ตอนที่ 50 สาวน้อย พูดเก่งจริง ๆ
คำพูดของหลิวชิงเหอหยุดแม่เฒ่าหลิวและลูกสะใภ้ได้ทันที แต่สีหน้าพวกนางเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ
เหตุใดนังแพศยาหลินจิ่วเหนียงถึงทำแล้วได้ดี แต่พวกนางกลับกลายเป็นคนชั่วร้าย ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดเลยเท่านั้น แต่ยังตกเป็นขี้ปากชาวบ้านโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย
ความโกรธของแม่เฒ่าหลิวพุ่งไปที่หลิวชิงเหอ นางด่าทอเขาที่ไม่สามารถเอาชนะหญิงคนหนึ่งได้ เป็นคนไร้ประโยชน์สิ้นดี
เรื่องนี้ทำให้หลิวชิงเหอโมโหมาก อีกฝ่ายถือขวานผ่าฟืนอยู่ อยากให้เขาถูกฟันหัวแบะหรือ?
หรือนางไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิด?
ขณะที่หลิวชิงเหอกำลังจะเถียงเพื่อป้องกันตัวเอง ก็มีเสียงสตรีดังชัดเจนมาจากด้านนอกประตู:
“นี่คือบ้านของหลิวชิงเหอใช่หรือไม่?”
แม่ลูกได้ยินเสียงจึงหันไปมอง ขณะนี้มีรถม้าหรูหราคันใหญ่จอดอยู่หน้าบ้าน บนรถม้ามีหญิงงามแต่งตัวเหมือนสาวใช้ กำลังมองมาที่พวกเขาอยู่
มีหญิงสาวมาหางั้นหรือ?
หัวใจของหลิวชิงเหอเต้นแรง เขารีบก้าวเข้าไปหาด้วยความประหม่าเล็กน้อย “ข้าชื่อหลิวชิงเหอ ข้า... โอ๊ย...”
ก่อนที่หลิวชิงเหอจะพูดจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือด
เขาหันไปมองหญิงชั่วร้ายที่กำลังดึงหูเขาอยู่ “ให้ตายเถอะ หลี่ซิ่วเจวียน ปล่อยข้านะ เจ้ายังเป็นสตรีอยู่หรือไม่? เจ้ากล้าดึงหูข้าต่อหน้าคนอื่น ไม่มีความละอายบ้างเลย ปล่อยข้า ได้โปรดปล่อยข้าเถิด”
“ฮ่าๆ ข้าจะทำต่อหน้านังจิ้งจอกตัวนี้ เหตุใดล่ะ? อับอายหรือ ฮ่าๆ หลิวชิงเหอ เจ้ายังมีหน้ามาอายอีกหรือ?” หลี่ซิ่วเจวียนมีสีหน้าดุร้าย แล้วหยิกเขาอย่างแรง “ข้าจะแสดงให้นังจิ้งจอกนี่เห็นว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร”
ฮ่าฮ่า หาบ้านนางเจอแล้ว คิดว่านางจะถูกรังแกได้ง่าย ๆ หรือ?
“เจ้า…”
หลิวชิงเหอโมโห ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง เขามองหญิงสาวด้วยสายตาขอโทษ ขณะที่เขากำลังจะพูด เขาก็เห็นหญิงสาวเดินตรงไปหาแม่ของเขา เขาจึงตกตะลึงทันที
“เนื่องจากที่นี่คือบ้านของหลิวชิงเหอ นี่จึงต้องเป็นแม่เฒ่าหลิว เสี่ยวชุ่ยขอแสดงความเคารพแม่เฒ่าหลิวเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยทักทายแม่เฒ่าหลิว ซึ่งทำให้แม่เฒ่าหลิวสับสนทันที
ในชีวิตของนาง ไม่มีใครเคยทักทายและทำความเคารพนางมาก่อน นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า ปากกว้างของนางฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันเหลืองซี่ใหญ่ “ฮ่าฮ่า สาวน้อย พูดเก่งจริง ๆ ข้าชอบ”
ใบหน้าของ เสี่ยวชุ่ยยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่แววตาของนางฉายแววรังเกียจ ทว่าไม่ยอมเปิดเผยให้ใครเห็น นางกลับชมเชยแม่เฒ่าหลิวแทน ทำให้แม่เฒ่าหลิวหัวเราะร่วน
จนกระทั่งทั้งสองคนขึ้นรถม้า และรถม้าแล่นออกไป หลิวชิงเหอก็กลับมามีสติอีกครั้ง
เขามองภรรยาด้วยสายตาว่างเปล่า “แม่สาวน้อยนั่นพาตัวแม่ของข้าไปแล้ว”
ไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาเขาหรอกหรือ?
“ข้าเห็นแล้ว แล้วอย่างไร?” หลี่ซิ่วเจวียนหัวเราะเยาะ “เหตุใด เจ้าคิดว่ามีคนขายแม่ของเจ้าออกไปหรือ? ถ้าใช่ ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น จะได้ไม่มีใครมาทำตัวเป็นปีศาจในบ้านต่อไป”
ตอนนี้นางรู้สึกหงุดหงิดเสมอ เมื่อเห็นหญิงชราจอมร้ายกาจคนนี้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่นางพูดก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่?
“นางเป็นแม่ของข้า!”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็เป็นเมียของเจ้า เจ้าจะเชื่อฟังเมียหรือแม่?”
“... ฟังเมียขอรับ”
……
ตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว หลังจากนอนหลับเต็มอิ่ม หลินจิ่วเหนียงก็รู้สึกสดชื่น
นางยืดตัวลุกขึ้นเปิดประตู แล้วเห็นว่าเด็กสาวสองคนที่กำลังทำงานบ้านอยู่ จู่ ๆก็ตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นหน้านาง นางเบะปากเย้ยหยัน
จากนั้นตรงไปที่บ่อน้ำเพื่อแปรงฟันและล้างหน้า โดยไม่สนใจพวกนาง
เมื่อมองดูกิ่งหลิวในมือ หลินจิ่วเหนียงก็จำต้องยัดมันเข้าไปในปากที่เต็มไปด้วยแผล และเริ่มทำความสะอาดฟัน ความเจ็บแสบในปากทำให้นางแทบหายใจไม่ออก มันเจ็บแทบตาย หากนางรวยเมื่อใด ต้องมีแปรงสีฟันใช้ให้ได้
ความเจ็บปวดจากการใช้กิ่งหลิวทำความสะอาดฟัน ช่างน่าหดหู่เสียจริง
นางบ้วนน้ำผสมเลือดออกมาจากปาก และกำลังจะหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดหน้า แต่กลับเห็นผ้าเช็ดตัวถูกส่งมาให้
เมื่อเห็นท่าทางขี้อายของหลิวอู่นีแล้ว หลินจิ่วเหนียงก็พูดไม่ออก นางรับผ้าเช็ดตัวมา แล้วเริ่มล้างหน้าต่อ เด็กนั่นทำท่าทางเจียมตัวมาก
หลังจากล้างหน้าเสร็จ หลินจิ่วเหนียงก็ตรงไปที่ห้องครัว
เมื่อเห็นว่ามันยังคงเป็นข้าวต้มขาวหม้อหนึ่ง หลินจิ่วเหนียงก็สูญเสียความอยากอาหารไปโดยสิ้นเชิง หลิวซื่อหลางไม่รู้จักปรับวิธีทำอาหารเช้าเลย เขาทำเป็นแค่ข้าวต้มขาวธรรมดาทุกวัน โดยไม่รู้วิธีทำอย่างอื่นกินเลย
ระหว่างหิวกับอิ่มท้อง หลินจิ่วเหนียงจำต้องตัดสินใจเลือกอิ่มท้อง อย่าคิดจะปล่อยให้ตัวเองหิว
หลังจากกินเสร็จแล้ว นางก็เดินออกไปเห็นสองสาวยืนรอนางอยู่ที่ลานบ้าน “รอข้าอยู่หรือ?”
เมื่อพวกนางพยักหน้า หลินจิ่วเหนียงก็ดึงเก้าอี้มานั่ง “บอกแผนการของพวกเจ้ามา”
เมื่อเทียบกับหลิวอู่นีที่ขี้อายเกินกว่าจะกล้าพูด หลิวซานนีก็กำชายเสื้อตัวเองด้วยความประหม่า แต่นางก็สามารถพูดความในใจออกมาได้อย่างใจเย็น “ท่านแม่ ข้าอยากกลับมา ข้าอยากอยู่กับแม่ท่านแม่เจ้าค่ะ”
“ท่านแม่ ข้าก็อยากอยู่กับท่านเหมือนกันเจ้าค่ะ”
หลิวอู่นีกลัวว่าแม่จะเพิกเฉยต่อนาง นางจึงรีบแสดงจุดยืนอย่างรวดเร็ว
“แต่ข้าไม่อยากดูแลพวกเจ้า” หลินจิ่วเหนียงแสดงความคิดเห็น พลางเย้ยหยัน “หากย่าของพวกเจ้าและคนอื่น ๆ ปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้ แล้วนางมาขอโทษพวกเจ้าภายหลัง ขอให้พวกเจ้ายกโทษให้นาง และบอกให้พวกเจ้ากลับไปกับนาง พวกเจ้าจะเต็มใจหรือไม่?”
