Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 132 สวี่ชิงหง

            โรงพยาบาลประชาชน เขตตงเฉิง 


            ภายในห้องพักเดี่ยว ไป๋เจี๋ยที่นอนพักอยู่บนเตียงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา 

            “ที่นี่… คือที่ไหน?”

            เพดานสีขาวสะอาดตาปรากฏแก่สายตาของเธอ ไป๋เจี๋ยกวาดสายตามองไปโดยรอบเหมือนกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบลงจากเตียง 

            เธอจำได้ว่าระหว่างทางกลับบ้านวันนี้ อยู่ๆก็มีรถจากัวร์คันหนึ่งมาจอดขวางทางเธอเอาไว้ จากนั้นคนขับรถก็ลงมาเหมือนว่าเขาเพิ่งจะมาถึงตงเฉิง จึงอยากจะเข้ามาถามทาง 

            ในตอนที่เธอกำลังจะตอบคำถามเขา เธอก็เห็นว่ามีอีกคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังพร้อมใช้อะไรบางอย่างที่เหมือนกับผ้าขนหนูมาอุดปากของเธอจากด้านหลัง

            ในตอนนั้นเธอก็รู้สึกเวียนหัวและหมดสติไปเธอรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าตนเองถูกอุ้มเข้ามาในรถจากัวร์คันนั้น

            ต่อมา เธอก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งและพบว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังสัมผัสร่างกายของเธออยู่ในตอนนั้นเสื้อผ้าของเธอถูกฉีกขาดไปหมดแล้ว จนไม่มีอะไรปกปิดอยู่เลย 

            “หรือว่า… ” หัวใจของไป๋เจี๋ยสั่นสะท้าน พร้อมกับกวาดสายตาสำรวจตัวเองแต่กลับพบว่าเสื้อผ้าของเธอนั้นถูกสวมใส่อยู่อย่างเรียบร้อย แต่ด้านล่างกลับมีความรู้สึกเจ็บปวด

            ตอนนั้นร่างกายของเธอแข็งทื่อเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย ภายในสมองขาวโพลน

            ความโศกเศร้าทิ่มแทงหัวใจเหมือนกับมีดปลายแหลม

            หยดน้ำตาค่อยๆ ไหลรินจากดวงตา

            เธอเอาสองมือปิดหน้า เอนตัวพิงพนักหัวเตียง ไหล่ของเธอสั่นระริกแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้น 

            น้ำตาของเธอเหมือนกับลูกปัดหล่นร่วงมาจากหางตาเธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจเป็นที่สุด 

            ร่างกายของเธอถูกคนอื่นย่ำยีแล้ว…

            ในตอนนั้นไป๋เจี๋ยรู้สึกว่าร่างกายไร้เรี่ยวแรงสายตาเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่าง คลื่นความโศกเศร้าแล่นผ่านหัวใจ

            เธอคิดว่าหลายปีที่ผ่านมานี้เธอเข้มแข็งมากพอแล้วจนไม่มีเรื่องอะไรสามารถทำร้ายเธอได้ 

            แต่หลังจากที่รู้ว่าร่างกายของเธอนั้นแปดเปื้อนมีมลทินเธอก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับคนจมน้ำ แค่จะหายใจยังยากลำบาก 

            เธอซุกหน้ากับหัวเข่าน้ำตาอุ่นร้อนไหลรินออกมาทำให้เสื้อผ้าของเธอนั้นเปียกชุ่ม 

            “แกรก!”

            ตอนนั้นประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกเปิดออก สามีภรรยาคู่หนึ่งเดินเข้ามา 

            “เสี่ยวเจี๋ย ลูกเป็นอะไรไป?” เมื่อเห็นไป๋เจี๋ยร้องไห้สะอึกสะอื้นทั้งสองคนก็รีบสาวเท้าเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

            “พ่อคะแม่คะ หนูไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ฮือๆ ๆ … ”

            ไป๋เจี๋ยโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ น้ำตาไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง 

            ในตอนนี้เธอรู้สึกแตกสลายอย่างสิ้นเชิง สูญเสียความวาดหวังในการใช้ชีวิตแววตาไร้ชีวิตชีวา 

