ตอนที่ 48 อันตรายที่คืบคลานเข้ามา
สาเหตุที่ลาซิเฟียแข็งทื่อไปชั่วครู่เนื่องจากต้นไม้พฤกษาที่หักโค่นอยู่นับสิบสิบต้น เป็นไปไม่ได้ที่ต้นไม้ต้นนี้จะหักโค่นลง มันสามารถดูดซับพลังทางกายภาพได้อย่างหมดจด เป็นหนึ่งในสิบต้นไม้ที่แข็งแกร่งที่สุดนอกจากพลังเวทย์ที่สูงเกินหนึ่งล้านหน่วยแล้วก็ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายมันได้แต่ทว่าต้นไม้เบื้องหน้ากลับปรากฏรอยตัดขาดยาวเหยียดจนสุดปลายราวกับถูกของมีคมฉาบเชือน
ที่เธอเลือกพำนักอยู่ที่แห่งนี้ก็เพราะต้นไม้พฤกษายามรุ่งอรุณเหล่าต้นไม้จะเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางเองซึ่งทำให้ผู้คนหลงทางได้ง่ายดายและยามราตรีต้นไม้พฤกษาจะดูดกลืนอากาศธาตุที่มนุษย์และสัตว์ต้องใช้ในการหายใจไปเป็นจำนวนมาก ทำให้อากาศธาตุในบรรยากาศมันเบาบางลง ในขณะเดียวกันมันก็ปล่อยอนูกธาตุบางอย่างที่หากสูดดมเข้าไปมากๆ มันจะแปรเปลี่ยนให้โลหิตอยู่ในสภาพความเป็นกรด หัวใจเต้นถี่ระรัว และกดสมองจนทำให้หมดสติในที่สุด
ภาพเบื้องหน้าคือสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างแน่นอน!! ศาสตราวุธชนิดใดกันที่สามารถตัดผ่านต้นไม้พฤกษาได้ราวกับตัดเต้าหู้เช่นนี้ อาจเป็นพลานุภาพของศาสตราวุธชนชั้นราชันจักรพรรดิ ทว่า มันมีเพียงระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่ครอบครองเอาไว้และที่แห่งนี้คืออาณาเขตของพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้ามาอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกปรมาจารย์ พวกเขาไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น มันเป็นโอกาสเป็นไปได้ที่ต่ำมากๆ
ฝีมือของยอดฝีมือคนใดกัน...
ลาซิเฟียได้แต่ครุ่นคิดแม้ตอนนี้กำลังเดินเข้าหากาติรัสก็ตาม หญิงสาวล้วนครุ่นคิดเกี่ยวกับมันอย่างช่วยไม่ได้แม้กระทั่งเหมยลินยังปรากฏหยาดเหงื่อที่แตกพรากบนใบหน้า
ต้นไม้พฤกษาดูดซับพลังทางกายภาพทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ... แต่นี้มันอะไรกัน...
กาติรัสดูเหมือนจะทราบเหตุการณ์ทุกอย่างเป็นอย่างดี ทว่า ไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยถามเขาสักคนราวกับอยู่ต่อหน้าราชัน เป็นความรู้สึกที่ไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของเขาไม่กล้าล่วงเกินแม้เพียงวาจา!!
สำหรับเหมยหลินแล้วเธอย่อมได้ยินชื่อเสียงของเขามาบ้างและรู้มาอีกด้วยว่าเขาเป็นคนที่กล้าใส่อุปกรณ์เวทมนตร์แม้กระทั่งตอนนี้ เปรยมองสักกี่ครั้ง ค่าสเตตัสเบื้องหน้าของชายหนุ่มก็ยังคงความว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น ยิ่งมองดูต้นไม้พฤกษาที่ถูกโค่นล้มโดยใครมิอาจทราบ แต่ความเป็นไปได้เหลือเพียงข้อเดียว... เป็นฝีมือของชายหนุ่มตรงหน้า!!
เหมยหลินที่ครุ่นคิดจนสติหลุดลอยพลันสะดุ้งตกใจด้วยคำพูดของชายหนุ่ม "เจ้าจะรีรออะไร"
"อะ...เอ่อ"
เหมยหลินรู้สึกตัวอีกทีชายหญิงทั้งสองก็อยู่บนไวเวิร์นเสียแล้ว กลิ่นอายสุดอันตรายเมื่อครู่จางหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อนเสียอย่างนั้น
อะไรกัน!! กลิ่นอายมัน... หายไปแล้ว...
