ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_67_แนะนำกลุ่มลงทุนเซียนเฟิงกรุ๊ป

    หลังจากหลิวซิงหยู่ได้รับเอกสารรายละเอียดการเจรจาที่เซี่ยเจิ้งเต๋อส่งมา เขาก็อ่านมันโดยละเอียด จากนั้นเขาก็ตบโต๊ะแล้วยืนขึ้นมองไปทางเทศมณฑลจิงหลินพร้อมกัดฟันแน่น “เสวี่ยเหวินหลง เห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว ข้อตกลงที่อัปยศประนีประนอมยอมให้อีกฝ่ายขนาดนี้ เห็นชัดว่าเขาคิดถึงแค่ผลงานเท่านั้น ไม่ได้นึกถึงคำเตือนของฉันเลย ที่สำคัญยังไม่คิดถึงประชาชนกวนซานแม้แต่น้อย ในเมื่อจะเอาแบบนี้ก็อย่ามาโทษว่าฉันใจร้าย แล้วก็อย่าหวังว่าจะได้ผลงาน ฉันจะขัดขวางและตอกหน้าแก”


    หลังจากพูดจบหลิวชิงหยู่ก็โทรหา หงซานจิน และวานให้เขาจองตั๋วสองใบจากชางชานไปหยานจิง ซึ่งเป็นเที่ยวบินของวันนี้ จากนั้นเขาก็โทรหาหัวหน้าพรรคเซี่ยเจิ้งเต๋อแล้วพูดว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ยคุณว่างไหม วันนี้ ผมจะพาเดินทางไปหยานจิง เพื่อพบนักลงทุนอีกคนที่สนใจจุดชมวิวในกวนซานเรา”


    เซี่ยเจิ้งเต๋อผงะเมื่อเขาได้ยิน เขาตระหนักได้ทันทีว่าหลิวชิงหยู่คงเริ่มเคลื่อนไหวแล้วอย่างแน่นอน และเขาก็หวังว่าหลิวชิงหยู่จะหาทางแก้ไขสถานการณ์ร่วมกับเขาเพื่อไม่ให้เกิดการแถลงข่าวหรือประกาศผลการเจรจาของเสวี่ยเหวินหลง การเคลื่อนไหวของเสวี่ยเหวินหลงมันไร้ยางอายมาก เสวี่ยเหวินหลงคิดจะใช้แผนยัดเยียดประกาศต่อสาธารณชนเพื่อบีบให้เขายอมรับข้อตกลงนี้ อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้ว่าหลิวชิงหยู่ได้แอบวางแผนอย่างลับๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าหลิวชิงหยู่จะเคลื่อนไหวอย่างไร นอกจากนี้เขาก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหลิวชิงหยู่มีนักลงทุนรายอื่นที่ติดต่อไว้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากที่สุด


    เดิม เซี่ยเจิ้งเต๋อ ถือเป็นคนเมือง เมื่อได้ยินว่าหลิวชิงหยู่จะพาเขาไปหยานจิงมันเป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าคำพูดของหลิวชิงหยู่เป็นความจริง ตอนนี้หลิวชิงหยู่เหมือนเป็นผู้นำโดยมีเขาเป็นอาวุธคู่กาย และการที่หลิวชิงหยู่ทำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการแบ่งผลงานความสำเร็จทางการเมืองให้กับเขาอีกครั้ง นี่แหละผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยอดเยี่ยมสำหรับเขา การมีผู้ใต้บังคับบัญชาแบบนี้ ทำให้เขาไม่ต้องกังวลอะไรมาก “ตกลง เราจะไปกันเมื่อไหร่”


    หลิวชิงหยู่พูดออกไปตามตรงว่า “เราจะขับรถไปรับคุณเวลาประมาณบ่ายสอง จากนั้นก็จะมุ่งหน้าไปสนามบิน สี่โมงเย็นเที่ยวบินไปเมืองเยี่ยนจินจะออก และเราอาจต้องบินกลับในคืนนั้นเลย เพื่อประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นวันนี้อาจต้องเหนื่อยหน่อยครับ”