            เมื่อเห็นว่าลูกสาวของตัวเองเป็นเช่นนี้ สามีภรรยาคู่นั้นก็รู้สึกปวดใจแล้วกอดไหล่เธอก่อนน้ำตาจะไหลรินออกมา “เจ้าเด็กโง่มีอะไรคิดไม่ตกกัน วางใจเถอะ คนที่ลักพาตัวลูกนั้นถูกจับไปทั้งหมดแล้ว”

            “จะ… จริงหรือคะ?” ไป๋เจี๋ยมองพ่อแม่อย่างไม่อยากจะเชื่อน้ำตาไหลนองหน้า

            “เป็นเรื่องจริง ตำรวจยังส่งรูปภาพพวกเขามาให้ด้วย” ทั้งคู่พยักหน้า แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา พร้อมเปิดภาพให้ไป๋เจี๋ยดู

            “ลูกดูสิว่าใช่พวกเขาหรือเปล่า?”

            ไป๋เจี๋ยหันไปมอง น้ำตาแห่งความไม่พอใจก็ไหลรินออกมาอีกครั้ง 

            “เป็น… เป็นพวกเขา… ”

            สามีภรรยาพูดปลอบใจ “เจ้าเด็กโง่มีคนเห็นว่าลูกถูกลักพาตัว ดังนั้นจึงแจ้งตำรวจมาจับพวกเขา ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะลูกไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

            “ไม่ถูกต้อง ในรูปภาพนั้นยังขาดไปอีกคนหนึ่ง!” ไป๋เจี๋ยน้ำตาคลอจากนั้นก็ดูรูปอีกครั้งแล้วพูดยืนยัน 

            “เสี่ยวเจี๋ย ทางตำรวจบอกว่ามีแค่สามคน ลูกไม่ได้จำผิดไปใช่ไหม?”

            “ไม่ผิด ไม่มีทางผิดแน่นอน หนู… ร่างกายของหนูถูกเขาย่ำยีไปแล้ว!” เมื่อไป๋เจี๋ยนึกถึงตอนที่เธอสะลึมสะลือขึ้นมาแล้วโดนกรงเล็บของผู้ชายคนนั้นย่ำยีเธอ น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก 

            เธอเคยขอพรเอาไว้ว่าครั้งแรกของเธอนั้นเธอจะมอบให้กับสามีที่รักที่สุดของเธอตอนนี้หัวใจของเธอได้แหลกสลายไปหมดแล้ว

            ตอนที่สามีภรรยาคู่นี้มาถึงโรงพยาบาลพวกเขาก็รู้แล้วว่าลูกสาวของพวกเขานั้นไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เดิมทีพวกเขาคิดว่าไอ้สารเลวที่แย่งชิงพรหมจรรย์ของเธอนั้นถูกจับได้ทั้งหมดแล้วแต่เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที

            “คิดไม่ถึงว่ายังจะมีคนร้ายที่ยังไม่ได้ถูกจับ ให้ตายเถอะตำรวจพวกนี้ปล่อยคนร้ายหนีไปได้หนึ่งคน!”

            ไป๋เจี๋ยได้ยินดังนั้น ก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม 

            ดูเหมือนว่าพ่อแม่และพวกตำรวจจะไม่รู้เลยว่าพวกคนร้ายมีกันทั้งหมดสี่คน 

            “เสี่ยวเจี๋ย ไม่ต้องร้องไห้นะ อีกเดี๋ยวพ่อกับแม่จะแจ้งเรื่องนี้กับทางสถานีตำรวจตงเฉิงและจะไม่มีทางปล่อยให้คนร้ายหนีรอดไปได้แน่นอน” สามีภรรยาคู่นั้นนั่งขนาบซ้ายขวาของไป๋เจี๋ยเอาไว้และพยายามปลอบใจไป๋เจี๋ยอย่างดีที่สุด

            “ฮือๆ ๆ … ” ไป๋เจี๋ยกอดพ่อแม่เอาไว้ใบหน้าตอนร้องไห้เหมือนกับดอกสาลี่ต้องฝน เจ็บปวดเป็นอย่างมาก

            สามีภรรยาคู่นั้นเงียบไม่พูดไม่จา หัวใจเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดทำให้บรรยากาศภายในห้องผู้ป่วยนั้นซึมเศร้าลงอย่างมาก

            ………………..