สองพี่น้องส่ายหัวอย่างแรง แน่นอนว่าไม่เต็มใจ
“พอได้แล้ว” หลินจิ่วเหนียงยกยิ้มเย็นชา “พวกเจ้าเคยทำเช่นนั้นกับข้ามาก่อน เหตุใดถึงอยากให้ข้ายอมรับพวกเจ้าอีกครั้งโดยไม่มีเงื่อนไข?”
“นังเฒ่านั่นทำร้ายพวกเจ้า พวกเจ้ารู้จักปฏิเสธ เมื่อพวกเจ้าทำให้ข้าเจ็บ คิดหรือว่าข้าจะไม่ปฏิเสธ?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา หลิวซานนีและหลิวอู่นีก็ตกตะลึง
“คราวนี้ข้าได้พยายามช่วยพวกเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ข้าไม่สามารถช่วยอันใดพวกเจ้าได้อีก” หลินจิ่วเหนียงลุกขึ้นยืน “รู้หรือไม่? ทุกคนต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และข้าจะไม่ยอมชดใช้ให้กับความโง่เขลาของพวกเจ้าอีก”
“พวกเจ้าสามารถพักฟื้นที่นี่ได้อีกสองวัน แล้วคิดถึงชีวิตในอนาคตของพวกเจ้าให้รอบคอบ แล้วค่อยมาคุยกัน”
หลังจากพูดเช่นนั้น นางก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป โดยไม่สนใจสีหน้าเคร่งเครียดของสองพี่น้อง
เมื่อวานนี้ หากไม่ใช่เพราะจิตสำนึกของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่สร้างปัญหา นางก็คงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายนี้ เพราะอย่างไรเสีย คนที่ขายพวกนางไปก็ไม่ใช่นาง จึงไม่มีใครมาตำหนินางได้
แต่หลังจากที่นางแยกทางกับหลิวซื่อหลางและคนอื่น ๆ เมื่อวานนี้ นางก็คิดจะกลับบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็รู้สึกเจ็บปวดในใจจนทนไม่ไหว ไม่ว่านางจะหาทางบรรเทาอย่างไร ความเจ็บปวดก็ไม่หายไป ราวกับว่านางถูกใครบางคนขยี้บาดแผล
จนกระทั่งนางโมโห จนบอกว่าจะช่วยดูแลเรื่องน่ารำคาญของลูก ๆ ให้ ความเจ็บปวดก็ค่อย ๆ หายไป
หลินจิ่วเหนียงกลับมาที่ห้องด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วลงกลอนประตู
นางต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ซ่อนอยู่นี้ให้รอบคอบ นางไม่อาจถูกคนอื่นควบคุมได้ตลอดเวลา ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นฝ่ายฆ่าใคร
หลินจิ่วเหนียงเข้าไปในช่องว่างมิติทันที แล้วตะโกนบอกให้อีกฝ่ายออกมาในใจ นางรักษาสัญญาที่ว่าจะช่วยลูกสาวของนางแล้ว
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
หลินจิ่วเหนียงเริ่มเกรี้ยวกราด จึงพูดออกไปว่าถ้าไม่ยอมออกมา นางจะขายลูกสาวสองคนของนางอีกครั้ง
ทันใดนั้น ในใจของนางก็เริ่มปั่นป่วน วินาทีต่อมา นางก็เห็นร่างสีขาวโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้า
หลินจิ่วเหนียงขมวดคิ้วมองร่างของอีกฝ่ายที่ปรากฏขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองนางด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน หลินจิ่วเหนียงก็เหนื่อยใจ และหยุดเกรี้ยวกราด “ข้าไม่ได้ยึดร่างเจ้านะ ตอนที่ข้ามาถึงที่นี่ เจ้าตายไปแล้ว”
“ข้ารู้” เจ้าของร่างเดิมพยักหน้า “เจ้าไม่ต้องกังวลว่ามันจะส่งผลต่อเจ้า ข้าเป็นเพียงความทรงจำอันแสนเศร้า และจะจากไปในไม่ช้า”
“อืม เจ้ารีบจากไปเลยก็ดี” หลินจิ่วเหนียงพูดไล่แขกตามตรง
อีกฝ่ายยิ้มเจื่อน “ข้าขอบางสิ่งจากเจ้าหน่อยได้หรือไม่?”
...............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
ยัยดอกบัวขาวมันส่งคนมาเล่นงานจิ่วเหนียงทางอ้อมหรือเปล่านะ
ได้เจอเจ้าของร่างเดิมแล้ว จะเจรจาตกลงกันยังไง
ไหหม่า(海馬)