    เซี่ยเจิ้งเต๋อยิ้มแล้วกล่าวตอบไปว่า “ไม่มีปัญหา เพื่อประชาชน ถึงจะเหนื่อยก็ไม่เป็นไร เป็นข้าราชการทั้งทีต้องมีจิตใจปรารถนาจะทำเพื่อประชาชน”


    ช่วงบ่าย หลิวชิงหยู่กับเซี่ยเจิ้งเต๋อก็มุ่งหน้าตรงไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางไปยังหยานจิง


    เมื่อเวลาดำเนินมาถึง 6 โมงเย็น เนื่องจากปัจจุบันตรงกับเดือนตุลาคมมันทำให้ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ


    บนเครื่องบิน แม้ว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อจะหลับเพื่อพักสายตา แต่เขาก็ยังคงคิดในใจ ว่าหลิวชิงหยู่จะไปติดต่อกับนักลงทุนแบบไหน อีกฝ่ายเสนอเงื่อนไขอะไรในการร่วมมือของเทศมณฑลจิงหลิน หลิวชิงหยู่รู้จักกับนักลงทุนคนนี้ได้อย่างไร


    อย่างไรก็ตามเมื่อเซี่ยเจิ้งเต๋อและหลิวซิงหยู่ลงจากเครื่องบิน พวกเขาก็เดินไปยังที่จอดรถเที่ยวบินขาเข้า พวกเขาก็ได้พบชายวัยกลางคนร่างสูงผอมยืนโบกมือให้หลิวชิงหยู่ ใจของเซี่ยเจิ้งเต๋อสั่นไหวทันทีเพราะเขาเห็นรถคาดิลแลคที่จอดอยู่ด้านหลังชายคนนั้น หนำซ้ำรถคันนี้ยังเป็นรุ่นลิมิเต็ดที่มีจำนวนจำกัด


    หลิวชิงหยู่เดินเข้าไปทักทายแล้วกอดชายวัยกลางคนนั้น ชายวัยกลางคนพูดขึ้นว่า “บอส คุณกลับมาแล้วหรอ คุณให้ผมไปเรียกพี่น้องเรามาเจอคุณไหม”


    หลิวชิงหยู่โบกมือแล้วพูดขึ้นว่า “เหล่าเทียน ตอนนี้ผมยุ่งเกินไป ผมมาที่นี่กับหัวหน้าพรรคประจำเทศมณฑลจิงหลินเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการพัฒนาพื้นที่ชมวิวของภูเขาชุ่ยผิง ดังนั้นเราจึงอยู่ได้ไม่นาน หลังจากคุยเสร็จเราอาจจะต้องกลับไปที่จิงหลินในทันที”


    หลิวชิงหยู่พูดจบก็หันไปมองเซี่ยเจิ้งเต๋อแล้วพูดว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ย คนคนนี้ชื่อ เถียนเซียนเฟิง ประธานของกลุ่มลงทุนเซียนเฟิงกรุ๊ปแห่งหยานจิง เขาเป็นเพื่อนที่มีอายุมากกว่าของผม เขาชอบเรียกผมว่าบอส ผมก็เรียกเขากลับว่าเหล่าเถียน เป็นชื่อเล่นของพวกเราเพราะเราสนิทกันมาก บริษัทของเขาเน้นกลยุทธ์ด้านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก และมีส่วนร่วมในการลงทุนด้านสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ประเด็นสำคัญคือผมไม่ได้คิดถึงพวกเขาเลยตอนที่กำลังเที่ยวชมภูเขาชุ่ยผิง แต่เหมือนว่าผู้ที่รับผิดชอบแผนกลงทุนของพวกเขามาเห็นที่ผมโพสต์และติดต่อเข้ามา ซึ่งตอนนั้นผมก็กังวลอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้นับเป็นเรื่องบังเอิญอย่างมาก


    หลังจากแนะนำสั้นๆ หลิวชิงหยู่ก็มองไปยัง เถียนเซียนเฟิง แล้วพูดว่า “เหล่าเถียนนี่เป็นผู้บังคับบัญชาของผม เซี่ยเจิ้งเต๋อ หัวหน้าพรรคประจำเทศมณฑลจิงหลิน”


