ที่การสร้างแพทเทิร์นด้วยค่ะ”
“นั้นแหละๆ”
ในบ้านไม่มีกระดาษสำหรับเขียนแพทเทิร์นหรือแบบสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าตอนนั้นเธอจึงใช้กระดาษหนังสือพิมพ์แทน ใช้แก้ขัดไปก่อน ตอนที่อยู่สถานสงเคราะห์เธอได้ฝึกวิชาชีพมาบ้างก็เลยทำได้ไม่ยากนัก ก็ใช่สิ เหยาซื่อคืุ์เป็ดทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ได้ดีสักอย่าง
“นี่ถ้าฉันให้ออกแบบเสื้อผ้าเอาแบบชุดพ่อแม่ลูกแบบนี้บ้างจะได้ไหม”
“คะ?”
“ตายจริงฉันก็ใจร้อน พอเห็นอะไรถูกใจก็กลัวจะหลุดมือ” หวังเข่อซิงหัวเราะคิกคัก“เอาอย่างนี้ เรานัดเจอกันก็ได้ อีกสองวันเจอกันที่ค๊อฟฟี่ช็อปสักสิบโมงเป็อย่างไร ฉันไปส่งลูกสาวเรียนบัลเล่ต์แล้วก็พอมีเวลาอยู่บ้าง”
“คุณนายหวังเป็เ้าของตึกแถวมุมถนนนั้นไงเชื่อถือได้” เ้าของร้านถ่ายรูปช่วยยืนยัน
ได้ยินแบบนี้แล้วหลินเหยาซื่อจึงพยักหน้ารับทันที“ได้ค่ะ สิบโมงเช้าเจอกันนะคะ”
“จ๊ะ ฉันจะรอนะ”
ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อยหลินเหยาซื่อจ่ายค่าอัดรูปแล้วจึงเดินออกมา ใบหน้าหวานยิ้มระรื่นเธอเดินตรงไปที่ร้านขายเครื่องเขียน ตั้งใจไว้ว่าจะซื้ออุปกรณ์ฝึกเขียนอักษร จางหย่งจางลี่อายุสามขวบแล้ว นิ้วมือเล็กๆควรได้รับการฝึกฝนจับดินสอและปั้นดินน้ำมัน เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
หญิงสาวเลือกอุปกรณ์ที่้าเหลือบไปเห็นสมุดสเก็ตช์ภาพเธอลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจหยิบมาพร้อมดินสอหลายขนาดมันนานมากแล้วที่มนุษย์เป็ดอย่างเหยาซื่อเคยวาดรูป แต่ถ้าได้รื้อฟื้นเสียหน่อยเธอเชื่อว่าต้องทำได้อย่างแน่นอน นั้นคือจุดแข็งของมนุษย์เป็ดที่ชื่อเหยาซื่อ
หญิงสาวเดินบนถนนเส้นเดิมมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยรถโดยสาร เธอเดินผ่านร้านล้างอัดรูปอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เ้าของร้านกำลังนำรูปของเธอกับลูกชายหญิงฝาแฝดมาติดที่หน้าร้าน เธออดหยุดยืนมองไม่ได้ใบหน้าของเด็กฝาแฝดที่ยิ้มกว้างจนดวงตาเป็ประกายด้านหลังเป็ภาพเครื่องเล่นในสวนสนุก รอยยิ้มเปี่ยมสุขนี่แหละ ที่จะเป็แรงผลักดันในให้เธอใช้ชีวิตใหม่ในยุค80นี้ให้มีความสุข
เ้าของร่างเพรียวบางเดินจากไปแล้วโดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองจนแผ่นหลังของหญิงสาวหายลับตาไปทว่าภาพครอบครัวสุขสันต์ที่อยู่หน้าร้านถ่ายรูปที่มองอย่างไรก็รู้ว่านี่เป็รูปแม่และลูกชายหญิงฝาแฝด ภาพนี้ทำให้เ้าของดวงตาคมเข้มคู่นั้นจ้องเขม็งเขาขบฟันแน่นจนเป็สันนูน
ผู้หญิงคนนั้นมีลูก! ลูกกับใครกัน!
......