มู่เชียนปรากฏตัวขึ้นในมิติกำไล นางมองร่างของเสี่ยวจือจือที่สลบไสลอยู่กับพื้น เลือดสีน้ำเงินสดไหลนองบาดตาผู้เป็นนายยิ่งนัก ด้านข้างเสี่ยวจิ้งกำลังพยายามใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์รดแผลของนางอยู่ไม่หยุด….มู่เชียนรีบถ่ายเทปราณโอสถและปราณอี้เจ๋อเยียวยาให้อสูรน้อย เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามที่สุดก็สามารถรักษาชีวิตนางไว้ได้
“นางบาดเจ็บสาหัส เสียเลือดไปมาก…. ต้องนำนางไปไว้ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ … ปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ของที่นั่นจะช่วยให้นางดีขึ้น” เสี่ยวจิ้งเอ่ย
“แล้วหางของนางเล่า” มู่เชียนมองหางสีดำที่ยามนี้มีความยาวเหลือเพียงหนึ่งในสี่อย่างปวดใจ
“เฮ้อ.. ยังดีที่ไม่ใช่จุดตาย ขอเพียงพบพี่สาม หางของนางก็มีโอกาสงอกใหม่ได้ ….. ช่วงนี้ให้นางพักสักหน่อย”
“เช่นนั้นก็ดี” มือเรียวลูบศีรษะของอสูรสาวอย่างแผ่วเบา
“ด้านนอกนั่นจะทำอย่างไร ข้าดูแล้วเจ้าองครักษ์นั่น อย่างน้อยก็ระดับจ้าวยุทธ์ชั้นกลาง เหนือกว่าระดับของเจ้ามาก”
“ข้าย่อมมีวิธี.. ฝากเจ้าพานางไปที่บ่อศักดิ์สิทธิ์ก่อนเถิด”
บริเวณชั้นสองของหอรวมปราณ .. ร่างของมู่เฉิงหลินกำลังยืนหอบอยู่หน้าทางขึ้นชั้นสาม.. ขาข้างหนึ่งกำลังพยายามก้าวขึ้นบันไดชั้นแรก… ความกดแน่นของปราณนั้นรุนแรงจนร่างของเขาสั่นไปทั้งร่าง ทว่าเขายังไม่หยุดพยายาม เหงื่อไหลท่วมกายขณะที่ยกขาข้างหนึ่งขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นแรกได้สำเร็จ
“หึหึ.. สำเร็จแล้ว” เขาหัวเราะออกมาเล็กน้อย ความภาคภูมิใจแล่นผ่านไปทั่วร่าง
ในที่สุดความพยายามหลายวันก็ไม่ได้สูญเปล่า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองบันไดที่เหลืออีกเกือบยี่สิบขั้นอย่างมุ่งมั่น ขาสั่นเทาอีกข้างพยายามยกขึ้นไปยังขั้นที่สอง
“เฉิงหลิน.. เจ้าหลีกไปหน่อย” เสียงใสคุ้นหูเอ่ยจากด้านหลัง ด้วยความกะทันหัน ทำให้มู่เฉิงหลินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมามองอย่างยินดี
“เชียน… เจ้าดูข้า..”
มู่เชียนไม่รอให้เขาเอ่ยจบก็พุ่งตัวขึ้นสู่ชั้นสามไปทันทีเห็นพี่สาวเดินขึ้นผ่านชั้นสามไปอย่างง่ายดายก็อ้าปากค้าง
ผู้เป็นน้อง…ถอนหายใจยาวเหยียดครั้งหนึ่ง แล้วมุ่งมั่นเดินขึ้นบันไดนั้นต่อไป
‘ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของข้า… ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน’
เมื่อผ่านชั้นสามมาได้ มู่เชียนก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น นางยังคงก้าวเดินขึ้นชั้นสี่ไปทันที
ทุกย่างก้าวนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทว่ามู่เชียนยังคงไม่สนใจความโกรธเกรี้ยวในใจที่เห็นเสี่ยวจือจือถูกทำร้ายนั้น ทำให้นางก้าวขาขึ้นไปเรื่อยๆในจังหวะคงที่ ทั้งที่ขาสองข้างหนักราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงไว้
บนชั้นสี่นั้น อากาศหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก มู่เชียนนั่งลงที่เบาะฝึกตน เด็กสาวเปิดจุดชีพจรทั้งหมดออกแล้วรววบรวมปราณธาตุอย่างรวดเร็ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางเปิดให้จุดชีพจรทั้งหมดรับปราณได้เต็มที่อย่างไม่คิดรั้งรอแม้แต่น้อย ปราณธาตุมหาศาลรอบด้านราวกับรับรู้ได้ พวกมันพากันไหลพรั่งพรูเข้าสู่ร่างเล็กตรงกลางนั้น จนเกิดเป็นกระแสลมพายุปราณพัดวนรอบตัว
เพียงหนึ่งวันผ่านไปนางเข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางได้แล้ว ร่างทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณธาตุที่ยังไม่คุ้นเคย ทว่านางกลับไม่หยุดเท่านั้น…. นางยังคงฝืนรวบรวมปราณธาตุด้วยความเร็วสูงสุดต่อไป อย่างไม่เกรงกลัว
สิบวันต่อมา ร่างของมู่เชียนนั่งอยู่ตรงกลางชั้นสี่ ปราณธาตุกำลังวิ่งแล่นไปทั่วร่างอย่างดุร้าย ผิวของนางทั้งบวมและบางใสจนเกือบเห็นเส้นเลือดด้านใน บางจุดเริ่มแตกออกเกิดเป็นรอยเลือดเซาะอยู่ใต้ผิว ในที่สุดยามที่โลหิตสีแดงเริ่มไหลรินออกจากตาและหูทั้งสองข้าง นางก็สามารถบรรลุปราชย์ยุทธ์ชั้นสูงได้แล้ว !
“อั่ก…” มู่เชียนกระอักเลือดออกมาในที่สุด..
เสี่ยวจิ้งที่อยู่ด้านนอก รับรู้ถึงอันตรายจึงรีบตรงเข้าหอรวมปราณ ไม่กี่อึดใจก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้านางทันที
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ…?!”
เสี่ยวจิ้งตะโกนออกมาทันทีที่เห็นสภาพของมู่เชียน แม้ปราณธาตุในนี้จะเหมาะสมกับนาง ทั้งยังเต็มไปด้วยความสมดุลย์ ทว่าถูกบรรจุเข้าสู่ร่างกายรวดเร็วเพียงนี้ ต่อให้เป็นร่างวิปริตเพียงใดก็ทนไม่ได้ ดูจากปราณธาตุกับสับสนและรุนแรงในร่างของนาง ปราณคงใกล้จะแตกซ่านแล้ว
“นอนลงเดี๋ยวนี้ โคจรปราณอี้เจ๋อออกมาก่อน.. อย่างน้อยหนึ่งเดือนนี้ห้ามรวบรวมปราณธาตุอีก” เสี่ยวจิ้งออกคำสั่งอย่างร้อนรน
มู่เชียนยิ้มเล็กน้อย พลางเช็ดเลือดออกจากริมฝีปาก ร่างบางลุกขึ้นและทำท่าจะเดินลงจากหอคอยทันที
“จะไปไหน.. ข้าบอกให้เจ้าพักก่อนไง” เสี่ยวจิ้งตะโกนอย่างหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าในใจนางคิดอะไร และเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“พักหนึ่งเดือนหรือ …หึหึ.. เจ้าก็รู้นี่ว่าข้ามีวิธีที่เร็วกว่านั้น” มู่เชียนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายมุ่งมั่น ขณะก้าวขาเดินลงบันไดไป
ที่ชั้นสามนางพบมู่เฉิงหลินนั่งฝึกฝนอยู่อย่างยากลำบาก เขาเห็นมุมปากของนางมีเลือดซึมก็รีบลุกขึ้น แล้วเดินมาหาอย่างเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีอะไร แค่ฝืนไปหน่อย เจ้าฝึกต่อเถิด”
“เดี๋ยว..ข้าก็อยากออกไปแล้ว”
มู่เฉิงหลินถูกพี่สาวนำมาทิ้งไว้ในมิติแห่งนี้นับได้เดือนกว่าแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง ทว่าหากนางไม่พาออกไป เขาก็ไม่อาจออกไปได้ด้วยตนเอง
มู่เชียนมองสำรวจปราณยุทธ์ของเขา แล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันที …. ศึกนี้เกินฝีมือเขา นางไม่อยากให้เขาเกิดเรื่อง
“หากยังไม่บรรลุปราชญ์ยุทธ์ก็อยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ…”
มู่เชียนกล่าวอย่างอ่อนแรงแล้วก็คิดจะก้าวเท้าออกจากหอสูงไป ทว่าปราณสายหนึ่งพลันตีกลับ ทำให้นางกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง มู่เฉิงหลินรีบยื่นมือมาพยุงร่างของนางไว้
“เชียน… เจ้าเป็นยังไงบ้าง ?”