    แม้จะรู้ว่า เถียนเซียนเฟิงกับหลิวชิงหยู่สนิทกัน แต่การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อมาหานักลงทุน ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปแล้วพูดว่า “สวัสดีคุณเถียน ผมเซี่ยเจิ้งเต๋อ”


    เถียนเซียนเฟิงจับมือกับเซี่ยเจิ้งเต๋ออย่างกระตือรือร้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ยไม่ต้องสุภาพหรอกขึ้นรถกันเถอะ แล้วค่อยคุยกัน”


    หลังจากทักทายเสร็จก็ขึ้นรถคาดิลแลคไป


    หลังจากขึ้นรถมา เถียนเซียนเฟิงก็มองไปยังเซี่ยเจิ้งเต๋อแล้วพูดว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ย เราควรไปทานอาหารเย็นหรือเจรจาพูดคุยเรื่องการลงทุนก่อน”


    เซี่ยเจิ้งเต๋อไม่ทันจะได้อ้าปาก เถียนเซียนเฟิงก็ถามออกมาด้วยความสุภาพ เขาจึงยิ้มไปหาหลิวชิงหยู่แล้วถามว่า “ชิงหยู่ คุณคิดเห็นยังไง”


    หลิวชิงหยู่ยิ้มขึ้นแล้วพูดว่า “เหล่าเถียนไปบริษัทคุณเลยเถอะ แล้วค่อยหาร้านอาหารใต้บริษัทกินก็ได้ เพราะพวกเราต้องบินกลับไปคืนนี้”


    ด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง เถียนเซียนเฟิงและหลิวชิงหยู่ การเจรจาโครงการชุ่ยผิงเป็นไปอย่างราบรื่น ขั้นตอนการเจรจาเป็นการร่วมมือแบบ win-win ได้ประโยชน์สองฝ่าย ทั้งฝ่ายลงทุนและประชาชน โดยบรรลุข้อตกลงมากมายร่วมกัน ทางฝ่ายบริษัทจะลงใช้เงินลงทุนจำนวน 500 ล้านหยวนซึ่งจะได้หุ้นในโครงการไปครอง 51% จิงหลินและกวนซานได้ไป 41% ส่วนอีก 8% เป็นหุ้นประเภทต่างๆ เช่นที่ดินกับโครงการน้ำพุร้อน ซึ่งบริหารจัดการโดยกลุ่มลงทุนเซียนเฟิงกรุ๊ปที่ลงทุนจ้างทีมงานมืออาชีพมาดำเนินการโดยเฉพาะ ทางจิงหลินและกวนซานสามารถส่งบุคลากรไปดูแลและคอยประสานงานได้ตลอดเวลา


    ส่วนผู้คนที่อยู่รอบๆ จุดชมวิวนั้นไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่ใหม่ ในทางกลับกันพวกเขาสามารถเลือกเข้ามาเป็นพนักงานและทำงานบริการตามจุดชมวิวได้ ตามความประสงค์ของครอบครัวพวกเขาเอง หรือจะเลือกเข้าร่วมโครงการโดยปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นบ้านไร่ตั้งแต่บริเวณถนนเลยก็ได้ ส่วนเรื่องคมนาคมนั้น ทางกลุ่มลงทุนเซียนเฟิงกรุ๊ป ได้เสนอแผน 2 แบบ แผนแรกคือการช่วยเรื่องงบประมาณซ่อมแซมถนนร่วมกับเทศมณฑลจิงหลิน หลังจากซ่อมเสร็จทางบริษัทจะช่วยออกเงินค่าซ่อมบำรุงรักษา ปีละ 5 ล้าน แผนสองคือทางบริษัทและเทศมณฑลช่วยกันสร้างถนนขึ้นมาใหม่ และเรียกเก็บค่าผ่านทางเพื่อดึงค่าใช้จ่ายกลับคืนอีกทั้งยังเป็นการหางบมาใช้ซ่อมบำรุง ส่วนนโยบายภาษี ช่วงแรกเนื่องจากเป็นการจ่ายเพื่อดำเนินโครงการเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการจะสร้างรายได้ในทันทีคงเป็นไปไม่ได้ ทางบริษัทจะได้รับการยกเว้นภาษีและสิทธิ์ในการลดหย่อนต่างๆ ที่เกิดจากการลงทุนในช่วงสามปีแรก หลังจากที่ครบ 3 ปีจะมีการเก็บภาษีในอัตรา 10% ของรายได้ เมื่อครบกำหนด 8 ปี ก็จะจ่ายภาษีตามปกติ