เหมยหลินคือศิษย์เอกของปรมาจารย์ยูไค ปรมาจารย์ผู้ปกครองจักรวรรดิเทพเงาสังหาร เธอได้รับการฝึกฝนเยี่ยงนักฆ่ามาตั้งแต่ยังเด็กพรสวรรค์และความทะเยอทะยานทำให้เธออยู่เหนือรุ่นเดียวกันทั้งหมดเป็นความต่างชั้นอย่างสุดกู่! ด้วยวิถีการฝึกที่เป็นนักฆ่าทำให้เธอมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมและปฏิกิริยาตอบโต้ที่ฉับไว มันส่งผลให้สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้อื่นได้ราวกับเครื่องตรวจจับ
เหมยหลินลูบไวเวิร์นเบาๆ เป็นสัญญาณให้บินขึ้นก่อนสัตว์อสูรจะค่อยค่อยกระพือปีกอย่างช้าๆ เสียงกระพืบปีกดังขึ้นเป็นจังหวะพลางกระแสลมที่ทวีความรุนแรงก่อนสัตว์อสูรจะโบยบินไปทางทิศที่ตั้งของแท่นประลอง
"ช่างกล้าดีนะ" กาติรัสกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงโอหังก่อนกล่าวต่อ "รับพวกข้าสองคนขึ้นมาด้วย ไม่กลัวจะถูกปล้นหรือไร? รับคนแปลกหน้าขึ้นมาหน้าตาเฉยเพียงเพราะหนึ่งเหรียญอหังการนะหรือ?"
เป็นการตำหนิเสียมากกว่าการสั่งสอง ถ้อยคำเหล่านั้นพลันทำให้เหมยหลินที่กำลังเพ่งสมาธิมองตรงไปเบื้องหน้าต้องชำเลืองมองดูเขาด้วยหางตา เป็นชายหนุ่มที่อวดดีสมกับบุคลิกที่เขาแสดงจริงๆ
"สงสัยเพราะข้าแข็งแกร่งจนไม่ได้สนใจเรื่องนั้นน่ะสิ ช่วงนี้ก็กำลังถังแตกอยู่ด้วย โอสถประสบการณ์ก็ต้องซื้อจะให้ข้าไปยืมอาจารย์อีกก็กระไรอยู่" เหมยหลินเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาก่อนกล่าวต่อ
"จะว่าก็ว่าเถอะ เจ้ากล้ากล่าวเช่นนั้นกับข้าจริงๆน่ะหรือ? ลาซิเฟียสินะ?" เหมยหลินกล่าวพลางชำเลืองมองลาซิเฟียด้วยหางตา แม้จะมองด้วยหางตาแต่สเตตัสก็ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มชัด
ชื่อ:ลาซิเฟีย คริธาเลีย(เพศหญิง) อายุ:15ปี เผ่าพันธ์:มนุษย์ อายุขัยโดยธรรมชาติ:80ปี เลเวล:1,023 พลังกาย:20,014 พลังเวทย์:20,008 อาชีพ:ราชันผู้พิชิต
ก่อนเหมยหลินจะเปรยมองไปทางกาติรัสด้วยหางตาเช่นกัน
ชื่อ:??? อายุ:??? เผ่าพันธ์:??? อายุขัยโดยธรรมชาติ:??? เลเวล:??? พลังกาย:??? พลังเวทย์:??? อาชีพ:???
ทันทีที่ได้เห็นสเตตัสที่ว่างเปล่าอีกครั้งเธอก็เอ่ยกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยเพลีย "เฮ้อ...เจ้าก็ยังใส่อุปกรณ์เวทมนตร์เช่นเดิมสิท่า กลัวเสียเปรียบให้ทางศัตรูหรือไร? ของแบบนั้นช่วยปกปิดพวกนอกดินแดนไม่ได้หรอกนะ มันช่วยปกปิดแค่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้นแหละ ข้ากล่าวไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจสินะ"
"เจ้าเป็นคนที่พูดเยอะกว่าที่ข้าเห็นนะนี่" กาติรัสเอ่ยกล่าวอย่างอดไม่ได้ บุคลิกของเธอช่างสุขุมและเยือกเย็นผิดแปลกจากตอนนี้ยิ่งนัก เป็นหญิงสาวที่พล่ามเสียยาวเหยียดแม้มันจะไม่จำเป็นต้องพูดก็ตาม
"ฮึ่ม!! ปกติข้าไม่พูดมากเช่นนี้หรอก" เหมยหลินปัดคำ เธอรู้ตัวเป็นอย่างดีว่าพูดมากไปจริงๆ อาจเป็นเพราะชายหญิงทั้งสองทำให้เธอเกิดอาการลนลาน หล่อเหลาและสวยงามจนเกินไป!! ขนาดเธอที่ไม่เคยสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกมาก่อนยังทำให้รู้สึกลนลานได้ขนาดนี้
การสนทนาเงียบงันไปครู่ใหญ่ หญิงสาวเบื้องหน้าอาจนับเป็นมังกรในหมู่มังกร ค่าสเตตัสที่ปรากฏออกมาให้ลาซิเฟียและกาติรัสเห็นยังอดที่จะชื่นชมความพยายามเหล่านั้นไม่ได้ เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาแท้ๆ
ชื่อ:หลิวต้า เหมยหลิน อายุ:15ปี เผ่าพันธ์:มนุษย์ อายุขัยโดยธรรมชาติ:80ปี เลเวล:3,204 พลังกาย:400,345 พลังเวทย์:385,975 อาชีพ:แอสซาซิน
"อีกนานเพียงใดเราถึงจะถึงลานประลองของมหาแผ่นดิน" กาติรัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
เหมยหลินกลับตอบกลับในทันควัน "คงราวสิบนาทีเป็นช่วงเวลาที่ทันเปิดพิธีการประลองอย่างพอดิบพอดี"
"เจ้าเป็นคนของสี่แดนเทพมนุษย์งั้นหรือ" ลาซิเฟียเอ่ยถามด้วยความสงสัยเช่นกัน เธอเห็นเจ้าเมืองต้อนรับคนเหล่านี้อย่างดิบดี เธอเพียงต้องการยืนยันว่าหญิงสาวเบื้องหน้าเป็นคนของสี่แดนเทพมนุษย์จริงๆ
"ข้ามีนามว่าเหมยหลิน ศิษย์เอกของปรมาจารย์ยูไค ผู้ปกครองแห่งจักรวรรดิเทพเงาสังหาร ผู้เป็นปรมาจารย์ของสภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์" เหมยหลินกล่าวแนะนำตัวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิอย่างที่สุด
ทั้งที่เหมยหลินไม่ใช่คนที่ยกตนข่มท่านอาจเป็นเพราะว่าเธอรู้สึกต่ำต้อยเมื่อได้อยู่กับชายหญิงทั้งสอง ทั้งที่เธอมั่นใจว่าแข็งแกร่งกว่าพวกเขาทั้งคู่อย่างแน่แท้แต่ไม่อาจทราบสาเหตุได้ว่าเป็นเพราะสิ่งใด... ที่ทำให้เธอรู้สึกต่ำต้อยจนไม่อาจเทียบกับพวกเขาได้เลย
--------------------
ณ มหาแผ่นดิน ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์ ณ ลานประลองของมหาแผ่นดิน
ปรากฏเป็นที่นั่งยกสูงราวร้อยขั้นบันไดล้อมรอบลานประลองสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่โตมากพอจะจุคนนับพันให้ยืนได้อย่างสบายๆ สำหรับที่นั่งคนดูล้วนสามารถจุผู้คนได้นับหมื่นชีวิต เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งของเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทุกดินแดนที่จะได้พิสูจน์ตัวเองถึงความแข็งแกร่งที่มี ท่ามกลางเหล่าที่นั่งนับหมื่นกลับมีสิ่งพิเศษที่เพียงเปรยมองยังบอกได้เลยว่าเป็นที่นั่งพิเศษ ปรากฏเป็นห้องโถงที่ยกสูงเหนือเหล่าผู้ชมไปอีกราวร้อยขั้นบันได เก้าอี้สีทองคำราวกับบัลลังก์ราชาตั้งตระหง่านมากถึงเก้าตัว เป็นที่นั่งของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แต่แท้จริงแล้วมันเคยเป็นที่นั่งของเหล่าผู้อาวุโสจากตระกูลหลัว ทว่า ยามนี้มันคือที่นั่งของปรมาจารย์และเหล่าศิษย์เอกจากสี่แดนเทพมนุษย์!!
เพลานี้ยังมิได้ถึงเวลาแก่การประลองหากแต่สำหรับผู้ชมแล้วย่อมนับเป็นอีกเรื่อง บานประตูเปิดออกพลางผู้คนในเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่พรั่งพรูเข้ามาราวกับน้ำป่าทะลัก ใบหน้าของพวกเขาต่างประดับไปด้วยความตื่นเต้น บ้างมาเพื่อชมดูการประลองของลูกตน บ้างเข้ามาเพื่อความบันเทิงด้านการต่อสู้ พวกเขาต่างมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันเพื่อสนองตนเอง ทว่า สิ่งเดียวที่เหมือนกันเลยก็คือ พวกเขาเข้ามาเพื่อชมการประลอง!!
เพียงห้านาทีที่นั่งคนดูนับหมื่นก็ถูกเติมเต็มไปด้วยเหล่าผู้ชมและผู้ชมส่วนใหญ่ล้วนเป็นเหล่าบรรดาศิษย์ของพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น บรรยากาศครึกครื้นราวกับงานเลี้ยงฉลองพลางต่างคนต่างพูดประหนึ่งนกกระจอกแตกรัง
"ท่านชื่นชมผู้ใดหรือ?"
"ข้าย่อมมาให้กำลังใจศิษย์จากพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ข้ามาเพื่อให้กำลังใจศิษย์พี่พู่พัว"
"ศิษย์พี่พู่พัว... เจ้าไม่รู้รึว่าเขาเพิ่งตกตายไป?"
"เขาตายแล้วรึ!!!"
"ศพเหล่านั้นน่าสยดสยองเป็นอันมาก ถ้าข้าจำไม่ผิดศพมันมีมากถึงเก้าศพสิบศพและศพเหล่านั้นต่างเป็นศิษย์จากพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น ทว่า ผู้อาวุโสทำการเผาศพเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว พวกมันถูกพิษที่ทรงพลานุภาพอย่างน่าเหลื่อเชื่อหากผู้อาวุโสเผาพวกมันช้ากว่านี้เห็นทีแดนป่าแห่งพฤกษาคงถูกพิษร้ายกลืนกินจนหมดไปแล้ว"
"เรื่องจริงงั้นรึ!! มันมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง ข้ายังเห็นศิษย์พี่พู่พัวอยู่เลย"
"ก็เขาเพิ่งตกตายได้เมื่อวาน"
สิ่งที่น่าจับตาที่สุดน่าจะเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการตายปริศนาของศพนับสิบชีวิต มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาในทุกทุกตารางนิ้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครหรือมาจากที่ไหนยามได้ยินเรื่องการตายของศพทั้งสิบต่างรู้สึกขนหัวลุกกันทั้งนั้น เป็นการตายที่กระทั่งผู้อาวุโสภายในจากพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ยังไม่อาจทราบสาเหตุได้เพราะในตอนที่พบศพพวกมันต่างอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยเนื่องจากถูกพิษที่ทรงพลังมากๆ กัดกร่อนจนไม่เหลือสภาพจนกระทั่งได้รับรายงานมาว่ามีตระกูลของศิษย์ที่เรียนอยู่มาเรียกร้องถึงดวงชีวาของคนในตระกูลที่แตกสลาย ทำให้ได้แต่ตั้งข้อสังเกตว่าศพสิบศพที่ตายไปคือคนของตระกูลที่เข้ามาเรียกร้อง
เพียงข้ามวันข่าวการตายของศพปริศนากลับแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วประดุจโรคระบาด มันกลายเป็นหัวข้อการสนทนาไปโดยปริยาย
ผู้คนต่างเติมเต็มที่นั่งจนไม่เหลือช่องว่างในขณะที่เก้าอี้ทองคำยังคงว่างมากถึงเก้าตัวเช่นเดิม ปรากฏเป็นห้องโถงแห่งหนึ่งซึ่งมันถูกยกสูงจากเหล่าที่นั่งผู้ชมราวร้อยขั้นบันไดปรากฏเป็นชายชราสองคนด้วยกัน พวกเขาคือเจ้าเมืองและผู้อาวุโสภายในของพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์