มู่เชียนดันตัวออกจากแขนของน้องชายอย่างนุ่มนวล ..นางสูดลมหายใจเพื่อข่มปราณพยศสายนั้นลงไปอีกครั้ง แล้วก้าวออกจากหอรวมปราณไป
“เจ้า…. สภาพนี้ยังจะออกไปไหนอีก ?” เสียงตะโกนถามอย่างร้อนใจของมู่เฉิงหลินไล่หลังมา.. มู่เชียนยิ้มเหี้ยมให้กับคำถามนี้
“ฆ่าจ้าวยุทธ์ !”
กว่ามู่เชียนจะปรากฏตัวขึ้นข้างบึงชิงกู่อีกครั้ง เวลาด้านนอกก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว ทว่าฉินซือหยวนและเมิ่งหลุนกลับมองร่างบางที่ดูอ่อนระโหยอย่างแปลกใจ
“คิดว่าเจ้าจะซ่อนตัวได้นานกว่านี้เสียอีก !”
ฉินซือหยวนยืนขึ้น ไหล่ขวาของเขามีผ้าพันไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แขนที่เพิ่งต่อติดได้รับความเสียหาย ส่วนเมิ่งหลุนกำลังพิจารณาปราณในร่างของมู่เชียนอย่างละเอียด
“ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูง …” เสียงกระซิบจากจ้าวยุทธ์ด้านข้างทำให้ฉินซือหยวนตกตะลึงอย่างยิ่ง
“สองขั้นในวันเดียวนี่มันเป็นไปได้อย่างไร ?”
ปราชญ์ยุทธ์แต่ละขั้นมีระยะกว้างเพียงใด เขาที่ถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นฉิน มีทรัพยากรเสริมการฝึกตนมากมาย ยังต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการบรรลุจากชั้นต้นมาสู่ชั้นกลาง… !
“ขอฝ่าบาทวางพระทัย..จากสภาพนั่น.. นางคงฝืนเลื่อนขั้นเร็วเกินไป ปราณใกล้แตกซ่านแล้ว”
ดวงตาของเมิ่งหลุนเต็มไปด้วยความชื่นชมปะปนความสมเพช หลายครั้งที่อัจฉริยะทั้งหลายต้องตายลงเพราะแพ้ภัยตนเอง พวกเขามั่นใจในความสามารถมากเกินไป อย่างเช่นสตรีนางนี้ !
ฉินซือหยวนพิจารณาแล้วก็เห็นจริงตามนั้น หากนางปราณแตกซ่าน ต่อให้ทิ้งไว้เฉยๆก็อาจเป็นบ้า หรือร่างระเบิดจนตายไปเอง ทว่าเขายังคงไม่คิดพอใจ
“ตัดแขนตัดขานางซะ ข้าจะฆ่านางด้วยมือตนเอง” ฉินซือหยวนออกคำสั่งเสียงเหี้ยม…
แขนอันมีค่าของเขาถูกเด็กสาวนางนี้ตัดขาด เขาไม่มีทางยอมให้นางตายอย่างสบายแน่ … หากไม่คิดว่าต้องจัดการนางภายในหุบเขาหู่ลี่ เขาอยากจะเก็บนางไว้ แล้วค่อยทรมาณนางไปอีกหลายๆวันด้วยซ้ำ !
เมิ่งหลุนรับคำสั่งก็เคลื่อนกายเข้าหามู่เชียนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหมัดที่เต็มไปด้วยปราณธาตุลมอันแหลมคม.. มู่เชียนพยายามโคจรวิชาพันดาวตกหลบสุดกำลัง แต่ก็ยังถูกส่วนด้านข้างของปราณอัดกระเด็นออกไป
“พรวดด !”
เลือดพุ่งจากปากของนางเป็นสาย ขณะที่ร่างเล็กลอยคว้างกลางอากาศ ทว่ากลับทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย มู่เชียนฝืนโคจรปราณต่อไป ร่างบางพลิกตัวกลางอากาศ อาศัยกิ่งไม้เป็นจุดพักเท้า ดีดตัวพุ่งกลับมาหา ปราณธาตุลมในมือถูกบีบจนเกิดเป็นกระบี่พุ่งเข้าใส่เมิ่งหลุน
“เกราะวายุ !” เกราะพายุบางใสทว่าแข็งแกร่ง กลายเป็นปราการกั้นอยู่เบื้องหน้า ทว่ามู่เชียนยังคงถ่ายเทปราณในร่างลงไปในการโจมตีนั้น
“เปรี้ยง… !” แรงกระแทกรุนแรงทำให้ร่างของมู่เชียนกระเด็นออกไปอีกครั้ง กระบี่ในมือวูบไหวอย่างไม่มั่นคง
“เกล็ดวายุ..!”.
ใบมีดวายุขนาดเล็กนับพันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจ้าวยุทธ์ผู้นั้น ก่อนจะพุ่งผ่านเกราะวายุออกมาโจมตีใส่เด็กสาว ทว่านางสามารถพลิ้วกายหลบไปได้อย่างยากลำบาก บางส่วนกระทบชุดเกราะเวทย์ทำให้พลังของชุดที่เปลี่ยนมาใหม่นี้หมดไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดการโจมตีชุดนี้ก็สิ้นสุดลง บนร่างบางมีคราบโลหิตปรากฏหลายสิบจุด
“ศรเพลิง…” เสียงหวานเอ่ยอย่างนิ่งเฉย
ธนูเวทย์ปราณอัคคีหลายร้อยปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่เชียน มือบางสะบัดส่งการโจมตีออกไป ทว่าด้วยปราณธาตุที่ไม่มั่นคงนัก ธนูกว่าครึ่งร่วงลงกลางทางอย่างอ่อนแรง. ส่วนที่เหลือนั้นเกราะวายุของเมิ่งหลุน ก็สามารสะกัดไว้ได้ทั้งหมด
“ฮ่าฮ่า…. สภาพนี้ยังกล้าสู้กับข้าอีกหรือ ?” เมิ่งหลุนหัวเราะเยาะออกมาเสียงดังลั่น
“ข้าจะแสดงศรเพลิงที่แท้จริงให้เจ้าเห็น !” มือของเขาสะบัดออก ธนูเวทย์ปราณอัคคีนับพันก็พุ่งเข้าโจมตีมู่เชียนทันที
“เกราะวายุ !”
ปราณวายุมหาศาลในร่างก่อตัวขึ้นเป็นปราการอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากเมิ่งหลุน ทว่าด้วยความไม่มั่นคงของปราการทำให้เมิ่งหลุนไม่นึกสะกิดใจกับความแปลกประหลาดเล็กน้อยนั่น
ศรบางส่วนสามารถทะลุผ่านเกราะวายุมาได้ มู่เชียนพยายามพลิ้วกายหลบอยู่ด้านใน ทว่าบาดแผลนับสิบก็ยังปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็ก ลำคอ และแขนขาของนาง แน่นอนว่าบาดแผลเล็กน้อยเท่านี้ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการต่อสู้
หญิงสาวยังคงรวบรวมปราณธาตุวายุขึ้นสร้างเกราะเวทย์ต้านรับศรต่อไป ในขณะที่ปราณโอสถและปราณอี้เจ๋อในร่างตรงเข้าเยียวยาแผลอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงห้าลมหายใจ บาดแผลพวกนั้นก็เหลือเพียงคราบเลือดเท่านั้น
ขณะที่ศรเพลิงพุ่งเขาหานางอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น เจ้าของธนูปราณเหล่านั้นกลับยืนกอดอกมองมู่เชียนอย่างสบายใจ
“ทนมาได้นานเพียงนี้… ข้ายอมรับว่าเจ้ามีความสามารถไม่เลว…”
มืออีกข้างของเขาสะบัดออก สร้างศรปราณวายุขึ้นอีกนับพันดอก คิดจะถล่มเกราะวายุของนางให้แตกกระจาย
“คิดจะเทียบชั้นกับจ้าวยุทธ์อย่างข้า… ยังห่างไกลนัก !”
ศรปราณวายุ และศรปราณอัคคีหลายพันดอก วิ่งตรงเข้าโจมตีเกราะวายุของนางพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังมหาศาลส่งผลให้ปราณรอบด้านปั่นป่วน เสียงการต่อสู้ดังสนั่น ทำให้เริ่มปรากฏเงาร่างของคนกลุ่มอื่นที่เข้ามาสังเกตุการณ์บ้างแล้ว
เกราะวายุของมู่เชียนยิ่งใช้ออกกลับยิ่งสมบูรณ์ขึ้น ปราณธาตุในร่างค่อยๆถูกปรับแต่งให้เข้าที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วงของเจ้าของร่าง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีธนูใดสามารถทะลุผ่านมาได้ เมิ่งหลุนมองด้วยสายตาผิดคาดเล็กน้อย ทว่าครู่เดียวใบหน้าก็ปรากฏความเยือกเย็นตามเดิม
“ปราณธาตุลมของเจ้าจะหมดลงเมื่อไร..ก็คือเวลาตายของเจ้า !”