    เกี่ยวกับเงื่อนไขความร่วมมือที่เสนอโดยเถียนเซียนเฟิง เซี่ยเจิ้งเต๋อรู้ดีว่าเงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้ บริษัทมีอำนาจเหนือกว่ากวนซานและจิงหลิน แต่เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่ตัดสินใจแล้ว เขาจึงตกลง แต่เขาไม่ได้ตัดสินใจเรื่องถนน เพียงแต่บอกว่าจะกลับไปขอคำปรึกษา อย่างไรก็ตามวิธีซ่อมถนนนี้ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมอะไร ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมมือกัน จากนั้นหลิวชิงหยู่ก็บินกลับไปพร้อมเซี่ยเจิ้งเต๋อ โดยเชิญเถียนเซียนเฟิงไปด้วย เวลา 9.30 น. ที่เทศมณฑลจิงหลินจะมีการแถลงข่าวการร่วมมือระหว่างสองฝ่าย สำหรับเรื่องผู้สื่อข่าวไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ เพียงแค่เซี่ยเจิ้งเต๋อติดต่อก็จะมีนักข่าวมากมายแห่มา


    ขณะที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน แม้ว่าดวงตาของเขาจะปิดอยู่ แต่ใบหน้าของเซี่ยเจิ้งเต๋อกลับปรากฏรอยยิ้ม


    จนถึงตอนนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อเริ่มเข้าใจความคิดหลิวชิงหยู่แล้ว หลิวชิงหยู่ต้องการแนะนำเถียนเซียนเฟิง กลุ่มลงทุนเซียนเฟิงกรุ๊ป ในภายหลัง ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากหยู่เทียนกรุ๊ปแห่งเกาหลีใต้ และเพื่อที่จะได้เตรียมการจัดงานแถลงข่าวก่อน เสวี่ยเหวินหลง จะเริ่มลงมือ ครึ่งชั่วโมง


    หลังจากรู้ความคิดของหลิวชิงหยู่ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็ปล่อยวางความกังวลได้สักที นับว่าการเดินทางทั้งวันคุ้มค่ากับความเหนื่อยล้า ในที่สุดสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ


    ในตอนนี้ ภายในบ้านของผู้ว่าการเสวี่ย


    เวลาประมาณ 5 ทุ่มจู่ๆ เสวี่ยเหวินหลงก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นนักข่าว “คุณเสวี่ย ตอนนี้จิงหลินมีนักลงทุนสองเจ้า หรือว่าพวกเขาจะร่วมมือกันทำโครงการภูเขาชุ่ยผิง?”


    เสวี่ยเหวินหลงผงะไปในทันที “เอาข่าวมาจากไหน มันจะไปมีนักลงทุนสองเจ้าได้ยังไง เราเจรจากับหยู่เทียนกรุ๊ปเจ้าเดียวนะ”


    นักข่าว พูดต่อไปว่า “ตอนนี้ผู้สื่อข่าวหลายคนของสำนักข่าวเราได้ข้อมูลมา พวกเขาบอกว่าในเก้าโมงเช้าของวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงข่าวในเทศมณฑลจิงหลิน หัวเรื่องคือ บริษัทที่มีชื่อว่า กลุ่มนักลงทุนเซียนเฟิงกรุ๊ป จะลงนามในข้อตกลงเพื่อพัฒนาภูเขาชุ่ยผิง”


    เมื่อได้ยินประโยคนี้ เสวี่ยเหวินหลงก็ตกตะลึงหน้ามืดในทันที

    คล้ายกับเรื่องตงฉินยึดอำนาจ ที่คุณอ่าน