ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 19-3 : Teamwork

            อาคารของเซนเตอร์ซูเปอร์เอ็มวางตัวแนวยาวสูงเพียงสามชั้นดูไม่ต่างจากห้างบิ๊กซีหรือ โลตัสในยุคของผม

            { คนยุคนี้เชื่อว่าการมีตัวกลางจะนำมาสู่การเอารัดเอาเปรียบและส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ห้างสรรพสินค้าก็เป็นหนึ่งในนั้น มีทั้งของรัฐวิสาหกิจและของกรมการค้าภายในเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนใช้ได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กติกาเดียวกันเมื่อเป็นรัฐจึงไม่มีอำนาจผลิตสินค้าเลียนแบบมาขายแข่งหรือดึงสินค้าเข้าออกจากชั้นได้ตามใจห้างของเอกชนที่หลงเหลืออยู่มักเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าชนชั้นสูงแทน ส่วนกิจการร้านสะดวกซื้อยังเป็นของเอกชนแต่ถูกควบคุมด้วยกฎหมายป้องกันการผูกขาด เช่น จำกัดจำนวนส่วนแบ่งในพื้นที่ }

            พวกเราเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถอันกว้างขวางมีรถยนต์หลากรุ่นจอดเรียงรายกันมากกว่าที่คิดตรงเข้าไปจอดยังที่ว่างโดยไม่ผ่อนความเร็วเลยสักนิดราวกับรู้ตำแหน่งจุดว่างของลานจอดมาล่วงหน้าจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระบบอัตโนมัติทำให้ถอยรถเข้าช่องจอดระหว่างรถที่จอดขนาบสองข้างได้อย่างแม่นยำถอยเข้าเพียงครั้งเดียวไม่ต้องเดินหน้าถอยหลังกลับไปมาเพื่อปรับลำรถอีกอิสราเล่าว่าที่นี่ไม่มีระบบจองที่จอดล่วงหน้า หรือจุดจอดสำหรับลูกค้าวีไอพีใด ๆเดาเหตุผลได้ไม่ยาก เพราะรัฐมีส่วนเป็นเจ้าของจึงต้องยึดหลักความเท่าเทียมใครมาก่อนย่อมได้ก่อนอย่างตรงไปตรงมา

            “โชคดีจังครั้งก่อนที่มาต้องต่อต่อแถวรอตั้งห้านาทีถึงได้ที่จอด” หญิงสาวเปรยกึ่งบ่น ผมยิ้มๆ โดยไม่พูดอะไร

            พวกเราลงจากรถแล้วตรงไปทางเข้าอย่างรวดเร็วอิสราบอกว่าเธอมีภารกิจต้องรีบกลับบ้านไปเตรียมอาหารให้ครอบครัวแน่นอนว่าก่อนผ่านประตูทางเข้าพวกเราต้องสวมสายรัดเอ็มซีเอสซีที่รยางค์ทั้งสี่เพื่อความปลอดภัยผมตื่นตาตื่นใจกับประตูทางเข้าห้างซึ่งเป็นบานเลื่อนกระจกที่มีน้ำตกฉาบอยู่ด้านหน้าทำให้ตอนเปิดดูอลังการเหมือนเรากำลังแหวกสายน้ำเข้าไป

            เมื่อผ่านประตูเข้ามาก็เจอโถงที่มีร้านค้าย่อยๆ ตั้งอยู่เป็นบล็อค ไม่แตกต่างจากในยุคผมนอกจากชื่อร้านที่แปลกตาไปพวกเรามุ่งหน้าไปยังโซนซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งมีช่องสำหรับรับสินค้าสำหรับคนที่สั่งออนไลน์ หรือสั่งจากทางจอภาพที่ตั้งอยู่ปากทางเข้าโซนนี้ผมเห็นแล้วนึกถึงเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติหน้าโรงหนังซึ่งตั้งเรียง ๆกันประมาณสิบตู้ เราสามารถไปยืนกดเลือกจนเสร็จแล้วก็ได้บัตรคิวแล้วรอประกาศให้ไปรับได้ แน่นอนว่าสามารถดูระยะเวลารอคอยได้จากลิงก์ไปสู่เว็บไซต์ของร้านได้อีกด้วย

