ตอนที่ 177 เด็กคนสุดท้าย
คำพูดของนิทานกระตุ้นสมาชิกคนอื่นให้มองภาพในมุมกว้าง พวกเขากระจายตัวกันออกไปสังเกตรอยสลักในแต่ละมุม เมื่อพวกเขาถอยออกมาหลายคนจึงเข้าใจที่นิทานอยากจะสื่อ
“สงครามกวาดล้างนี่คะ” ฟาง หมิงตาเป็นประกาย เธอเป็นผู้หนึ่งที่มีความสนใจในด้านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามกวาดล้างที่องค์ราชินีนำทัพจัดการกับสัตว์อสูรในเขตปกครองของอาณาจักรไฟกัลป์
สองผลกระทบที่โด่งดังที่สุดจากสงครามกวาดล้างคืออาณาจักรไฟกัลป์ที่ขยายเขตแดนและอำนาจจนเทียบเคียงได้กับจักรวรรดิมาลาไคและการที่สัตว์อสูรระดับสูงไปรวมตัวกันในหุบเขาแห่งผู้บิดเบี้ยว กลายเป็นอาณาเขตหวงห้ามของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอื่น ๆ
ภาพสลักพวกนี้รวมตัวกันกลายเป็นกองทัพของสัตว์อสูรรูปร่างประหลาดตามากมายนับพันนับหมื่น อีกฝั่งคือเส้นขีด ๆ ที่สมควรแทนถึงมนุษย์
“ถ้าเป็นรูปสลักของสงคราม งั้นคนที่สลักก็สมควรเป็นสมาชิกของกองพันอัปลักษณ์สินะครับ ยิ่งฝั่งมนุษย์ถูกวาดออกมาชุ่ยแถมดูน้อยมาก ตรงข้ามกับฝั่งสัตว์อสูรที่ดูยิ่งใหญ่” โฮโจตั้งข้อสังเกต
“แต่ฝั่งมนุษย์ลอยอยู่บนฟ้ากันเยอะมากเลยนะครับ ผมจำไม่เห็นได้เลยว่าอาณาจักรเรามีกองทัพอากาศเยอะถึงขนาดนั้น” เพชฌฆาตมองภาพสลักที่ฝั่งมนุษย์ดูจะอยู่บนท้องฟ้ามากกว่าผืนดิน
“เพราะศาสตร์ควบคุมเพลิงค่ะ องค์ราชินีได้เผยแพร่ศาสตร์การเหินด้วยเพลิงแก่เหล่าอริยะและนักสลักที่ครอบครองคำแห่งพลัง ไฟ ดังนั้นในสงครามครั้งนั้นผู้ขีดเขียนชะตาฝั่งอาณาจักรไฟกัลป์แทบทั้งหมดจึงบินได้ เป็นฝันร้ายของกองพันอัปลักษณ์ภาคพื้นดินเลยค่ะ” ฟาง หมิงอธิบาย ในฐานะผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ เธอเข้าใจได้ทันทีถึงภาพที่ดูแปลกตาเหล่านี้
นิทานนึกถึงภาพของมหาสงครามที่ฝั่งตรงข้ามลอยอยู่บนท้องฟ้า กระหน่ำโจมตีจากระยะไกลด้วยเพลิงกัลป์แล้วก็อดขนหัวลุกไม่ได้
“ในยุคสมัยนั้นสัตว์อสูรที่ชำนาญธาตุเย็นถูกตามตัวเข้าร่วมสงครามกันให้ควั่กเลยนะคะ มีหลายสายพันธุ์ธาตุน้ำแข็งที่สูญพันธุ์ไปเพราะเหตุนี้” ฟาง หมิงเสริม เธอมีท่าทีมีความสุขขึ้นต่างจากท่าทีกังวลตลอดการเดินทาง เธอยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ที่เธอไม่เคยเห็นจากการขุดค้นครั้งนี้
พวกเขาดูร่องรอยของภาพแกะสลักไปตลอดทาง ยิ่งลงลึกเท่าใดภาพสลักก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น แต่ความชัดเจนนั้นมาพร้อมความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของสมาชิกกลุ่มขุดค้น
“ไม่ปกติแล้วครับ ภาพสลักชัดขนาดนี้จะไม่มีข้อมูลเลยได้ยังไง จะเป็นภาพใหม่ก็ไม่ปกติเหมือนกัน รอยฝุ่นและเศษหินพวกนี้ดูยังไงก็อยู่มาเป็นร้อยปีแล้ว” อิซึมิขมวดคิ้ว
“ระวังตัวด้วยนะครับ อาจเป็นผลของพลังก็ได้ เหมือนที่จำกัดระดับพลัง ยังไงขุนนางพันธุ์ผสมก็เป็นถึงผู้แสวงวิถี” โฮโจเสนอความคิดเห็น ระดับขั้นที่สูงส่งปานนั้นหากจะมีพลังแปลกประหลาดเกินจินตนาการเขาก็คงไม่แปลกใจนัก