"เจ้าว่ากระไรนะ!!" เจ้าเมืองกู่ตะโกนด้วยความตื่นตะลึงงัน เรื่องราวที่เขาได้ฟังเมื่อครู่ราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย
ผู้อาวุโสภายในกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว "เป็นเรื่องจริงขอรับ... ข้ามิแปลกใจที่ข่าวเหล่านั้นจะพร่างพรายออกไปแต่เรื่องนี้ข้ากล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยว่ายังไม่มีผู้ใดล่วงรู้"
เจ้าเมืองกุมขมับด้วยความเคร่งเครียดราวกับหัวจะระเบิดก่อนจะเอ่ยขึ้นเพื่อเป็นการยืนยัน "เจ้าช่วยเล่าอีกทีซิ ข้าต้องทำให้แน่ใจว่าหูของข้ามิได้ผิดเพี้ยนหรือเจ้ามิได้เป็นบ้า"
สีหน้าของผู้อาวุโสภายในแปรเปลี่ยนเป็นซีดเซียว เขาเล่าให้เจ้าเมืองฟังสามรอบและดูเหมือนว่าเจ้าเมืองยังไม่มีท่าทีว่าจะเชื่อเลยสักนิดเดียวก่อนเขาจะตัดสินใจก่อนจะเอ่ยเล่าอีกครั้งราวกับจะเป็นการเล่าครั้งสุดท้าย
"ตอนข้าพบศพพวกมันครั้งแรก... โลหิตอาบชโลมทั่วบริเวณและพวกมันไม่ได้นอนตาย!! พวกมันยืนขึ้นมาราวกับมีชีวิตแต่ทว่าใบหน้าของพวกมันต่างเละเทะและเน่าเฟะจนดูไม่ได้ ผิวหนังก็แห้งเหี่ยวราวกับขาดน้ำและเหมือนถูกบางอย่างกัดกิน กลิ่นเหล่านั้นมันดูเหมือนพิษแต่เพียงข้าได้สูดดมเข้าไปข้าก็อยู่ในสถานการณ์เกือบตาย!! ด้วยแรงที่เหลือเพียงนิดเดียวข้ารีบคว้าโอสถโฆรวิสซึ่งเป็นโอสถระดับสิบขึ้นมาดื่มมัน มันแก้พิษได้ผล
เจ้าพวกอสูรกายนั้นมันมุ่งตรงมาทางข้าเพื่อจะฆ่าข้า!! จิตสังหารและแรงอาฆาตมันเปี่ยมล้นจนสามารถสัมผัสได้ ข้ารีบร่ายมหาเวทย์เพลิงล้างบางเพื่อกวาดล้างพวกมันทั้งหมด ข้าสติแตกและรีบเอาไปเล่าให้เหล่าผู้อาวุโสภายในด้วยกันฟังแต่ข้าเล่าเพียงเรื่องเกี่ยวกับพิษ มิได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ศพเหล่านั้นหวนชีวิตขึ้นมาจนข้ารีบเบิ่งมาหาท่านนี้ไงขอรับ!!" ผู้อาวุโสภายในอธิบาย
"เจ้าเพิ่งจะดื่มโอสถโฆรวิสที่สกัดมาจากดาบโฆรวิสของท่านเฮนโรวไปด้วยงั้นรึ!! นี้มันเรื่องน่าขบขันสิ้นดี หากพร่างพรายออกไปคนคงหัวร่อกันไปทั่วแน่นอน"
"ท่านเจ้าเมือง!!" ผู้อาวุโสภายในกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโหโกรธาเขาไม่รู้จะกล่าวยังไงอีกแล้วก่อนจะนึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ "หากท่านไม่เชื่อก็จงดูอิทธิฤทธิ์พิษของมัน!!"
ทันทีที่ชายเสื้อลากลงกลิ่นของพิษกลับเข้าครอบคลุมบริเวณโดยรอบอย่างฉับพลันก่อนจะปรากฏแขนของผู้อาวุโสภายในที่ปรากฏอักขระสีม่วงเข้มปริศนาราวกับอักขระโบราณ กลิ่นอายที่มันส่งออกมาเป็นของชนชั้นสูงส่งเป็นแน่แท้และดูเหมือนเจ้าเมืองจะคุ้นเคยกับมันอย่างที่สุด
ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกับภูติผีในตำนานหยดเหงื่อพร่างพรายบนใบหน้าจนอาบท่วมพลางเอ่ยกล่าวอย่างตะกุกตะกัก "นะ...นี่ นี่มัน!! พิษของจ้าวโฆรวิส!! พิษชนชั้นจักรพรรดิ!!!"
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:5,475 พลังกาย:203,446 พลังเวทย์:813,866 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