บทที่ 26 คัดเลือกลูกค้าเข้าหอนางโลม
น่าแปลกใจที่ชิวหลินรุ่ยยอมให้เซี่ยมู่ไปงานเทศกาลโคมไฟโดยง่าย ปกติแล้วเขาค่อนข้างเข้มงวดกับเซี่ยมู่มาก เขาไม่กลัวว่าเซี่ยมู่จะหนีไปหรือ?
หนีไป?!
ลู่จือฉิงคิดได้ในทันใด ใช่แล้ว! นี่เป็โอกาสที่ดีมากเลย เหตุใดข้าไม่ฉวยโอกาสหนีไปในงานเทศกาลโคมไฟล่ะ เช่นนี้ก็จะได้หลุดพ้นจากการถูกจำกัดอยู่ในจวนและหนีจากการถูกลักพาตัวโดยคนเ็าผู้นี้ได้
ใช่! ข้าจะหนีไปในงานเทศกาลโคมไฟ ลู่จือฉิงคิดได้ดังนี้แล้วก็ดีใจสุด ๆ แต่ก็ต้องไม่แสดงออกมา ต้องทำหน้านิ่งเอาไว้
นางค่อย ๆ หยั่งเชิงว่า “ปล่อยให้เซี่ยมู่ไปคนเดียวก็ไม่ปลอดภัยนะ”
“ข้าจะพาเซี่ยมู่ไปเอง”
นี่มันน้ำเสียงอะไรกัน ลู่จือฉิงยังคงโต้แย้งต่อ “ท่านเป็บุรุษคงไม่ละเอียดพอหรอก จะขาดสตรีไปได้อย่างไรกัน”
ลู่จือฉิงไม่สนใจแล้วว่านี่มันเหตุผลอะไร ขอโต้แย้งไว้ก่อน แต่ใครจะไปรู้ว่าในตอนนี้เยว่ชูหลิงจะโพล่งขึ้นมาว่า “ไม่เป็ไร ข้าก็จะไปด้วย”
‘ไร้เดียงสาจริง ๆ’ ลู่จือฉิงมองไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ นางไม่เคยเจอเพื่อนร่วมทีมที่ปราดเปรื่องขนาดนี้มาก่อน ตบให้ตายยังไม่สาสมเลย
แน่นอนว่ายังมีคนฉลาดอยู่เซี่ยมู่ยังคงมองชิวหลินรุ่ยด้วยแววตาเว้าวอน “ข้าอยากให้ท่านแม่ไปด้วย ตอนที่ท่านแม่กับข้าอยู่ที่หมู่บ้านต้าซู่ด้วยกัน กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ทั้งยังไม่ได้ดูเทศกาลโคมไฟเลย…”
ยิ่งพูดก็ยิ่งน่าสงสาร แม้แต่ลู่จือฉิงเองก็แทบจะเชื่อแล้ว แต่จริง ๆ แล้วเป็นางที่เลี้ยงดูเขามาอย่างยากลำบากจนโตมาขนาดนี้ อะไรจะกินไม่อิ่มนอนไม่หลับกัน
แต่ครั้งนี้ชิวหลินรุ่ยกลับไม่ยอมตามใจเซี่ยมู่ง่าย ๆ เหมือนทุกที ดูเหมือนเขายังลังเลอยู่ ถึงแม้ตอนนี้ลู่จือฉิงจะดูเหมือนไม่มีเจตนาร้าย และสติปัญญาก็ไม่น่าจะฉลาดพอที่จะถูกส่งมาเป็สายลับ
แต่คนเราอย่าดูที่หน้าตา ไม่ควรคิดว่าลู่จือฉิงไม่มีภัยคุกคามเพียงเพราะดูเหมือนซื่อ ๆ ถึงอย่างไรนางก็หน้าตาเหมือนกับอดีตพระชายา ชื่อก็เหมือนกันทุกตัวอักษร ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงเป็ใครไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรประมาท
ที่ให้นางย้ายมาอยู่ที่สวนฮวาเหยียนสองสามวันนี้ก็เพื่อจะสืบหาเบาะแสให้ใกล้ชิดขึ้น ไม่คิดเลยว่ายังคงไม่พบร่องรอยใด ๆ เลย ศัตรูคราวนี้ช่างรับมือยากเสียจริง ๆ
ชิวหลินรุ่ยยังไม่ได้พูดอะไร ภายในห้องเงียบสงัดราวกับความตาย ทั้งสามคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพียงแต่รอให้ชิวหลินรุ่ยออกคำสั่ง เยว่ชูหลิงก็รู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไป จึงเลือกที่จะเงียบไป
หลังจากผ่านไปเป็เวลานาน ใบหน้าของชิวหลินรุ่ยยังคงไร้อารมณ์ ไม่ว่าใครก็สู้ความอดทนของเขาไม่ได้ ในที่สุดเซี่ยมู่ก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืน ใบหน้ากลมป้อมราวกับมีความโกรธเคืองอยู่เล็กน้อย “ได้ งั้นข้าก็ไม่ไปเหมือนกัน!”
ท่าทางราวกับจะให้จัดการเอาเอง ทั้งที่เมื่อครู่เป็ตัวเขาเองที่ขอร้องให้พาไป ตอนนี้กลับเหมือนอีกฝ่ายกำลังขอร้องให้เขาไปอย่างนั้นแหละ
“ดีมาก” ชิวหลินรุ่ยจิบน้ำชาเข้าปาก แต่ไม่รีบกลืนลงคอ
“ท่าน!” เซี่ยมู่ร้อนใจ “หากท่านแม่ของท่านยังอยู่ ท่านจะไม่ไปกับนางหรือ!”
ประโยคนี้ราวกับกระตุ้นอะไรบางอย่างในใจชิวหลินรุ่ย เขาหันขวับไปมองเซี่ยมู่ เซี่ยมู่ก็ใ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าของชิวหลินรุ่ยไม่ค่อยมีอารมณ์ความรู้สึกให้เห็น นี่มันเกิดอะไรขึ้น
เยว่ชูหลิงในางย่อมรู้ดีว่าทำไมชิวหลินรุ่ยเป็ลูกที่กตัญญู นี่เป็เื่ที่ทั้งเมืองหลวงรู้กันดี ไม่อย่างนั้นตอนนั้นเขาคงไม่แต่งงานกับลู่จือฉิงเพื่อเป็การอวยพรให้มารดา
ตอนนี้เซี่ยมู่พูดถึงมารดาของชิวหลินรุ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชิวหลินรุ่ยจะไม่มีปฏิกิริยาได้อย่างไร
ในใจของชิวหลินรุ่ยสั่นะเื เซี่ยมู่กล้าพูดประโยคเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร จริงอยู่สมัยเด็ก ๆ ตอนอยู่ในวังหากได้ขนมอร่อย ๆ ก็ต้องเก็บไว้ให้มารดาเสมอ
ชิวหลินรุ่ยไม่เคยได้รับความรักจากบิดา เขาเติบโตมาภายใต้การดูแลของมารดา เพื่อปกป้องเขาให้ปลอดภัย มารดาต้องทนทุกข์ในวังมากเพียงใด ถึงแม้จะไม่พูดออกมาแต่ชิวหลินรุ่ยก็เข้าใจดี
หากมารดายังอยู่เคียงข้างเขา หากเขายังเป็เด็กห้าขวบ ข้างนอกมีงานโคมไฟและทิวทัศน์งดงาม เขาคงจะจูงมือมารดาไปลอยโคมด้วยกันเป็แน่
เมื่อได้รับแรงกระตุ้นจากคำพูดของเซี่ยมู่ ชิวหลินรุ่ยเงียบไปนาน ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ได้ ไปด้วยกันเถอะ”
เซี่ยมู่ยิ้มกว้าง ลู่จือฉิงก็ดีใจ เยว่ชูหลิงะโร้องด้วยความดีใจ ดีจังเลย ทั้งสี่คนไปดูงานเทศกาลโคมไฟด้วยกัน ต้องสนุกแน่ ๆ!
ในใจของลู่จือฉิงคิดแต่ว่าในที่สุดก็มีโอกาสหนีแล้ว คืนนี้ในงานเทศกาลโคมไฟต้องฉวยโอกาสพาเซี่ยมู่หนีไปให้ได้
ชิวหลินรุ่ย เ้าจะกักขังพวกข้าไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!
ชิวหลินรุ่ยนั่งอยู่สักพักก็จากไป เยว่ชูหลิงก็รีบกลับไปเตรียมตัวแต่งหน้าทำผม เพื่อจะได้ปรากฏตัวอย่างงดงามในงานเทศกาลโคมไฟคืนนี้ ลู่จือฉิงโบกมือลาทั้งสองท่าน แล้วรีบปิดประตูไม้แกะสลักเข้าไปทันที ปิดหน้าต่างทั้งหมดให้แ่าด้วย
พอหันกลับมา กลับเห็นเซี่ยมู่กำลังทำอะไรสักอย่าง พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่าเซี่ยมู่กำลังยัดชามทองเหลืองอันหนึ่งใส่ห่อผ้า
ลู่จือฉิงสงสัย “เ้าเอาสิ่งนี้ไปทำอะไร?”
“ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะหนีไปในคืนนี้หรอกหรือ?” เซี่ยมู่พูดอย่างมีเหตุผล
“ท่านแม่จนเกินไป นี่มันเงินเลยนะ!”
ลู่จือฉิงอดนับถือไม่ได้ เด็กตัวเล็กแต่ความคิดใหญ่โต นางยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย เซี่ยมู่ก็รู้แล้วว่าคืนนี้จะหนี เดี๋ยวก่อน จริง ๆ แล้วเซี่ยมู่รู้ว่าคืนนี้จะหนี หรือว่าเซี่ยมู่วางแผนจะหนีคืนนี้ไว้ก่อนแล้ว?
“เฮ้อ ข้ารู้ว่าสติปัญญาของเ้ายากจะเข้าใจ แต่ไม่เป็ไร คืนนี้พวกเราก็จะได้ออกจากที่นี่แล้ว ต่อไปข้าจะค่อย ๆ อธิบายให้ฟังนะ” เซี่ยมู่มองสีหน้างุนงงของลู่จือฉิง ถอนหายใจอย่างเสียดายเหล็กที่ไม่กลายเป็เหล็กกล้า
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าคืนนี้ข้าตั้งใจจะหนี?” ลู่จือฉิงอดถามออกมาไม่ได้
เซี่ยมู่ชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง ทำหน้าไม่สบอารมณ์ “ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเป็คนเปิดโอกาสนี้ ท่านจะหนีได้เยี่ยงไร”
ลู่จือฉิงใ “เ้าเป็คนเตรียมการไว้เองหรือ?”
เซี่ยมู่ยกศีรษะขึ้นอย่างภูมิใจเล็กน้อย “ใครไม่รู้บ้างว่าท่านอยากหนีไปตั้งนานแล้ว”
ถึงแม้เซี่ยมู่จะพูดประโยคนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันชาญฉลาดของตน แต่ลู่จือฉิงกลับได้ยินความหมายอื่น เพราะนางอยากหนีไปตั้งนานแล้ว เขาจึงยินดีที่จะหนีไปกับนางด้วย ไม่ใช่เพราะที่นี่ไม่ดีกับเขา หรือเพราะตัวเขาเองไม่ชอบ แต่เป็เพราะลู่จือฉิงล้วน ๆ
ลู่จือฉิงรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันใด ถึงอย่างไรก็เลี้ยงเขามาห้าปี ไม่ใช่ว่าชิวหลินรุ่ยจะแย่งไปก็แย่งไปได้ มองตาเซี่ยมู่ด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
แต่เซี่ยมู่ก็ไม่ปล่อยให้ลู่จือฉิงซาบซึ้งใจได้นาน “นี่ ท่านอย่ามัวแต่ยืนสิ มาช่วยข้าเก็บของก่อน”
ลู่จือฉิงหงุดหงิดใจ ได้แต่เดินอย่างเชื่องช้าไปช่วยเก็บของ ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ได้นิสัยมาจากใครกันแน่
ค่ำคืนก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
ถนนสิบลี้ยาวไกล แสงโคมส่องสว่างระยิบระยับ งานเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวงช่างยิ่งใหญ่อลังการ โคมไฟสีแดงสดปลิวไสวในสายลม
เสียงะโของพ่อค้าแม่ค้าดังก้องไปทั่ว เสียงหัวเราะของผู้คนและเสียงสาปแช่งของบ่อนพนันประกอบกันเป็ภาพชีวิตผู้คนในตลาด ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ต่างตาโตมองภาพตรงหน้า