            ในขณะเดียวกันนั้น คฤหาสน์เดี่ยว

            ตอนที่ซูฮ่าวจอดรถแล้วเดินเข้าไปภายในคฤหาสน์เขารู้สึกว่ามีสถานการณ์บางอย่างไม่ถูกต้อง

            หลังจากที่เขาเดินเข้ามาภายในห้องโถงเขาเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้างของไป๋เหวินหลิง

            ผู้หญิงคนนั้นงดงาม สวยสง่า การกระทำมีเสน่ห์ 

            แต่ในความงดงามสิบส่วนของผู้หญิงคนนี้นั้น มีความกล้าหาญสามส่วนอีกสามส่วนคือความเย่อหยิ่ง สง่างาม และความน่าเกรงขามซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพมากจนทำให้ไม่กล้าสบตา

            “ซูฮ่าว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!” ผู้หญิงคนนั้นจ้องหน้าซูฮ่าวร่องรอยของความคับแค้นใจปรากฏในรอยยิ้มของเธออย่างชัดเจน

            หัวใจของซูฮ่าวเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง 

            ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า สวี่ชิงหงเธอเป็นผู้หญิงที่มีรัศมีออร่าแข็งแกร่งมาก ชาติที่แล้วหลังจากที่เขามาถึงฉวนโจวในวันแรกและเขาได้พบกับสวี่ชิงหงที่บาร์แห่งหนึ่ง

            ตอนนั้นเขาไปที่บาร์เพื่อดื่มเหล้าและมีเซ็กซ์ดังนั้นจึงเข้าไปทักทายสวี่ชิงหงก่อน และใช้เทคนิคทุกรูปแบบในการหว่านล้อมใจหญิงแต่ผลสุดท้ายไม่เพียงแค่เขาไม่สามารถจีบเธอติด แต่ยังเกือบถูกเธอทำร้ายจนตายด้วย

            อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ยอมแพ้ ดังนั้นในอาทิตย์ต่อมาเขาก็ไปที่บาร์แห่งนั้นหลายครั้งเพื่อไล่ตามสวี่ชิงหงแต่ทุกครั้งก็ต้องหน้าบวมช้ำกลับมา 

            วันสุดท้ายที่เขาตัดสินใจยอมแพ้ เขาจึงอยากไปบอกลากับสวี่ชิงหงแต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกอีกฝ่ายจับเข้าไปในห้อง จนเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้น

            วันต่อมา สวี่ชิงหงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วทิ้งข้อความเอาไว้เพียงแค่ว่า ‘ฉันจะกลับมาหาคุณ’

            หลังจากเรื่องจบลงแล้วเขาถึงได้รู้ว่าที่เธอไปบาร์ในอาทิตย์นั้นเพราะตั้งใจจะไปฆ่าศัตรูแต่ที่โชคร้ายก็คือ คนสนิทของเธอได้หักหลังแล้ววางยาในแก้วเหล้าของเธอแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเธอก็ใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองสังหารศัตรูกับคนสนิทที่ทรยศให้ตกตายไปพร้อมกัน

            แต่บังเอิญว่าเขาได้ไปเจอกับเธอตอนเธอโดนวางยาพอดี และทุกอย่างก็จบลงด้วยความมึนงง 

            สำหรับเรื่องนี้เขาไม่เคยได้บอกใครทั้งนั้นเพราะชาติที่แล้วเขาเป็นคนที่โด่งดังมากหากข่าวแพร่กระจายออกไปว่าเขาถูกผู้หญิงขืนใจ เขาจะต้องเสียหน้ามาก 

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่ได้เจอกับสวี่ชิงหงอีกเลย เหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน

            หลังจากที่เขาเกิดใหม่ โชคดีที่เรื่องนั้นเกิดขึ้นมาสองเดือนแล้ว ดังนั้นเขาจึงคิดไม่ถึงว่าเขาจะได้เจอกับสวี่ชิงหงอีกครั้ง และยิ่งคิดไม่ถึงว่าสวี่ชิงหงจะมาหาเขาถึงที่บ้าน

            หรือเป็นเพราะเขาเกิดใหม่จนทำให้อนาคตที่เคยมีนั้นเปลี่ยนแปลงไป?