            “ท่านไม่สั่งจากตู้นี่เอาเหรอ”ผมชี้ไปที่ตู้อันหนึ่งที่ยังว่างอยู่ อิสราส่ายศีรษะ

            “เราชอบเดินช็อปปิงมากกว่า”

            ผมเพิ่งรู้ตัวว่าถามคำถามโง่ ๆ ออกไปถ้าเธอเลือกช็อปปิงออนไลน์คงไม่ต้องให้ผมมาช่วยขนของแต่แรกหญิงสาวนำผมเข้าไปซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างรวดเร็วฉับไวเธอเลี้ยวไปทางรถเข็นผมรีบพุ่งตัวไปชิงจับรถเข็นอันหนึ่งถอยออกมาตัดหน้าเธอเพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรุษแต่แทนที่เธอจะขอบคุณผม หญิงสาวกลับลากอีกอันออกมา

            “ท่านเอาไปอีกอันเลยก็ได้” อิสราบอกแล้วเข็นออกไป ผมงงไปหมด ตกลงให้มาช่วยขนของหรือมาทำอะไรกันแน่หรือเป็นแค่ค่านิยมเสมอภาคชายหญิงต้องเท่าเทียมกัน ผมจึงตัดสินใจไม่คิดให้ซับซ้อนและเลือกที่จะเดินตามเพื่อนร่วมงานไปต้อยๆสังเกตว่ารถเข็นทุกคันยังทำจากตาข่ายโลหะติดล้อเหมือนเดิมไม่ได้มีระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติแต่อย่างใดเดาว่าที่ใช้ระบบเข็นมือก็เพราะต้องการประหยัดเงินถ้าจะใช้หุ่นยนต์คอยตามบริการเข็นรถให้ลูกค้าทุกคนคงกินไฟแย่และต้องคิดค่าบริการเพิ่มซึ่งถ้าจะลำบากขนาดนั้นใช้ตู้กดด้านหน้าห้างน่าจะง่ายกว่าเป็นไหน ๆ

            “เวเวล แสดงลิสต์สิ่งของที่จะซื้อแล้วก็ตำแหน่งให้ดูหน่อย” อิสราสั่งงานเอไอส่วนตัวของเธอ ผ่านสมาร์ตโฟนที่หยิบออกมาดูผมเพิ่งสังเกตว่าเธอไม่ได้สวมเอวีเอสอี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้

            “ได้เลยครับเจ้านาย”เสียงชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมดังขึ้นธรณีเคยบอกว่าเคยมีงานวิจัยว่าผู้ช่วยส่วนตัวที่เป็นเอไอมักจะตรงกับเพศสภาพที่เจ้าของคนนั้นจะรู้สึกอยากมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกด้วยมากถึง70 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นผมจึงอนุมานเบื้องต้นได้ว่าอิสราน่าจะชอบผู้ชาย ไม่น่าเป็นเพศทางเลือกเพื่อนผมเคยบอกว่ามันไม่ได้น่าเชื่อถือขนาดนั้นเพราะไอรินของธรณีเองก็ตั้งมาจากเอไอที่เป็นดีฟอลต์ ไม่ได้ปรับแต่งหน้าตาหรือเสียงแต่อย่างใด

            จากนั้นผมเห็นรายชื่อของที่จะซื้อปรากฏบนหน้าจอมือถือเธอในแถบขวาเวลากดดูตำแหน่งก็จะปรากฏบนแผนที่ของห้างในแถบซ้าย พวกเราทั้งคู่ เดินช็อปปิงตาม ๆ กันไปตามลายแทงนั้นทำให้ประหยัดเวลาไปได้มาก แต่เธอก็ยังหยิบข้าวของเครื่องใช้ใส่แต่ล้อเข็นของตนเองซึ่งผมไม่กล้าถามเธอเรื่องนี้ยิ่งทำให้ผมคิดหนักจนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้วว่าเรียกมาทำไมโชคดียังมีครั้งหนึ่งที่เธอให้ผมช่วยหยิบของจากชั้นบนสุดซึ่งเธอเอื้อมไม่ถึงเลยรู้สึกว่าตนเองมีค่าขึ้นมาบ้าง