นับั้แ่ลู่จือฉิงข้ามมายังยุคโบราณ นางยังไม่เคยได้ชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของยุคโบราณอย่างจริงจัง ไม่คิดว่าเมื่อเทียบกับยุคสมัยใหม่ที่มีแสงสว่างตลอดคืน ความรุ่งเรืองของแสงโคมในยุคโบราณจะให้รสชาติที่แตกต่าง ราวกับจุดแสงระยิบระยับของทางช้างเผือก
เซี่ยมู่วิ่งไปมาในฝูงชน ทุกอย่างที่เห็นล้วนแปลกใหม่ ทุกอย่างที่เห็นล้วนสนุกสนาน แต่ข้างกายมีบุรุษร่างกำยำสี่คนติดตามอยู่ตลอด พวกเขาคือผู้ติดตามที่ชิวหลินรุ่ยส่งมาคุ้มกัน ไม่ว่าจะพยายามสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
ครั้งนี้ที่ชิวหลินรุ่ยอนุญาตให้ออกมาเที่ยวชมงานเทศกาลโคมไฟ เขานำกำลังมาอย่างใหญ่โต เพียงผู้ติดตามก็พามาหลายสิบคน บอกว่าเพื่อปกป้องความปลอดภัยของพวกนาง แต่ใครจะไม่รู้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้พวกนางสองคนหนีไป
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ต่างตื่นเต้นยิ้มแย้ม ราวกับถูกงานเทศกาลโคมไฟมอมเมาจริง ๆ ไม่มีความคิดที่จะหนีเลยแม้แต่น้อย
เยว่ชูหลิงก็ตื่นเต้นมาก ดึงลู่จือฉิงไปแนะนำโน่นแนะนำนี่ ไม่ว่าลู่จือฉิงจะตามเยว่ชูหลิงวิ่งไปมาอย่างไร พอหันหลังกลับมาก็เห็นชิวหลินรุ่ยยืนอยู่ข้าง ๆ เหมือนผีตามติดตลอด ไม่รู้ว่าโผล่มาได้อย่างไร
ชิวหลินรุ่ยทำท่าสำรวมเรียบร้อย ใบหน้าดุจูเาน้ำแข็งที่ไม่กลมกลืนกับสิ่งรอบข้าง ตลอดทางไม่แม้แต่จะเหลือบมอง ไม่มีอะไรเข้าตาเขาได้เลย ลู่จือฉิงจึงพยายามไม่มองเขา
ถึงแม้ชิวหลินรุ่ยจะไม่มองใคร แต่ก็ห้ามไม่ได้ที่คนอื่นจะมองเขา ชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้เดินอยู่บนถนน สาวน้อยวัยกำดัดหัวใจเต้นระรัวไปหมดแล้ว ยิ่งถูกผู้ติดตามล้อมรอบ ดูท่าจะร่ำรวยมาก
น่าเสียดายที่ข้างกายยังมีสตรีสองคนติดตาม รูปโฉมไม่เลว แต่ก็เสียงดังเกินไป ไม่เห็นจะมีท่าทางของสตรีในตระกูลใหญ่เลย ดูจากสีหน้าไร้อารมณ์ของชายหนุ่มรูปงาม ก็รู้ว่าสตรีสองคนนี้ไม่เป็ที่โปรดปราน
ดังนั้นสายตาจึงยิ่งส่งไปหาเขา น่าเสียดายที่ชายหนุ่มรูปงามไม่สนใจเลยสักนิด ยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม สร้างความผิดหวังให้กับแม่นางหลายคน
ลู่จือฉิงเดินไปเรื่อย ๆ ก็พบว่ามีผู้คนมุงดูอยู่ข้างหน้า นางเกิดความสงสัย จึงแหวกฝูงชนเข้าไป เยว่ชูหลิงก็จำต้องตามนางเข้าไปด้วย
ชิวหลินรุ่ยก็แหวกเข้ามาถึงแถวหน้าได้อย่างราบรื่นด้วยความช่วยเหลือของผู้ติดตาม พวกเขาทั้งหมดยืนเต็มแถวหน้าจนแน่นขนัด
ลู่จือฉิงเป็คนเข้ากับผู้อื่นง่าย สองสามประโยคก็คุยกับป้าข้างกายได้อย่างถูกคอ ป้าบอกนางว่านี่คือการคัดเลือกลูกค้าของหอนางโลมชั้นหนึ่งในเมืองหลวง
ลู่จือฉิงไม่ได้ถามว่าเหตุใดหอนางโลมชั้นหนึ่งในเมืองหลวงยังต้องคัดเลือกลูกค้า ป้าก็พูดต่อ ขึ้นไปแต่งกลอนประชันกัน ให้นางโลมตัดสิน ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม จะได้รับรางวัลใหญ่สามชั้นที่หอนางโลมจัดเตรียมไว้