            ในตอนที่ซูฮ่าวกำลังครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง สวี่ชิงหงก็พูดขึ้นมาว่า “ทำไมหรือ? ไม่ได้เจอกันแค่สองเดือนคุณลืมฉันไปแล้วหรือ?”

            ซูฮ่าวอ้าปากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอะไร 

            เขาจะจำสวี่ชิงหงไม่ได้ได้อย่างไรชาติที่แล้วเธอเป็นผู้หญิงที่ขืนใจเอาครั้งแรกของเขาไปเขาจึงมีความจำลึกซึ้งในเรื่องนี้เป็นพิเศษ 

            ไป๋เหวินหลิงที่เงียบไม่พูดไม่จามาตลอด กลับถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ซูฮ่าว เธอเป็นใครหรือ?”

            เห็นได้ชัดว่าตอนที่เธอพูดนั้นรัศมีของเธออ่อนลงเล็กน้อยเป็นเพราะว่ารัศมีของสวี่ชิงหงที่อยู่ด้านข้างแข็งแกร่งมากเกินไปเธอจึงรู้สึกเหมือนถูกกดทับ

            “เธอคือ… ” ซูฮ่าวลังเลไปเล็กน้อย 

            หากพูดตามตรงแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสวี่ชิงหงอย่างไรดี 

            ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาทั้งสองคนก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันเลยแม้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น แต่มันก็เป็นเพียงแค่การบังคับขืนใจ 

            “ฉันคือผู้หญิงที่เคยวันไนท์สแตนด์กับเขา!” เมื่อเห็นว่าซูฮ่าวอึกอักสวี่ชิงหงจึงใช้นิ้วม้วนปลายผมแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา 

            ทันทีที่สิ้นเสียงซูฮ่าวสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศภายในห้องโถงนั้นเย็นยะเยือกลงทันที 

            ใบหน้าของไป๋เหวินหลิงถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ดูลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง

            “ซูฮ่าว ได้ยินเธอพูดว่า เธอคือคู่หมั้นของคุณอย่างนั้นหรือ?” สวี่ชิงหงไม่สนใจการแสดงออกของไป๋เหวินหลิง เธอหันไปทางซูฮ่าว ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม 

            ซูฮ่าวไม่ได้พูดอะไร ถือว่าเป็นการตอบรับโดยปริยาย 

            สวี่ชิงหงยิ้มออกมาด้วยความประหลาดใจ “มีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่ตอนอยู่ด้านนอกกลับทำตัวเหลวแหลก เลี้ยงเมียน้อยไว้ที่ข้างนอกอีกคุณนี่มันสุดยอดจริงๆ เลย”

            “ฉันไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่” ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้น 

            “ไม่เข้าใจ?” สวี่ชิงหงยิ้มออกมาอย่างหยอกล้อแล้วหันไปพูดกับไป๋เหวินหลิงว่า “คุณอาจจะไม่รู้ว่าคู่หมั้นของคุณคนนั้นได้ซื้อบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น ที่เขตหลินไห่ซึ่งที่นั่นมีผู้หญิงและเด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่ อือพวกเขาก็คือภรรยานอกสมรสและลูกของคู่หมั้นของคุณนั่นแหละ”

            “จริงหรือ?” ไป๋เหวินหลิงมีสีหน้าราบเรียบ พร้อมกับหันไปมองทางซูฮ่าวเหมือนต้องการคำยืนยัน 

            “ไม่ใช่” ซูฮ่าวส่ายหน้า แล้วพูดขึ้นมาว่า “อีกฝ่ายไม่ได้เป็นแม่ลูกกัน พวกเขาเป็นพี่น้องกัน ส่วนฉันกับผู้หญิงคนนั้นก็เป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น”

            “เพื่อน?” สวี่ชิงหงจับปลายคางของตัวเองใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณโกหกเก่งมากเลยฉันมองไม่เห็นความรู้สึกผิดบนใบหน้าของคุณเลย”

            ซูฮ่าวหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงไม่พอใจ “ฉันไม่ได้โกหกทำไมต้องรู้สึกผิดด้วย?”

            ตอนนี้เขามั่นใจได้แล้วว่า สวี่ชิงหงมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหาให้กับเขา 

            สวี่ชิงหงไม่ได้หันมามองซูฮ่าว แต่หันกลับไปพูดกับไป๋เหวินหลิงว่า “เพื่อนสนิทของคุณที่ชื่อว่าทังเมียวเมียวก็รู้เรื่องนี้คุณสามารถโทรไปถามเธอได้เลย”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋เหวินหลิงก็ชะงักไปเล็กน้อยเธอลังเลไปสักพักก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วกดโทรหาทังเมียวเมียว

            “เหวินหลิง เธอโทรมาได้ถูกจังหวะพอดีเลยฉันมีเรื่องจะบอกเธอ” เมื่อปลายสายรับสายทังเมียวเมียวก็พูดขึ้นมาทันที

            “เธอควรจะเลิกกับซูฮ่าวให้เร็วที่สุดนะ เขาเป็นแค่ผู้ชายเลวๆคนหนึ่งที่ไม่เหมาะสมกับเธอเลย เธอมีทั้งความสามารถ มีทั้งหน้าตาที่ดีคนจีบเธอต่อแถวยาวตั้งแต่ตงเฉิงยันซีเฉิง ส่วนขยะที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลขอแค่ผ่านไปอีกสิบปีเขาก็ไม่มีอะไรคู่ควรกับเธอแล้ว” 

            “ฉันลืมบอกเธอไปเลยว่า เขายังคงติดต่อกับผู้หญิงที่เจอกันที่สะพานลอยอีกทั้งเขายังซื้อบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นเพื่อเลี้ยงดูอีกฝ่ายด้วยฉันไม่รู้ว่าเขาเอาเงินเธอมาซื้อหรือเปล่า”

            “เพื่อให้แน่ใจเรื่องนี้ ฉันจึงเดินทางไปที่ภูเขาชิงอวิ๋นและได้พบกับซูฮ่าว ซึ่งมันเป็นอย่างที่ฉันคาดเดาจริงๆแต่คาดไม่ถึงว่าเขายังจะพูดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เพื่อน ตอนนั้นฉันหัวเราะออกมาเลยหากเป็นแค่เพื่อน ทำไมต้องจับมือกันเข้าไปในโรงเรียนด้วยล่ะ แล้วยังจะไปดินเนอร์หรูใต้แสงเทียนอีก?”

            “อย่าถามว่าฉันรู้ได้อย่างไร ฉันส่งรูปภาพเหล่านี้ให้ในวีแชตแล้วเธอดูเอาเองก็แล้วกัน ตอนนี้ฉันกำลังมาส์กหน้าอยู่อีกเดี๋ยวฉันจะเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกที”

            เมื่อพูดจบทังเมียวเมียวก็วางสาย 

            ในทางกลับกัน ไป๋เหวินหลิงไม่ได้แสดงสีหน้าอารมณ์อะไรเลยเธอกดเข้าไปในวีแชตแล้วดูรูปที่ทังเมียวเมียวส่งมา 

            และทั้งหมดก็เป็นเหมือนที่ทังเมียวเมียวพูดจริงๆ 

            ภาพเหล่านั้นเป็นตอนที่ซูฮ่าวพาเย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวไปเยี่ยมชมโรงเรียนเมื่อหลายวันก่อนรวมถึงตอนที่พวกเขาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงรุ่นของเย่จื่ออี๋ในร้านอาหารเทียนเฉิน 

            ในรูปภาพนั้น มีรูปที่ซูฮ่าวกับเย่จื่ออี๋จับมือเย่เฉียวเฉี่ยวกันคนละข้างทั้งสามคนมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่าทางเหมือนกับครอบครัวที่อบอุ่น 

            ไป๋เหวินหลิงปิดโทรศัพท์ลง แล้วหันมามองทางซูฮ่าว สายตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจเธอกัดริมฝีปากของตัวเองแน่น เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็รู้สึกว่าราวกับมีหนามทิ่มแทงลำคอ

            หลังจากผ่านมาสักพัก ในแววตาของเธอก็มีประกายความผิดหวังในที่สุดเธอก็พูดออกมาว่า 

            “ซูฮ่าว คุณมีอะไรอยากจะอธิบายหรือเปล่า?”

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน