อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 35 เข้าสู่สำนักใน

    เช้าวันต่อมา

            ณ กำแพงกั้นเขตระหว่างสำนักส่วนในและส่วนนอก มู่เชียน เสี่ยวจือจือ โม่เจี้ยน จ้าวซง และหยางอี้ปิน กำลังยืนเงียบสงบอยู่หน้าก้อนศิลาสีดำขนาดมหึมา บนศิลานั้นปรากฏคำว่า ‘เขตสำนักใน’ สลักอยู่อย่างเรียบง่าย

            ด้านหลังก้อนศิลา ที่เบื้องหน้าของพวกเขาคือกำแพงต้นไม้เขียวขจีขนาดใหญ่ ความยาวด้านข้างนั้นสามารถมองไล่ไปได้จนสุดสายตา เขตแดนรอบสำนักฝ่ายในล้วนถูกห่อหุ้มด้วยแนวไม้นี้ ความสูงของแนวไม้นั้นไม่อาจประเมิน…เนื่องจากด้านบนของมันสูงเสียดฟ้าทะลุหายลับเข้าไปในก้อนเมฆ ปกปิดสภาพด้านหลังแนวไม้ไว้ ไม่ให้ผู้ใดสามารถสอดส่ายสายตาเข้าไปสำรวจได้

            กำแพงนี้ประกอบขึ้นจากต้นไม้ที่ยังมีชีวิต ดูแล้วเป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ขนาดเถาของมันใหญ่เกือบเท่าหนึ่งรอบตัวคน สานถักทอกันไปมาแน่นขนัด 

            กิ่งก้านสีน้ำตาลปกคลุมด้วยใบสีเขียวสด และดอกไม้เล็กๆสีขาวแทรกประปราย เดิมทีควรจะเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม หากไม่ติดว่า ต้นไม้เลื้อยเหล่านั้นกลับสามารถเคลื่อนไหวได้ ยามนี้คลื่นต้นไม้ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าๆ ซอกซอนอยู่ยุบยับไปมา ดูแล้วน่าหวาดกลัวอยู่บ้าง

            ต้นไม้นี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ตาข่ายสวรรค์’ นับเป็นต้นไม้ที่มีค่าหาได้ยาก ที่สำคัญยังปลูกได้ยากมากอีกด้วย ทั่วแคว้นต้าหนาน มีเพียงหมู่ตึกพฤกษาที่ครอบครองได้ สาเหตุมีเพียงข้อเดียวนั่นก็คือ ที่สำนักแห่งนี้มีภูติพฤกษาสถิตอยู่

            ต้นตาข่ายสวรรค์ ชื่นชอบธาตุไม้เกลียดปราณธาตุมืด จากสถานการณ์แปรปรวนของมิติ มีเพียงต้องปลูกอยู่ใกล้กับภูติพฤกษาเท่านั้น ตาข่ายสวรรค์จึงจะเติบโตได้ 

            เหตุที่หมู่ตึกพฤกษานำต้นตาข่ายสวรรค์มาทำเป็นกำแพงกั้นเขตแดน ก็เพราะต้นไม้ชนิดนี้มีสัญชาตญาณในการป้องกันตัวสูงมาก หากมีผู้ไม่หวังดีใช้กำลังตีฝ่ากำแพงตาข่ายสวรรค์หวังจะเข้าสู่สำนักในโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม้เลื้อยเหล่านี้จะเคลื่อนไหวและเข้าโจมตีทันที !

                รัศมีการโจมตีของมันนั้น ยาวไกลเท่าที่กิ่งก้านของมันจะสามารถไปได้ ไม่เพียงแค่กิ่งก้านที่อยู่เหนือพื้น แม้แต่รากในดินก็สามารถพุ่งทะลุขึ้นมาโจมตีได้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งรากของมันยังครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าส่วนที่อยู่ปรากฏเหนือพื้นดินเสียอีก เมื่อมองจากขนาดของกำแพงที่เห็น คาดเดาได้ว่ารัศมีของรากไม้ตาข่ายสวรรค์คงครอบคลุมพื้นที่หลายสิบลี้รอบบริเวณสำนักเลยทีเดียว

            “หมู่ตึกพฤกษา ช่างปฏิบัติต่อศิษย์สายในแตกต่างเสียจริง ให้พวกเขาอยู่ในกำแพงป้องกันหนาแน่น ประคบประหงมราวกับเป็นไข่ในหิน…” หยางอี้ปินเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ แม้ยามนี้เขาจะเข้ามาเป็นศิษย์สายในแล้ว ทว่าประสบการณ์หลายปีที่ต้องดิ้นรนอยู่สำนักนอกทำให้เขาอดน้อยใจไม่ได้

            “นี่เป็นโลกของผู้แข็งแกร่งอยู่แล้ว หากไม่แกร่งพอ ก็เป็นได้แค่ธุลีดินเท่านั้น” จ้าวซงเอ่ยขึ้น ในดวงตาของเขาแฝงความภาคภูมิไว้อย่างเข้มข้น หลังจากวันนี้ไป เขาจะเข้าสู่โลกของสำนักใน ไม่จำเป็นต้องถูกเหยียดเป็นพลเมืองชั้นสองอีกแล้ว ถึงคราวที่เขาจะถูกคนเหล่านั้นเงยหน้ามองด้วยความชื่นชมริษยาบ้าง !

            ท่าทีที่มองตนสูงเหยียดผู้อื่นต่ำเช่นนั้น โม่เจี้ยนเห็นแล้วรู้สึกขัดตา

            “เฮอะ ! ผู้แข็งแกร่ง…หากเก่งจริง เหตุใดยังต้องได้รับการปกป้องล่ะ  กำแพงปกปิดมิดชิดเห็นแล้วอึดอัด. ใครไม่รู้อาจคิดว่าที่นี่เป็นคุกเสียด้วยซ้ำ…ไม่คิดว่าคนบางคนกลับอยากเข้าไปอยู่จนทนแทบไม่ไหว !”

            เห็นโม่เจี้ยนหาเรื่องศิษย์ร่วมรุ่น มู่เชียนจึงกระตุกแขนเสื้อศิษย์พี่เบาๆ เป็นเชิงห้าม 

            “อะไรเล่า ก็ข้าพูดเรื่องจริง ดูเจ้าหนุ่มตระกูลจ้าวนั่นสิ หน้าเชิดจนคอจะหักอยู่แล้ว”

            จ้าวซงได้ยินก็หันขวับมาจ้องโม่เจี้ยนและมู่เชียนอย่างหาเรื่อง โม่เจี้ยนเลิกคิ้วยียวนกลับไปอย่างไม่มีใครยอมใคร มู่เชียนมองแล้วแทบกุมขมับ ยังไม่ทันกราบอาจารย์ ก็จะมีเรื่องกันเสียแล้ว 

            “อืมม.. ครึกครื้นดีจริง !” เสียงอ่อนหวานที่ดังขึ้นโดยไม่มีผู้ใดตั้งตัวทำให้เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหลายสะดุ้ง พวกเขาทั้งหมดหันมองไปทางต้นเสียงพร้อมๆกัน

            “อาจารย์ฟ่าน!! ” มู่เชียนร้องทัก ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายยินดี ไม่คิดว่าผู้ที่มารับนางเข้าสำนักในจะเป็นอาจารย์หญิงผู้อ่อนโยนคนเดียวกับที่รับนางมาจากตระกูลมู่

            ร่างงดงามในชุดสีน้ำเงินเข้มของฟ่านจูหลิงยามนี้ ยืนอยู่ข้างๆกำแพงไม้เลื้อยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ใบหน้างดงามแย้มยิ้มมองมาที่มู่เชียนอย่างยินดี

            “เชียนเอ๋อ พบกันอีกแล้วนะ” ฟ่านจูหลิงมองประเมินร่างเล็กของเด็กสาวแล้วก็ประหลาดใจอย่างมาก เมื่อแรกพบกันที่ตระกูลมู่ เด็กสาวคนนี้มีปราณขั้นสี่หรือห้าเท่านั้น ทว่ายามนี้กลับก้าวมาได้ถึงสามระดับในเวลาเพียงสามเดือน

            ความเร็วในการฝึกตนเช่นนี้แสดงถึงพรสวรรค์ของนางที่เหนือกว่าผู้ใด มีเพียงอัจฉริยะระดับต้นๆของสำนักเท่านั้น ที่จะประสบความสำเร็จในการฝึกตนด้วยความเร็วเช่นนี้ 

            ฟ่านจูหลิงคิดแล้วก็ภาคภูมิใจในตนเองยิ่งนัก นางเป็นคนแรกที่มองเห็นประกายของเพชรในตัวมู่เชียน และสามารถเก็บเอาต้นกล้าอัจฉริยะนี้กลับมายังสำนักของตนได้

            “คารวะท่านอาจารย์ฟ่าน” พวกเขาทั้งสี่คนประสานมือคารวะอาจารย์หญิงโดยพร้อมเพรียงกัน

            “ศิษย์ทั้งหลาย ยินดีด้วยที่ผ่านการคัดเลือก ข้าจะเป็นผู้นำพวกเจ้าผ่านเขตแดนเข้าสู่สำนักในเอง แน่นอนว่ากำแพงนี้สามารถขัดขวางผู้บุกรุก แต่หลังจากได้รับสัญลักษณ์ศิษย์สายในแล้ว พวกเจ้าก็สามารถผ่านเข้าออกกำแพงนี้ได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกักขังหรอกนะ”ดวงตาของอาจารย์ฟ่านฉายแววหยอกล้อสายหนึ่งส่งให้โม่เจี้ยน

            โม่เจี้ยนพลันมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ก้มหน้าหลบสายตาผู้เป็นอาจารย์อย่างขัดเขิน ที่เขาพูดนินทาสำนักเมื่อครู่ ...อาจารย์หญิงผู้นี้ย่อมได้ยินเป็นแน่

            เสี่ยวจือจือ ที่อยู่ด้านหลังมู่เชียนย่อกายคารวะอาจารย์ฟ่านที่เคยดูแลตนยามเป็นมนุษย์ด้วยท่าทีอ่อนช้อย ฟ่านจูหลิงมองร่างของเด็กสาวที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ในดวงตาก็ฉายประกายความรู้สึกผิดพร้อมคิดถึงวิธีการชดเชยให้กับเด็กสาวครึ่งสัตว์อสูรตนนี้

            “จือจือ สบายดีนะ”

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ฟ่านที่คอยดูแล ข้าสบายดีมากเลยเจ้าค่ะ” รอยยิ้มสดใสของเด็กสาววัยสิบสองส่งให้อาจารย์หญิงอย่างยินดีที่ได้พบอีกครั้ง

            ฟ่านจูหลิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มยินดี เมื่อเห็นเด็กคนนี้ยังร่าเริงสดใส ทั้งยังดูมีความสุขยิ่ง จิตใจที่รู้สึกผิดมาตลอดของนางพลันปลอดโปร่งขึ้นมาก “เช่นนั้นก็ดี…เอาล่ะ ทุกคนตามข้ามาทางนี้”

            ร่างระหงของอาจารย์หญิงหันหลังกลับ เดินตรงเข้าหากำแพงตาข่ายสวรรค์ด้วยท่าทางเคยชิน มือข้างหนึ่งยื่นป้ายออกไป ตาข่ายไม้ของกำแพงบริเวณนั้นพลันเคลื่อนไหววูบวาบแยกออกเป็นช่อง ใหญ่โตพอให้คนสองคนเดินเรียงกันผ่านเข้าไปได้ อากาศสะอาดสดชื่น แฝงด้วยปราณธาตุบริสุทธ์จากด้านในพรั่งพรูออกมาทันที

            อาจารย์ฟ่านหันมายิ้มให้หนุ่มสาวทั้งหลายที่ยืนนิ่งอยู่ ปกติบริเวณนี้เป็นเขตหวงห้าม ไม่มีผู้ใดเข้ามาใกล้หากไม่ได้รับอนุญาต เพราะอาจกระตุ้นกลไกการป้องกันตัวของตาข่ายสวรรค์ได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นการเปิดปิดของกำแพงด้วยตาตนเอง

            เมื่อย่างเท้าเข้ามาในเขตสำนักใน สายตาของพวกเขาก็ปะทะเข้ากับสิ่งมหัศจรรย์ขนาดยักษ์ เบื้องหน้าพวกเขาห่างออกไปจากกำแพงตาข่ายสวรรค์เพียงไม่กี่ก้าว เหนือศีรษะของพวกเขาขึ้นไปจนเกือบถึงก้อนเมฆ เงาไม้โปร่งขนาดใหญ่ครอบคลุมเกือบทั่วบริเวณ ไม่ว่าสิ่งปลูกสร้างใดในเขตแดนล้วนสร้างอยู่ใต้เงาร่มไม้แห่งนี้ทั้งสิ้น แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านร่มไม้ลงมานั้นเจือด้วยประกายสีเขียวสุกสว่าง พื้นดินเป็นสีเขียวขจี ต้นไม้ ดอกไม้ และสมุนไพรนานาชนิดงอกงามปกคลุมอยู่ทุกหนแห่ง

            “นี่คือร่มพฤกษา…ร่างสถิตของภูติพฤกษาตนเดียวที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน…สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีค่าที่สุดของสำนักเรา” อาจารย์ฟ่านมองร่มพฤกษาตรงหน้าด้วยสายตาเทิดทูนบูชา

            ลมเย็นโชยผ่านมาจากใต้ร่มพฤกษา พัดพาเอาปราณบริสุทธิ์เข้าโอบล้อมรอบกายของพวกเขา สร้างความสดชื่น และสุขสงบ ที่นี่คล้ายเป็นโลกอีกใบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปราณธาตุใดล้วนอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการฝึกตนเป็นอย่างมาก ร่างกายพวกเขารู้สึกเบาสบายราวเกิดใหม่ก็ไม่ปาน ความเหนื่อยล้าที่เคยผ่านมาก็เลือนหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน

            “ที่นี่ยอดเยี่ยมมาก !” โม่เจี้ยนเอ่ยขึ้น เขาทดลองสูดหายใจแล้วโคจรปราณหนึ่งรอบอย่างอดใจไม่อยู่ เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของเขามีความแตกตื่นและยินดีอย่างยิ่ง

            “สวรรค์ ! เพียงลมหายใจเดียว ปราณในกายข้าราวกับสูงขึ้นเล็กน้อย !”

            เห็นโม่เจี้ยนเอ่ยเช่นนี้ คนที่เหลือต่างก็หลับตาลง ทดลองทำตามบ้าง ไม่นานพวกเขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตามีความปลาบปลื้มยินดี

            เสี่ยวจิ้งที่เกาะอยู่บนบ่าของมู่เชียนสูดหายใจลึกเช่นกัน ปราณบริสุทธิ์ไหลผ่านร่างเทพอสูรตัวน้อยดึงเอาความทรงจำเก่าๆที่เขาเฝ้าโหยหาให้กลับมาอีกครั้ง “เมื่อหลายร้อยปีก่อน ทุกแห่งในดินแดนล้วนเป็นเช่นนี้” เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากปากของเทพอสูรตัวน้อยราวกับละเมอ

            มู่เชียนรับรู้ถึงความรู้สึกของเสี่ยวจิ้งได้ เทพอสูรผู้เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหนือผู้ใดในมิติ กลับต้องตกอยู่ในสภาพถดถอยทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ น่าเห็นใจยิ่งนัก

            “วางใจเถอะเสี่ยวจิ้ง อีกไม่นานทุกอย่างจะต้องกลับเป็นเหมือนเดิมแน่ ต่อให้ยากลำบากเพียงใด ไม่ว่าต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหน ข้าก็จะทำทุกอย่างเพื่อบรรลุภารกิจที่ท่านเทพซิ่งชางมอบหมายให้สำเร็จให้จงได้”

            เสี่ยวจิ้งหันมามองมู่เชียน เด็กสาววัย 15 ใบหน้าเรียบๆ ทว่ารอยยิ้มแสนอบอุ่นนั้นทรงพลังยิ่ง ดวงตาเทพอสูรแสบร้อน ความเชื่อมั่นจากที่ใดไม่ทราบพลันปรากฏขึ้นในใจเขา มังกรเพลิงขี้หงุดหงิดส่งยิ้มให้นางอย่างขอบคุณ

            “อืมม.. ข้าจะรอ”

            มู่เชียนส่งยิ้มให้มังกรบนบ่า มิตรภาพระหว่างทั้งสองพลันแน่นแฟ้นขึ้นอีกระดับ เสี่ยวจือจือที่มองอยู่ข้างๆ รู้สึกคล้ายตนเป็นบุตรสาวที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง.. อดรู้สึกน้อยใจขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้

            “พวกท่านอย่าลืมข้าสิ... พวกท่านไปที่ใดก็ต้องพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ” ร่างเล็กๆโถมเข้ามากอดมู่เชียนอย่างแรงจนนางเซไปด้านหน้า หญิงสาวก้มลงมองร่างเล็กในอ้อมแขนแล้วก็ลูบศีรษะเอ่ยปลอบนาง

            “พวกเราจะลืมเจ้าได้อย่างไร เจ้าคือคนสำคัญของพวกเรานะ”

            เสี่ยวจิ้งมองสัตว์อสูรน้อยที่เกือบทำเขาร่วงตกพื้นด้วยดวงตาขุ่นเคือง “เฮ้อ.. ! เพราะเจ้าคอยให้ท้าย นางถึงได้ไม่รู้มารยาทเช่นนี้”

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน