อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 97ฝืน

    มู่เชียนปรากฏตัวขึ้นในมิติกำไล นางมองร่างของเสี่ยวจือจือที่สลบไสลอยู่กับพื้น   เลือดสีน้ำเงินสดไหลนองบาดตาผู้เป็นนายยิ่งนัก   ด้านข้างเสี่ยวจิ้งกำลังพยายามใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์รดแผลของนางอยู่ไม่หยุด….มู่เชียนรีบถ่ายเทปราณโอสถและปราณอี้เจ๋อเยียวยาให้อสูรน้อย   เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามที่สุดก็สามารถรักษาชีวิตนางไว้ได้


    “นางบาดเจ็บสาหัส เสียเลือดไปมาก….  ต้องนำนางไปไว้ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  … ปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ของที่นั่นจะช่วยให้นางดีขึ้น” เสี่ยวจิ้งเอ่ย


    “แล้วหางของนางเล่า” มู่เชียนมองหางสีดำที่ยามนี้มีความยาวเหลือเพียงหนึ่งในสี่อย่างปวดใจ


    “เฮ้อ.. ยังดีที่ไม่ใช่จุดตาย  ขอเพียงพบพี่สาม   หางของนางก็มีโอกาสงอกใหม่ได้ …..  ช่วงนี้ให้นางพักสักหน่อย”


    “เช่นนั้นก็ดี”  มือเรียวลูบศีรษะของอสูรสาวอย่างแผ่วเบา  


    “ด้านนอกนั่นจะทำอย่างไร ข้าดูแล้วเจ้าองครักษ์นั่น อย่างน้อยก็ระดับจ้าวยุทธ์ชั้นกลาง  เหนือกว่าระดับของเจ้ามาก”


    “ข้าย่อมมีวิธี.. ฝากเจ้าพานางไปที่บ่อศักดิ์สิทธิ์ก่อนเถิด” 



    บริเวณชั้นสองของหอรวมปราณ .. ร่างของมู่เฉิงหลินกำลังยืนหอบอยู่หน้าทางขึ้นชั้นสาม..  ขาข้างหนึ่งกำลังพยายามก้าวขึ้นบันไดชั้นแรก…  ความกดแน่นของปราณนั้นรุนแรงจนร่างของเขาสั่นไปทั้งร่าง ทว่าเขายังไม่หยุดพยายาม เหงื่อไหลท่วมกายขณะที่ยกขาข้างหนึ่งขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นแรกได้สำเร็จ


    “หึหึ.. สำเร็จแล้ว” เขาหัวเราะออกมาเล็กน้อย  ความภาคภูมิใจแล่นผ่านไปทั่วร่าง 


    ในที่สุดความพยายามหลายวันก็ไม่ได้สูญเปล่า  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองบันไดที่เหลืออีกเกือบยี่สิบขั้นอย่างมุ่งมั่น ขาสั่นเทาอีกข้างพยายามยกขึ้นไปยังขั้นที่สอง


    “เฉิงหลิน.. เจ้าหลีกไปหน่อย”   เสียงใสคุ้นหูเอ่ยจากด้านหลัง ด้วยความกะทันหัน ทำให้มู่เฉิงหลินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมามองอย่างยินดี


    “เชียน… เจ้าดูข้า..” 


    มู่เชียนไม่รอให้เขาเอ่ยจบก็พุ่งตัวขึ้นสู่ชั้นสามไปทันทีเห็นพี่สาวเดินขึ้นผ่านชั้นสามไปอย่างง่ายดายก็อ้าปากค้าง  


    ผู้เป็นน้อง…​ถอนหายใจยาวเหยียดครั้งหนึ่ง แล้วมุ่งมั่นเดินขึ้นบันไดนั้นต่อไป


    ‘ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของข้า… ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน’


    เมื่อผ่านชั้นสามมาได้ มู่เชียนก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น นางยังคงก้าวเดินขึ้นชั้นสี่ไปทันที


    ทุกย่างก้าวนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทว่ามู่เชียนยังคงไม่สนใจความโกรธเกรี้ยวในใจที่เห็นเสี่ยวจือจือถูกทำร้ายนั้น ทำให้นางก้าวขาขึ้นไปเรื่อยๆในจังหวะคงที่ ทั้งที่ขาสองข้างหนักราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงไว้


    บนชั้นสี่นั้น อากาศหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก  มู่เชียนนั่งลงที่เบาะฝึกตน เด็กสาวเปิดจุดชีพจรทั้งหมดออกแล้วรววบรวมปราณธาตุอย่างรวดเร็ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางเปิดให้จุดชีพจรทั้งหมดรับปราณได้เต็มที่อย่างไม่คิดรั้งรอแม้แต่น้อย ปราณธาตุมหาศาลรอบด้านราวกับรับรู้ได้  พวกมันพากันไหลพรั่งพรูเข้าสู่ร่างเล็กตรงกลางนั้น จนเกิดเป็นกระแสลมพายุปราณพัดวนรอบตัว  


    เพียงหนึ่งวันผ่านไปนางเข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางได้แล้ว ร่างทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณธาตุที่ยังไม่คุ้นเคย  ทว่านางกลับไม่หยุดเท่านั้น….  นางยังคงฝืนรวบรวมปราณธาตุด้วยความเร็วสูงสุดต่อไป อย่างไม่เกรงกลัว 


    สิบวันต่อมา   ร่างของมู่เชียนนั่งอยู่ตรงกลางชั้นสี่ ปราณธาตุกำลังวิ่งแล่นไปทั่วร่างอย่างดุร้าย  ผิวของนางทั้งบวมและบางใสจนเกือบเห็นเส้นเลือดด้านใน  บางจุดเริ่มแตกออกเกิดเป็นรอยเลือดเซาะอยู่ใต้ผิว ในที่สุดยามที่โลหิตสีแดงเริ่มไหลรินออกจากตาและหูทั้งสองข้าง  นางก็สามารถบรรลุปราชย์ยุทธ์ชั้นสูงได้แล้ว !


    “อั่ก…” มู่เชียนกระอักเลือดออกมาในที่สุด..  


    เสี่ยวจิ้งที่อยู่ด้านนอก รับรู้ถึงอันตรายจึงรีบตรงเข้าหอรวมปราณ ไม่กี่อึดใจก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้านางทันที


    “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ…?!”


     เสี่ยวจิ้งตะโกนออกมาทันทีที่เห็นสภาพของมู่เชียน  แม้ปราณธาตุในนี้จะเหมาะสมกับนาง ทั้งยังเต็มไปด้วยความสมดุลย์  ทว่าถูกบรรจุเข้าสู่ร่างกายรวดเร็วเพียงนี้ ต่อให้เป็นร่างวิปริตเพียงใดก็ทนไม่ได้ ดูจากปราณธาตุกับสับสนและรุนแรงในร่างของนาง ปราณคงใกล้จะแตกซ่านแล้ว


    “นอนลงเดี๋ยวนี้ โคจรปราณอี้เจ๋อออกมาก่อน.. อย่างน้อยหนึ่งเดือนนี้ห้ามรวบรวมปราณธาตุอีก”  เสี่ยวจิ้งออกคำสั่งอย่างร้อนรน


    มู่เชียนยิ้มเล็กน้อย พลางเช็ดเลือดออกจากริมฝีปาก ร่างบางลุกขึ้นและทำท่าจะเดินลงจากหอคอยทันที


    “จะไปไหน..  ข้าบอกให้เจ้าพักก่อนไง” เสี่ยวจิ้งตะโกนอย่างหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าในใจนางคิดอะไร และเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง


    “พักหนึ่งเดือนหรือ …หึหึ..  เจ้าก็รู้นี่ว่าข้ามีวิธีที่เร็วกว่านั้น”  มู่เชียนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายมุ่งมั่น ขณะก้าวขาเดินลงบันไดไป


    ที่ชั้นสามนางพบมู่เฉิงหลินนั่งฝึกฝนอยู่อย่างยากลำบาก เขาเห็นมุมปากของนางมีเลือดซึมก็รีบลุกขึ้น แล้วเดินมาหาอย่างเป็นห่วง


    “เกิดอะไรขึ้น?”


    “ไม่มีอะไร แค่ฝืนไปหน่อย เจ้าฝึกต่อเถิด”


    “เดี๋ยว..ข้าก็อยากออกไปแล้ว” 


    มู่เฉิงหลินถูกพี่สาวนำมาทิ้งไว้ในมิติแห่งนี้นับได้เดือนกว่าแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง ทว่าหากนางไม่พาออกไป เขาก็ไม่อาจออกไปได้ด้วยตนเอง


    มู่เชียนมองสำรวจปราณยุทธ์ของเขา แล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันที ….  ศึกนี้เกินฝีมือเขา นางไม่อยากให้เขาเกิดเรื่อง


    “หากยังไม่บรรลุปราชญ์ยุทธ์ก็อยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ…” 


    มู่เชียนกล่าวอย่างอ่อนแรงแล้วก็คิดจะก้าวเท้าออกจากหอสูงไป ทว่าปราณสายหนึ่งพลันตีกลับ ทำให้นางกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง มู่เฉิงหลินรีบยื่นมือมาพยุงร่างของนางไว้


    “เชียน… เจ้าเป็นยังไงบ้าง ?” 


    มู่เชียนดันตัวออกจากแขนของน้องชายอย่างนุ่มนวล ..นางสูดลมหายใจเพื่อข่มปราณพยศสายนั้นลงไปอีกครั้ง แล้วก้าวออกจากหอรวมปราณไป  


    “เจ้า…. สภาพนี้ยังจะออกไปไหนอีก ?” เสียงตะโกนถามอย่างร้อนใจของมู่เฉิงหลินไล่หลังมา.. มู่เชียนยิ้มเหี้ยมให้กับคำถามนี้ 


    “ฆ่าจ้าวยุทธ์ !” 



    กว่ามู่เชียนจะปรากฏตัวขึ้นข้างบึงชิงกู่อีกครั้ง เวลาด้านนอกก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว   ทว่าฉินซือหยวนและเมิ่งหลุนกลับมองร่างบางที่ดูอ่อนระโหยอย่างแปลกใจ


    “คิดว่าเจ้าจะซ่อนตัวได้นานกว่านี้เสียอีก !”  


    ฉินซือหยวนยืนขึ้น ไหล่ขวาของเขามีผ้าพันไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แขนที่เพิ่งต่อติดได้รับความเสียหาย ส่วนเมิ่งหลุนกำลังพิจารณาปราณในร่างของมู่เชียนอย่างละเอียด


    “ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูง …” เสียงกระซิบจากจ้าวยุทธ์ด้านข้างทำให้ฉินซือหยวนตกตะลึงอย่างยิ่ง


    “สองขั้นในวันเดียวนี่มันเป็นไปได้อย่างไร ?” 


    ปราชญ์ยุทธ์แต่ละขั้นมีระยะกว้างเพียงใด เขาที่ถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นฉิน มีทรัพยากรเสริมการฝึกตนมากมาย ยังต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการบรรลุจากชั้นต้นมาสู่ชั้นกลาง… !


    “ขอฝ่าบาทวางพระทัย..​จากสภาพนั่น.. นางคงฝืนเลื่อนขั้นเร็วเกินไป ปราณใกล้แตกซ่านแล้ว” 


    ดวงตาของเมิ่งหลุนเต็มไปด้วยความชื่นชมปะปนความสมเพช หลายครั้งที่อัจฉริยะทั้งหลายต้องตายลงเพราะแพ้ภัยตนเอง  พวกเขามั่นใจในความสามารถมากเกินไป อย่างเช่นสตรีนางนี้ ! 


    ฉินซือหยวนพิจารณาแล้วก็เห็นจริงตามนั้น หากนางปราณแตกซ่าน ต่อให้ทิ้งไว้เฉยๆก็อาจเป็นบ้า หรือร่างระเบิดจนตายไปเอง  ทว่าเขายังคงไม่คิดพอใจ


    “ตัดแขนตัดขานางซะ ข้าจะฆ่านางด้วยมือตนเอง”  ฉินซือหยวนออกคำสั่งเสียงเหี้ยม…


    แขนอันมีค่าของเขาถูกเด็กสาวนางนี้ตัดขาด เขาไม่มีทางยอมให้นางตายอย่างสบายแน่ …  หากไม่คิดว่าต้องจัดการนางภายในหุบเขาหู่ลี่ เขาอยากจะเก็บนางไว้ แล้วค่อยทรมาณนางไปอีกหลายๆวันด้วยซ้ำ !


    เมิ่งหลุนรับคำสั่งก็เคลื่อนกายเข้าหามู่เชียนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหมัดที่เต็มไปด้วยปราณธาตุลมอันแหลมคม..​  มู่เชียนพยายามโคจรวิชาพันดาวตกหลบสุดกำลัง แต่ก็ยังถูกส่วนด้านข้างของปราณอัดกระเด็นออกไป   


    “พรวดด !” 


    เลือดพุ่งจากปากของนางเป็นสาย ขณะที่ร่างเล็กลอยคว้างกลางอากาศ  ทว่ากลับทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย  มู่เชียนฝืนโคจรปราณต่อไป ร่างบางพลิกตัวกลางอากาศ อาศัยกิ่งไม้เป็นจุดพักเท้า ดีดตัวพุ่งกลับมาหา ปราณธาตุลมในมือถูกบีบจนเกิดเป็นกระบี่พุ่งเข้าใส่เมิ่งหลุน


    “เกราะวายุ !”  เกราะพายุบางใสทว่าแข็งแกร่ง กลายเป็นปราการกั้นอยู่เบื้องหน้า ทว่ามู่เชียนยังคงถ่ายเทปราณในร่างลงไปในการโจมตีนั้น 


    “เปรี้ยง…  ​​​​!”    แรงกระแทกรุนแรงทำให้ร่างของมู่เชียนกระเด็นออกไปอีกครั้ง กระบี่ในมือวูบไหวอย่างไม่มั่นคง 


    “เกล็ดวายุ..!”. 