เลโอสวดภาวนาครั้งหนึ่ง คราวนี้มีแสงปรากฏที่หน้าผากของเธอ ร่างกายของทุกคนถูกลำแสงอ่อนโยนเข้าปกคลุม จิตใจกลายเป็นกระจ่างใสพร้อมกับร่างกายที่ปลอดโปร่งมากขึ้น
“ฉันลบล้างผลผิดปกติ รักษาแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงป้องกันความผิดปกติต่อร่างกายไว้แล้วค่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะป้องกันพลังตกค้างระดับผู้แสวงวิถีได้มั้ย” เลโอวางคทาของตนลง เธอมีท่าทีเหนื่อยอ่อนเล็กน้อยหลังจากใช้พลังไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเธอพยายามเป็นพิเศษกับครั้งนี้
เพราะความตื่นตัวและท่าทีของเลโอทุกคนจึงดูระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ทางลาดลงที่คล้ายบันไดนี้มีความยาวระดับหนึ่ง แต่ย่อมไม่ยาวไกลดั่งเช่นเขาวงกตที่ผ่านมา ด้วยฐานะนักสลักของพวกเขา หากให้ออกวิ่งเต็มแรงเพียงไม่นานก็สมควรพ้นแล้ว หากพวกเขากลับเดินช้า ๆ อย่างระมัดระวังจนกินเวลาเกือบชั่วโมง
อีกเหตุผลหนึ่งที่การเดินทางสั้น ๆ แค่นี้ช้าเป็นพิเศษนั่นคือรอยสลักตามกำแพงเหล่านั้น ยิ่งลงลึกเท่าใดรอยสลักเหล่านั้นก็ยิ่งบิดเบี้ยว กองทัพฝั่งมนุษย์ดูอยู่ไกลออกไป กองทัพสัตว์อสูรดูเริ่มแตกกระจาย ทางด้านหลังสุดของกองทัพสัตว์อสูรคือสัตว์อสูรขนาดมหึมาตัวหนึ่ง
มันมีร่างกายเหมือนต้นไม้ขนาดยักษ์ เพียงต้นเดียวก็กินพื้นที่พอ ๆ กันกับกองทัพทางด้านหน้า บนเหนือสุดของต้นไม้คือแมลงขนาดยักษ์ที่ตัวเชื่อมติดอยู่กับต้นไม้ บนหัวมีร่องรอยของมงกุฎที่วาดแบบส่ง ๆ
“นางพญาผึ้งพฤกษา จอมพลของทัพสัตว์อสูรในสมัยนั้น” ฟาง หมิงอธิบาย แม้พวกเขาจะยังต้องระมัดระวังความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ตัวฟาง หมิงเองนั้นยังคงสนใจอยู่กับรอยสลัก
“สัตว์อสูรที่มีพลังทางสายเลือดของเทพอสูรไม่ทราบนาม นางควบคุมทั้งกองทัพสัตว์อสูรให้เป็นปฏิปักษ์กับอาณาจักรไฟกัลป์ หลังจากที่องค์ราชินีโกเมนขึ้นครองราชย์ เธอไม่ยินยอมย้ายรังและทหารนับหมื่นของเธอออกจากเขตแดนที่ไฟกัลป์ยึดครอง จึงเกิดเป็นสงครามกวาดล้าง”
“และเพราะความแข็งแกร่งของเธอ สัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วนจึงเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ภายใต้เธอ ว่ากันว่าจำนวนนับล้านของสัตว์อสูรในสมัยนั้นถูกควบคุมด้วยนางเพียงตนเดียว” ฟาง หมิงชี้ไปยังรอยสลักของนางพญาผึ้งพฤกษา
“สังเกตที่ใต้ต้นไม้ค่ะ รอยสลักนี้มีการวาดรากไม้ไว้ด้วย ว่ากันว่านี่เป็นเหตุผลที่เธอสามารถมอบพลังและบงการทั้งกองทัพได้ก็เพราะรากไม้ของเธอนั้นแผ่กระจายทั่วสนามรบ”
“ฝั่งอาณาจักรไฟกัลป์ตอนนั้นมีพันธมิตรทั้งขุมกำลังฝั่งมนุษย์ เผ่ารูเบียส และเผ่าซือบาสเลยค่ะ ไม่ว่าใครก็เห็นตรงกันว่าองค์ราชินีโกเมนนั้นไม่ด้อยไปกว่าราชาแห่งเผ่าพันธุ์ แต่ถึงกระนั้น ขุมกำลังระดับนั้นก็ยังต้องใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อจบสงครามนี้”
“นั่นคือความน่ากลัวของนางพญาผึ้งพฤกษาค่ะ นางทำให้กองทัพที่แทบไม่มีหวังชนะยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงเพียงนั้น นักประวัติศาสตร์ลงความเห็นกันว่าหากคู่มือของนางไม่ใช่องค์ราชินีโกเมน แต่เป็นองค์เหนือหัว อาณาจักรอาจจะสูญสิ้นไปแล้ว และพื้นที่แถวนี้จะกลายเป็นดินแดนของสัตว์อสูรโดยสมบูรณ์” ฟาง หมิงเล่าประวัติศาสตร์เชิงลึกที่เธอศึกษามาให้สมาชิกกลุ่มฟังระหว่างการเดินทาง
รอยสลักพวกนี้สลักภาพของสงครามไว้มากมาย เธอจึงสามารถเล่าเหตุการณ์ได้ฟังเป็นฉาก ๆ จนกระทั่งมาถึงภาพหนึ่ง เป็นภาพของกองทัพหนึ่งที่ถูกฝั่งมนุษย์รุมโจมตี
กองทัพนั้นมีการวาดสัตว์อสูรที่บิดเบี้ยวที่สุด ราวกับสัตว์อสูรแต่ละตัวเกิดจากการนำเอาสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์มาผสมรวมกัน และเหนือสุดของกองทัพนั้นคือนกตัวหนึ่งที่แสนแปลกตา
“นี่คือกองพันอัปลักษณ์ใช่มั้ยครับ” นิทานถามขึ้น ภาพของกองทัพภาพนี้ดูมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากกว่าภาพอื่น อาจเป็นเพราะความใส่ใจหรือความเคยชินก็ไม่ทราบได้ โดยเฉพาะนกประหลาดตัวนั้น
มันมีหัวและปีกดั่งนกอินทรี แต่ตัวของมันนั้นเป็นของม้าหรือราชสีห์ ด้วยความบิดเบี้ยวนั้นนิทานไม่อาจจำแนกได้อย่างมั่นใจ ยิ่งส่วนหางเหมือนจะเป็นของปลาด้วยแล้ว มันราวกับนกที่ถูกตัดเอาส่วนต่าง ๆ ของสัตว์หลาย ๆ ชนิดเข้าไปผสม
“ใช่ค่ะ และนั่นคือขุนนางพันธุ์ผสม” ฟาง หมิงอธิบาย
“ผมนึกว่าขุนนางพันธุ์ผสมจะใช้ร่างกายรูปแบบมนุษย์เหมือนสัตว์อสูรระดับสูงส่วนใหญ่ เขาดัดแปลงร่างกายของตัวเองเหมือนกันเหรอครับ” นิทานอดงุนงงกับภาพลักษณ์ของขุนนางพันธุ์ผสมไม่ได้ ในความคิดของนิทานเขาไม่เห็นจะรู้สึกว่าร่างกายแบบนั้นมันเคลื่อนไหวง่ายตรงไหนเลย
หลากเผ่าพันธุ์แม้จะมีรูปร่างที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งในการขีดเขียนชะตา ผู้ขีดเขียนชะตาแทบทั้งหมดจะให้ความเห็นเดียวกันว่ารูปลักษณ์สองแขนสองขาของมนุษย์นั้นเหมาะสมกับการต่อสู้ที่สุด แม้แต่เผ่ารูเบียส เผ่าซือบาส หรือเผ่าครึ่งสัตว์ก็ยังมีพื้นฐานรูปร่างเช่นนั้น
“ข้อมูลไม่ได้มีบันทึกไว้มากนัก แต่ก็ตามที่เห็นเลยค่ะ ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่เขาก็เป็นผู้แสวงวิถีที่ฝั่งมนุษย์ระวังมากนะคะ” ฟาง หมิงเสริม
ภาพถัด ๆ มาคือการเคลื่อนทัพของกองพันอัปลักษณ์ จนกระทั่งถึงภาพหนึ่งที่เป็นการต่อสู้ระหว่างกองพันอัปลักษณ์และมนุษย์เพียง 3คน
ผู้แสวงวิถีฝั่งมนุษย์สินะ นิทานคิด เขาจำได้ถึงจุดจบของขุนนางพันธุ์ผสมและกองพันอัปลักษณ์ เขาถูกกองทัพสัตว์อสูรใช้เป็นนกต่อเพื่อยึดจุดยุทธศาสตร์ ส่วนตัวเขานั้นก็ถูกรุมสังหารโดยผู้แสวงวิถีฝั่งมนุษย์ 3คน
ในภาพนี้เห็นได้ชัดถึงสีหน้าโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวังของขุนนางพันธุ์ผสม เมื่อรวมกับข้อมูลที่ว่าไม่มีกำลังเสริมใดตามมาช่วย นิทานก็จินตนาการถึงความสิ้นหวังและโทสะในตอนนั้นของขุนนางพันธุ์ผสมได้อย่างชัดเจน
การต้องเผชิญกับผู้แสวงวิถีฝั่งศัตรูถึงสามคนพร้อมกัน การไร้ซึ่งกำลังเสริมใด และการต้องรับรู้ว่าถูกทรยศโดยพวกพ้องของตน ทั้งหมดนั่นเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกัน
ภาพของการต่อสู้นั้นนิทานดูไม่ออกแต่อย่างใด การต่อสู้นั้นถูกอธิบายออกมาด้วยรอยวาดอันแสนเละเทะและเส้นที่โยงกันไปมา เขาไม่ทราบว่าการต่อสู้นั้นเป็นอย่างไรหรือขุนนางพันธุ์ผสมหลบหนีมาได้อย่างไร หากภาพต่อไปก็ทำให้นิทานรับรู้ว่าเขาหนีไปได้สำเร็จ
ภาพของเหตุการณ์นี้บิดเบี้ยวจนนิทานแทบจะดูไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกันกับภาพการต่อสู้ แต่เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้าเขาจึงพอจะปะติดปะต่อได้ นกประหลาดที่มีสภาพเหลือเพียงครึ่งท่อนสมควรเป็นขุนนางพันธุ์ผสมที่หลบหนีมาได้ ไร้วี่แววของผู้แสวงวิถีฝั่งมนุษย์ มีเพียงภาพของกล่องขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ภายในอัดแน่นไปด้วยผู้เหลือรอดของกองพันอัปลักษณ์
นี่เป็นภาพของขุนนางพันธุ์ผสมที่หนีไปได้และผู้รอดชีวิตของกองพันอัปลักษณ์ กองพันขนาดยักษ์เช่นนั้นเหลือผู้รอดชีวิตเพียงไม่ถึงร้อย ทั้งหมดถูกขุนนางพันธุ์ผสมพาหนีมาด้วยสมบัติบางชนิด ภาพหลายต่อหลายภาพหลังจากนั้นเป็นเพียงรอยขีดเขียนอันบิดเบี้ยว ราวกับว่าสติของผู้ที่สลักร่องรอยนี้เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ภาพที่พอจะดูออกต่อมาคือขุนนางพันธุ์ผสมที่อยู่ในห้องห้องหนึ่ง เขามีแต่รอยบาดแผลเต็มตัว ร่างอันเกรียงไกรของเขาเวลานี้เหลือเพียงท่อนหน้า ตั้งแต่ช่วงขาหลังหายไปจนหมด ปีกที่เคยยิ่งใหญ่ก็ขาดวิ่น
แม้จะไม่อาจเห็นสีหน้าได้ชัดเพราะความบิดเบี้ยวของรอยสลัก แต่ทุกคนที่เห็นกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความเคียดแค้น มากถึงขนาดที่นิทานเห็นภาพหลอนเป็นซากของขุนนางพันธุ์ผสมที่กรีดร้องราวกับคนบ้า โลหิตไหลทะลักจากทุกองคาพยพ ทุกชั่วขณะสุดท้ายของชีวิตมีเพียงคำสาปแช่ง
ภาพสุดท้ายคือภาพของห้องห้องหนึ่ง เป็นห้องขนาดเล็กที่มีโต๊ะตัวน้อยอยู่ริมห้อง บนโต๊ะคือร่องรอยของเอกสารหรืออะไรก็ตามที่เป็นแผ่น ๆ หากส่วนกลางห้องเป็นเหมือนดักแด้ขนาดยักษ์
ภาพสุดท้ายนั้นดูให้เข้าใจยากที่สุด เหตุผลหลักนั้นคือรอยสลักบริเวณนี้มีรอยกรงเล็บปริมาณมหาศาลที่ไม่มีความหมายใด ๆ ราวกับผู้สลักมีเพียงความอัดอั้นจึงได้ลงกับกำแพง มีเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่พอจะอ่านออกไป เป็นประโยคที่มีคราบเลือดและเศษเล็บติดอยู่
ประโยคนี้ถูกสลักด้วยความเคียดแค้นชิงชังถึงเพียงนั้น เพียงได้อ่านก็ทำให้ทั้งกลุ่มสีหน้าเคร่งขรึมโดยพร้อมเพรียง
‘เด็กคนสุดท้ายของข้า สังหารผู้บุกรุกให้สิ้น’