            ภายในโซนที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีของวางเรียงบนชั้นเหมือนในยุคผมแต่ของขายหลายอย่างก็เป็นสิ่งใหม่ และยี่ห้อก็ดูเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมดสิ่งที่ผมเรียกความสนใจจากผมได้มากที่สุดคือ เฟอร์นิเจอร์ที่เปลี่ยนรูปร่างได้ซึ่งผมแอบฟังคนขายพูดคุยแนะนำสินค้ากับลูกค้าอีกคนเลยรู้ว่า สิ่งนี้คือนาโนบอตซึ่งเริ่มพัฒนารุ่นต้นแบบสำเร็จมาตั้งแต่ปี2053

            “มันเป็นหุ่นยนต์ตัวเล็ก ๆ มาประกอบกับเลยเปลี่ยนรูปร่างเป็นอะไรก็ได้ตามที่เรากำหนด เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้หรือประติมากรรมเราจะมีโปรแกรมสำเร็จรูปให้บางส่วนแต่ท่านสามารถเพิ่มเองได้ไม่ยากถ้าเป็นรุ่นที่มีจอแสดงภาพด้วยก็จะเปลี่ยนลวดลายได้ครับ อย่างเช่นทำเป็นกำแพงกั้นห้องโดยเปลี่ยนพื้นผิวเป็นก้อนอิฐก็ได้แล้วแหวกให้เราเดินผ่านได้“พนักงานพูดพลางสาธิตออกคำสั่งให้เก้าอี้สลายตัวแล้วขึ้นมาประกอบใหม่เป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าหนา30 เซนติเมตรเขายื่นมือเข้าไปใกล้ ๆ แล้วแท่งสี่เหลี่ยมหน้าตันนั้นก็เปิดออกเป็นช่องวงกลมตรงกลางขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลให้มือลอดผ่านไปได้ผมอ้าปากค้าง อยากปรบมือให้ แต่ลูกค้าหญิงวัย 50 ปีที่ยืนอยู่ไม่ได้มีท่าทีตื่นตะลึงแม้แต่น้อยแถมยังขมวดคิ้วอย่างมีคำถาม

            “แล้ว ข้อควรระวังมีอะไรบ้างค่ะ”

            “แค่อย่าอยู่ในรัศมีหนึ่งเมตรรอบนาโนบอตระหว่างที่มันเปลี่ยนรูปร่างก็พอเพราะอาจได้รับอันตรายได้ แต่ไม่ต้องกังวล เพราะมันจะแจ้งเตือนอยู่แล้วไม่ต้องกังวลว่าจะแปลงกายเป็นสิ่งที่ซับซ้อน อย่างพวกอาวุธซึ่งมันทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเทคโนโลยียังพัฒนาไม่ถึงและกฎหมายห้ามไว้ล่วงหน้าแล้วครับ”

            “แล้วท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวยังไงบ้างถ้าเป็นท่านจะซื้อไหมค่ะ” ลูกค้าหญิงถาม สายตาคาดคั้นความจริง

            “เอาตรง ๆ เราว่ามันไม่ค่อย นิยมในชีวิตประจำวันเท่ากับการพิมพ์สามมิติและมีราคาแพงใช้งานยาก ดูแลรักษายาก และก็เคยมีมีรายงานว่ามีเคสหนึ่งหลุดเข้าไปในร่างกายและอีกสองเคสที่หลุดการควบคุม ทำงานผิดพลาด วุ่นวายกันพักหนึ่ง ทุกวันนี้เห็นแต่บ้านที่คนรวยมากๆ ใช้ ส่วนใหญ่เอาไว้โชว์มากกว่าจะไว้ใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์จริง ๆซึ่งมีราคาต่างกันหมื่นแสนเท่า”

            คำตอบของพนักงานทำผมอึ้งคนยุคนี้ซื่อตรงเกินไปรึเปล่าแถมตอนที่เขาตอบก็มีน้ำเสียงดังปกติไม่ได้ซุบซิบราวกับว่าเป็นสิทธิของผู้บริโภคที่ต้องรู้ข้อมูลที่เป็นข้อเสียแต่พูดแบบนี้คงขายกับใครไม่ได้แน่ ๆ ถ้าผมเป็นหัวหน้าเขาคงไล่ออกสถานเดียว

            แล้วก็เป็นไปตามคาดหญิงคนนั้นกล่าวขอบคุณแล้วเดินจากไปผมเห็นอิสราเดินไปไกลลิบแล้ว จึงรีบวิ่งตามไปสมทบ เธอหยิบเนื้อหมูยี่ห้อไบโอ-มีท(Bio-meat) ชิ้นสุดท้ายลงในล้อเข็นของเธอแล้วนำไปยังจุดจ่ายเงิน ผมสังเกตของที่เธอหยิบมาคร่าว ๆส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารวัตถุดิบ มีเครื่องใช้ในห้องน้ำ ห้องครัวบ้างมีลูกบอลอันหนึ่งที่อิสราบอกว่าจะเอาไปให้หลานอิสราเพิ่งถามผมเรื่องล้อเข็นเป็นครั้งแรก ตอนเรายืนต่อคิวเคาน์เตอร์คิดตัง

            “ท่านไม่ซื้ออะไรเลยเหรอ”

            “เราไม่ซื้อหรอก” ผมตอบตรง ๆของที่ผมจำเป็นต้องใช้ก็หาซื้อได้จากร้านค้าเล็ก ๆ ใกล้ ๆ คอนโดอยู่แล้ว

            ทันใดนั้นผมก็เห็นสายตาของอิสราก้มลงมองตะกร้ารถเข็นที่ว่างเปล่าของผมจึงถึงบางอ้ออย่าบอกนะว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด

            “เราก็นึกว่าท่านจะซื้อของเยอะเลยเอารถเข็นไปสองอัน”

            อิสราผงะตอนได้ยิน แล้วฝืนยิ้ม“เราไม่ได้พูดอย่างนั้น เราก็เข้าใจว่าท่านจะซื้อของเหมือนกันเห็นเข้าไปเอารถเข็น”

            ผมยกมือขึ้นก่ายหน้าผากผมผิดเองที่ไม่เข้าใจตรรกะของคนยุคนี้ ที่ไม่มีคำว่าสุภาพบุรุษอยู่ในสมองตอนแรกผมกะจะเข็นไปเก็บประชดเธอ แต่เธอขอโทษขึ้นมาเสียก่อน

            “เราขอโทษด้วยที่ไม่พูดให้ชัดนึกว่าท่านเข้าใจแล้ว” อิสราย้ายเนื้อไบโอ-มีทชิ้นหนึ่งในตะกร้าของเธอไปใส่รถของผม“ท่านไม่ต้องเอาไปเก็บหรอก“

            ดูเหมือนเธอจะอ่านใจผมได้แต่การกระทำของเธอ และใบหน้ายิ้มอย่างวิงวอนของเธอทำให้ผมใจอ่อนอันที่จริงไม่ได้มีใครผิด เป็นแค่ปัญหาการสื่อสารแต่ผมยังงงว่าอิสราจะให้ผมช่วยขนของอะไรพอรอไปสักพักกลายเป็นว่าคนที่หงุดหงิดมากกว่าผมกลับกลายเป็นอิสราแทนเธอดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือซ้ำแล้วซ้ำอีกพลางชะโงกตัวไปดูหัวแถวซึ่งห่างออกไปอีกสี่คิวคนที่อยู่หัวแถวกำลังเลื่อนล้อเข็นเข้าไปในเครื่องสแกนซึ่งพนักงานก็ตรวจด้วยสายตาอีกครั้งว่าตรงกับที่เอไอของเครื่องอ่านให้หรือไม่ประเด็นคือมีเคาน์เตอร์จ่ายเงินเพียงช่องเดียว ที่เหลือปิดไว้หมดสิ่งที่รีบมาก่อนหน้านี้สูญเปล่า

            “พนักงานมีคนเดียวชาตินี้จะเสร็จไหมอุตส่าห์รีบแทบตาย” อิสราเปรยขึ้นมาเหมือนพูดกับตัวเองน้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง

            “เอาน่า พวกเราทำอะไรไม่ได้พนักงานคนอื่นอาจจะป่วยก็ได้ หรือไม่ก็ลาออกกะทันหันก็ได้ ใครจะไปรู้ทนอีกนิดเดียวเดี๋ยวก็ไปถึง” ผมพยายามปลอบใจ พยายามนึกถึงข่าวที่เคยผ่านตาว่างานประเภทที่ใช้แรงงานแบบนี้เหลือน้อยเต็มทีในเมื่อเป็นห้างของรัฐบาลปัญหาเรื่องขาดงบประมาณเป็นสิ่งที่เจอได้ปกติ

            “ไม่หรอก เราว่าระบบไม่ดีทำไมไม่ไล่คนนี้ออกไปด้วย” อิสรายังคงหน้าบึ้งตึงจนดูน่ากลัวผมเพิ่งเคยเห็นโหมดนี้ของเธอเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะปลอบใจเธออย่างไรดีให้เย็นลงห้างอื่นที่ผมเคยไปจะใช้ระบบคล้ายกันแต่เป็นการยกตะกร้าวางบนสายพานจากนั้นจะเลื่อนผ่านเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี[1]ซึ่งอ่านทีละหลายชิ้นพร้อมกันได้โดยไม่ต้องไล่ยิงบาร์โค้ดแล้วจะถูกลำเลียงไปด้านนอกของแขนกั้นที่ยังต้องใช้สายพานเพราะต้องนำน้ำหนักและภาพสินค้าจากหลายมุมมาให้เอไอประมวลผลความถูกต้อง หากจ่ายเงินครบแขนกั้นก็จะเปิดแต่หากเราขโมยสินค้าแล้ววิ่งไปทางออกซึ่งมีทางเดียวเซนเซอร์ตรงประตูจะตรวจสัญญาณจากสติกเกอร์แท็กแล้วปิดประตูอัตโนมัติไม่ให้ผ่าน จากนั้นหัวขโมยก็อาจจะโดนช็อตไฟฟ้าจากเอ็มซีเอสซีในลำดับต่อไป

            “เดี๋ยวนี้ห้างอื่นเขาเปลี่ยนมาใช้การจ่ายเงินล่องหนกันหมดแล้ว”หญิงสาวยังพร่ำบ่นไม่หยุด

            “ใจเย็นก่อนน่า อีกแป๊บเดียวเอง”ผมปลอบเธอ ได้ยินมาว่าหลายที่ที่ใช้ระบบการจ่ายเงินล่องหน(Invisible checkout) จะยืนยันตัวตนตั้งแต่เราเดินเข้าห้างจากนั้นแค่ไปหยิบสินค้าใส่ตะกร้าแล้วนำออกไปได้เลย ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นหัวขโมยแต่ราคาสินค้าจะถูกคำนวณตั้งแต่ตอนหยิบออกจากชั้นหากเปลี่ยนใจไม่ซื้อต้องนำไปวางที่จุดคืนเพื่อให้หักออกทันทีที่เดินผ่านประตูคุณก็จะได้รับการแจ้งเตือนว่าตัดเงินจากบัญชีเรียบร้อยแล้วแน่นอนว่าต้องแลกมาด้วยงบประมาณการทำระบบที่สูงขึ้นอาจไม่คุ้มค่าสำหรับรัฐวิสาหกิจอย่างเซนเตอร์ซูเปอร์เอ็ม

            ในที่สุดก็ถึงคิวของพวกเราพนักงานดูง่วงหงาวหาวนอน ค่อย ๆ ตรวจรายการสินค้าของเธออย่างเชื่องช้าขัดกับบุคลิกเจ้าของที่ลุกลี้ลุกลน ทันทีที่พนักงานบอกว่าตรวจสอบถูกต้องมือของอิสราก็วางแนบเซนเซอร์จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วทันทีที่ไมโครชิปในมือของเธอทำงาน ประตูก็เปิดเพื่อให้เราเข็นล้อออกไปได้

            “เราต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวแม่รอ”อิสราหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว

            “เอางี้ไหมเราสลับล้อเข็นกัน” ผมเสนอ“เราว่าเราเข็นรถได้เร็วกว่าท่าน ท่านจะได้นำทางไปที่รถด้วย”

            หญิงสาวดูลังเลเล็กน้อยขณะเพ่งพินิจดูกล้ามแขนของผมที่ต้องอวดว่าล่ำพอสมควรก่อนจะมาโลกนี้ผมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อโดยใช้เงินไม่มากเพียงแค่มีดัมเบลล์ไม่กี่อันแล้วรู้ตำแหน่งของกล้ามเนื้อว่าต้องใช้ท่าอย่างไรเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนไหนผมสามารถทำให้ร่างกายกำยำขึ้นในเวลาสามปีได้โดยไม่ต้องเสียเงินเข้าฟิตเนสเลยสักบาท แน่นอนว่าเทียบกับนักเพาะกายไม่ติดเพราะผมไม่มีปัญญาซื้ออาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง แต่ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดจากรูปร่างภายนอกและพละกำลัง  

            ในที่สุดเธอก็พยักหน้า พวกเราเร่งทำงานกันเป็นทีมโดยอิสราใช้รถเข็นเปล่าเป็นตัวเปิดทางหลบหลีกผู้คนผมแค่ใช้แรงผลักโดยมองตามแผ่นเสื้อด้านหลังสีชมพูของเธอไปติด ๆผู้คนรอบข้างมองพวกเราเหมือนเป็นตัวประหลาด แต่เราทั้งคู่ก็ไม่สนใจใครอยู่แล้วที่อิสรายอมทำอะไรเช่นนี้ก็คงรีบจริง ๆ ผมเชื่อแล้วว่าเธอเป็นคนตรงต่อเวลาอย่างที่สุดไมตรีเคยบอกให้ผมเอาเยี่ยงอย่างอิสราซึ่งไม่เคยเข้าประชุมตอนเช้าสายเลยสักครั้งตั้งแต่เริ่มทำงานมาหลายปีตอนที่เธอไปสัมภาษณ์นักการเมืองไม่ทันเวลานัดก็ไม่ได้มีปัจจัยมาจากตัวเธอเพราะว่าคนก่อนที่สัมภาษณ์ตอบยาวเกินไป

            “เร็วอีกนิดสิ!”เสียงใสปนหอบของอิสราตะโกนมาจากด้านหน้า ประสานกับเสียงล้อบดไปกับพื้นกระเบื้องผมเข็นรถ ปัดหลบไปทางซ้ายทางขวาอย่างว่องไว มีจังหวะหนึ่งที่เธอหักเลี้ยวหลบครอบครัวหนึ่งกะทันหันจนผมเกือบจะชนท้ายเธอเข้าเต็มแรงสักพักหนึ่งเธอก็นำห่างไปอีก ผมขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ที่ว่าไม่มีอะไรให้ช่วยเพราะตอนนี้ไม่มีเวลากระทั่งหยุดพักหายใจ

            ตอนที่ผมตามไปถึงประตูน้ำตก อิสราก็ถอดเอ็มซีเอสซีเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอเข้ามาสลับตำแหน่งเข็นรถแทนผม ให้ผมไปหายามเฝ้าประตูเพื่อถอดเอ็มซีเอสซี ตั้งแต่มาถึงโลกนี้ถ้าไม่นับตอนวิ่งไปดักรอสส.บุญธรรม ผมก็ไม่เคยต้องทำอะไรทุกลักทุเลถึงเพียงนี้แต่มันราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่ห้านาทีตั้งแต่จ่ายเงินพวกเราก็มาถึงรถ ผมรีบไปช่วยอิสราย้ายของจากรถเข็นไปใส่ด้านหลังรถอิสราชี้จุดเก็บล้อเข็นให้ผมแล้วเธอก็บอกให้ยืนรอตรงนั้นเธอจะวนไปรับเพราะเป็นทางผ่านผมทำตามคำขอของเธอแบบไม่ต้องคิด พวกเราทำงานสอดประสานอย่างลงตัว ทันทีที่ผมเก็บรถเข็นในช่องไว้รวมกับคันอื่นแขนกลอัตโนมัติก็จับรถเข็นบิดหมุนแล้วเลื่อนไปซ้อนกันให้เป็นระเบียบจากนั้นผมก็ก้าวขึ้นรถอิสราที่มาจอดเทียบท่าพอปิดประตูล้อก็หมุนพาพวกเราออกไปจากพื้นที่ของห้างจากจุดนี้ไปเราไม่สามารถกำหนดอะไรได้อยู่แล้ว รถยนต์อัตโนมัติจะขับด้วยความเร็วสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละพื้นที่ 

            พอไฟสัญญาณออโตไพลอตทำงานเธอก็หมุนเก้าอี้มาทางผม เธอยิ้มให้ผม แล้วพวกเราก็หัวเราะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายใบหน้าของพวกเราทั้งคู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ

            “ท่านวิ่งเร็วเหมือนกันนะเนี่ย”หญิงสาวกล่าวชม

            “ท่านเองก็ฟิตเหมือนกันเหงื่อออกน้อยกว่าเราอีก” ผมสังเกตเรื่องนี้ตั้งแต่ที่กลับจากการสัมภาษณ์ครั้งก่อน

            “ปกติเราชอบวิ่งออกกำลังกายสัปดาห์ละห้าวัน ...” อิสราฝืนยิ้มพูดเสียงอ่อยต่อ“ขอโทษนะ ที่พาท่านมาลำบาก”

            “ไม่เป็นไรเลย สนุกดีเพิ่งเคยทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน” ผมหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ให้เธอรู้สึกผิด

            พวกเราหยุดบทสนทนา ชมวิวข้างทางสักพักก่อนที่นักข่าวสาวจะเริ่มต้นพูดก่อน

            “ท่านได้แผลเป็นมาจากไหนเหรอ”อิสราชี้บริเวณแก้มด้านขวาของตนเองตำแหน่งเดียวกับแผลเป็นสีชมพูจางบนแก้มด้านขวาของผม เป็นรูปตัวเจกลับหลัง “จริง ๆเราก็เห็นนานแล้ว แต่ยังไม่กล้าถาม ต้องขอโทษด้วยนะ หากคำถามนี้จะไปสะกิดแผลในใจท่าน”

            “ไม่มีอะไรหรอก เออ…เราได้มาจากการชุมนุม” ผมตอบไปตามตรง เห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

            “จากพื้นที่เอฟอีเอเหรอ เกิดอะไรขึ้น”

            ผมไม่รู้ว่าจะตอบเธออย่างไรดีใจจริงก็ไม่อยากโกหก แต่ถ้าสารภาพว่าโดนลูกหลงการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2020 เธอคงมีคำถามต่อมาอีกเป็นพรวนแน่ผมจำใจต้องพูดปด

            “ไม่มีอะไรสำคัญหรอกแค่เดินชนคนแล้วสะดุดล้มใส่ก้อนหินเฉย” ผมตีเนียนด้วยการแกล้งหัวเราะความซุ่มซ่ามของตัวเอง แต่ดูเธอไม่ขำขันเท่าไหร่

            “แย่จังเลยนะท่านไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลเหรอ เราเคยไปทำที่แขนมา ไม่ยากเลยผ่าตัดหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จ”

            “ไม่เป็นไรหรอกอาชีพเราไม่ต้องใช้หน้าตา” ผมพูดติดตลก รอบนี้ทำอิสราขำไปด้วยได้สำเร็จผมรู้มาว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เกี่ยวกับการเสริมความงาม[2]ในยุคนี้จะครอบคลุมเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้หน้าตาทำงานอย่างเช่น ดารา ผมเดาว่าผู้สื่อข่าวอย่างอิสราก็น่าจะรวมอยู่ด้วยแต่ในอนาคตอาจมีคนเรียกร้องความเสมอภาคมากขึ้นอีกก็ได้

            เธอเสนอว่าจะไปส่งผมที่คอนโดอีกครั้งแต่ผมกลัวเธอจะเสียเวลาเลยให้ปล่อยลงที่สถานีรถไฟใต้ดิน บางนกซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเธอไปแค่ 200เมตร ผมถือโอกาสเสนอจะไปช่วยเธอขนของที่บ้านแทนแต่เธอปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าที่บ้านมีคนช่วยขนของเยอะแล้วผมเพิ่งรู้จากปากเธอว่าครอบครัวอยู่กันเป็นครอบครัวขยายของคนสามรุ่นนอกจากพ่อแม่เธอแล้ว อิสรายังอาศัยอยู่กับพี่สาว และหลานอีกสองคน 

            ผมก้าวลงจากรถ แล้วโบกมือลาซึ่งตอนนี้อิสราปรับหน้าต่างสมาร์ตกลาสให้เป็นกระจกใส “รีบไปเถอะ ไว้เจอกันนะ”

            “เดี๋ยวก่อน ประชา”เสียงทักของอิสราจากที่ไกล ๆ ทำผมชะงัก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมแล้วเลื่อนกระจกรถลงให้เสียงได้ยินชัดขึ้น “พรุ่งนี้ท่านไปไหนรึเปล่า”

            “พรุ่งนี้เหรอ”ผมเพิ่งนึกได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ กิจวัตรปกติของผมคือเล่นเกม “ก็ไม่ได้ไปไหน”

            “ท่านไปเที่ยวด้วยกันไหม”

            คำพูดของอิสราทำผมสะดุ้งหน้าแดงโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเธอกำลังชวนผมไปเดท

            “เรากับท่านสองคนเหรอ” ผมถามติด ๆ ขัดๆ รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก

            “เปล่า ก็มีเรา อัญชัน แล้วก็ธร”คำตอบของอิสราทำผมฝันสลาย รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหายไป

            หญิงสาวเล่าต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริงสนุกสนานเหมือนตื่นเต้นเรื่องไปเที่ยว “ปกติเราสามคนก็ไปเที่ยวกันทุกเดือนอยู่แล้วพรุ่งนี้ว่าจะไป น้ำตกไทรแก้ว กัน ปกติไม่เห็นธรณีชวนท่านเราก็เข้าใจมาตลอดว่าท่านไม่ว่าง”  

            ไม่ค่อยเชื่อว่าคนเก็บตัวอย่างธรณีจะอยากไปสถานที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับงานคงโดนชักชวนแกมบังคับแน่ ยังนึกตำหนิเพื่อนในใจที่ไม่เคยบอกผมเลยถ้าไปถามคงอ้างว่ามัวแต่ยุ่ง หรือไม่ก็เคยบอกแต่ท่านลืมไปแล้วคิดไปคิดมาก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ผมเป็นฝ่ายผิดเองที่ไม่สนใจโลกจนธรณีเลิกชวนผมไปไหน

            “ตกลงท่านจะไปรึเปล่า” อิสราถามย้ำผมต้องตัดสินใจตอนนี้แล้ว ก่อนที่เธอจะโกรธเพราะรีบเร่ง

            “ไปสิ ... ไปแน่นอน”

            “แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะจ๊ะ... ชา”เธอเว้นเล็กน้อยก่อนพูดชื่อเล่นของผมออกมา ไม่น่าเชื่อว่าเธอยังจำได้มีเพื่อนน้อยคนมากที่เรียกชื่อนี้ ผมพยักหน้าตอบรับว่าเธอจำถูก

            “ยังไงก็ขอบคุณมาก ๆ สำหรับวันนี้”อิสราอำลาด้วยการส่งรอยยิ้มหวานให้ผม ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งของเธอก่อนหน้านี้กลับมาสดใสเต็มที่แล้ว ใจผมกระชุ่มกระชวยระหว่างที่ส่งยิ้มตอบหลังจากที่เธอขับรถออกไปแล้ว ผมยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตนเองที่ร้อนผ่าว สัมผัสปิติที่พุ่งขึ้นมาจนตัวแทบลอยโลด

            ดอกไม้แห่งความหวังกำลังค่อย ๆเบ่งบานในห้วงลึกของจิตใจของผม

     


    [1]RFID Radio Frequency Identification เป็นระบบที่ใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสารระหว่าง Tag(ป้ายข้อมูล)และ เครื่องอ่าน (Reader) เพื่อระบุ ติดตาม หรือจัดการวัตถุโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องสัมผัสเหมือนระบบบาร์โค้ด

    [2]Cosmetic