    ใบมีดวายุขนาดเล็กนับพันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจ้าวยุทธ์ผู้นั้น ก่อนจะพุ่งผ่านเกราะวายุออกมาโจมตีใส่เด็กสาว ทว่านางสามารถพลิ้วกายหลบไปได้อย่างยากลำบาก บางส่วนกระทบชุดเกราะเวทย์ทำให้พลังของชุดที่เปลี่ยนมาใหม่นี้หมดไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดการโจมตีชุดนี้ก็สิ้นสุดลง  บนร่างบางมีคราบโลหิตปรากฏหลายสิบจุด


    “ศรเพลิง…” เสียงหวานเอ่ยอย่างนิ่งเฉย  


    ธนูเวทย์ปราณอัคคีหลายร้อยปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่เชียน มือบางสะบัดส่งการโจมตีออกไป  ทว่าด้วยปราณธาตุที่ไม่มั่นคงนัก ธนูกว่าครึ่งร่วงลงกลางทางอย่างอ่อนแรง. ส่วนที่เหลือนั้นเกราะวายุของเมิ่งหลุน ก็สามารสะกัดไว้ได้ทั้งหมด


    “ฮ่าฮ่า…. สภาพนี้ยังกล้าสู้กับข้าอีกหรือ ?” เมิ่งหลุนหัวเราะเยาะออกมาเสียงดังลั่น 


    “ข้าจะแสดงศรเพลิงที่แท้จริงให้เจ้าเห็น !”  มือของเขาสะบัดออก ธนูเวทย์ปราณอัคคีนับพันก็พุ่งเข้าโจมตีมู่เชียนทันที


    “เกราะวายุ !” 


    ปราณวายุมหาศาลในร่างก่อตัวขึ้นเป็นปราการอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากเมิ่งหลุน ทว่าด้วยความไม่มั่นคงของปราการทำให้เมิ่งหลุนไม่นึกสะกิดใจกับความแปลกประหลาดเล็กน้อยนั่น  


    ศรบางส่วนสามารถทะลุผ่านเกราะวายุมาได้ มู่เชียนพยายามพลิ้วกายหลบอยู่ด้านใน ทว่าบาดแผลนับสิบก็ยังปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็ก ลำคอ และแขนขาของนาง แน่นอนว่าบาดแผลเล็กน้อยเท่านี้ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการต่อสู้ 


    หญิงสาวยังคงรวบรวมปราณธาตุวายุขึ้นสร้างเกราะเวทย์ต้านรับศรต่อไป  ในขณะที่ปราณโอสถและปราณอี้เจ๋อในร่างตรงเข้าเยียวยาแผลอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงห้าลมหายใจ บาดแผลพวกนั้นก็เหลือเพียงคราบเลือดเท่านั้น


    ขณะที่ศรเพลิงพุ่งเขาหานางอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น เจ้าของธนูปราณเหล่านั้นกลับยืนกอดอกมองมู่เชียนอย่างสบายใจ


    “ทนมาได้นานเพียงนี้…  ข้ายอมรับว่าเจ้ามีความสามารถไม่เลว…”


    มืออีกข้างของเขาสะบัดออก สร้างศรปราณวายุขึ้นอีกนับพันดอก คิดจะถล่มเกราะวายุของนางให้แตกกระจาย 


    “คิดจะเทียบชั้นกับจ้าวยุทธ์อย่างข้า… ยังห่างไกลนัก !” 


    ศรปราณวายุ และศรปราณอัคคีหลายพันดอก วิ่งตรงเข้าโจมตีเกราะวายุของนางพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังมหาศาลส่งผลให้ปราณรอบด้านปั่นป่วน เสียงการต่อสู้ดังสนั่น ทำให้เริ่มปรากฏเงาร่างของคนกลุ่มอื่นที่เข้ามาสังเกตุการณ์บ้างแล้ว


    เกราะวายุของมู่เชียนยิ่งใช้ออกกลับยิ่งสมบูรณ์ขึ้น ปราณธาตุในร่างค่อยๆถูกปรับแต่งให้เข้าที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วงของเจ้าของร่าง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีธนูใดสามารถทะลุผ่านมาได้  เมิ่งหลุนมองด้วยสายตาผิดคาดเล็กน้อย ทว่าครู่เดียวใบหน้าก็ปรากฏความเยือกเย็นตามเดิม



    “ปราณธาตุลมของเจ้าจะหมดลงเมื่อไร..ก็คือเวลาตายของเจ้า !”  


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน