หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

เริ่มการประลอง

ณ ดินแดนรกร้างอันเป็นสนามประลองแย่งชิงพื้นที่ ในเวลานี้เรือเหาะของทั้งสิบตระกูลปีศาจแห่งแดนนรกได้มาถึงจนครบครัน เหล่าผู้นำตระกูลพากันพุ่งทะยานออกไปรวมตัวกันยังใจกลาง จากนั้นก็ตามมาด้วยผู้อาวุโสและศิษย์ที่จะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ และทุกๆตระกูลจะมีศิษย์ประมาณสิบคนในการเข้าร่วมการแข่งขัน

 

ซึ่งกฏ กติกานั้นก็แสนง่ายดาย เหล่าผู้นำตระกูลจะสร้างมิติปิดกั้นดินแดนรกร้างแห่งนี้จากนั้นก็จะส่งกลุ่มศิษย์ของทุกตระกูลไปแบบสุ่มพื้นที่ แล้วให้พวกเขาสู้กันจนกว่าจะมีคนเหลือรอดเป็นตระกูลสุดท้าย หากศิษย์ตระกูลไหนชนะตระกูลนั้นก็จะได้เลือกพื้นที่ทรัพยากรณ์เป็นตระกูลแรกจะหลังจากนั้นก็จะเรียงตามลำดับไป

 

การประลองในครั้งนี้ กฏ กติกา นับว่าเรียบง่ายอย่างยิ่ง แต่มันยังมีกฏอีกหนึ่งข้อคือผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถที่จะสังหารกันได้โดยที่จะไม่ถูกตามล้างแค้น การแข่งนี้จึงการเป็นที่ระบายอารมณ์ของปีศาจหัวรุนแรงไปโดยปริยาย

 

"การแข่งขันนี้จำกัดอยู่ที่ระดับเซียนปฐพีสินะ"ลั่วอู่หลินที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของศิษย์ตระกูลเทพมารโลหติกล่าวขึ้นมา เพราะเขาสัมผัสไม่ได้ถึงพลังที่มากกว่านั้นจากศิษย์ของตระกูลไหนเลย

 

หากเป็นเช่นที่เขาคิดการประลองนี้ก็ถือว่าง่ายดายมาก เพราะลั่วอู่หลินอยู่ในระดับเซียนปฐพีขั้นกลางแต่ทว่าความสามารถของเขาแบบฉบับธรรมดาๆก็สามารถรับมือระดับเทพสวรรค์ขั้นต้นได้อย่างง่ายดาย หากเป็นเทพสวรรค์จะต้องชิงไหวชิงพริบอยู่บ้างแต่เขาก็มั่นใจว่าจะชนะได้ แต่ถ้าต้องปะทะกับเทพสวรรค์ขั้นปลายเขาจำเป็นจะต้องใช้พลังแฝงและไพ่ตายทั้งหลายออกมา

 

"จางหลินอย่าประมาทไป หากถูกส่งเข้าไปแล้วเจ้าสามารถตายได้ทุกเมื่อ"จางลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวเตือน ลั่วอู่หลินที่ได้ยินถึงกับหันขวับไปหานางในทันใด

 

"เข้าใจแล้วขอรับคุณหนู"เขากล่าวตอบไปตามมารยาท เพราะลั่วอู่หลินรู้ดีว่าที่นางมาเตือนเขาเช่นนี้ เพราะนางไม่อยากสูญเสียคนที่มีพรสวรรค์ในตระกูลไป

 

หากถามว่าทำไมชายหนุ่มถึงรู้ได้ คำตอบมันก็แสนง่ายดายนั่นเพราะเขาเข้าไปอ่านความคิดในหัวของนาง ซึ่งมันก็มีอยู่สองเรื่องเท่านั้นคือเรื่องคนที่ถือครองสายเลือดบรรพบุรุษและการพัฒนาตระกูลให้รุ่งโรจน์สืบไป

 

หลังจากได้อ่านความคิดของจางลี่ แม้นางจะมองร่างจริงของเขาเป็นศัตรูก็ตาม แต่ลั่วอู่หลินก็อดไม่ได้ที่จะนับถือนางจากใจจริง เพราะจางลี่คนนี้มีภาวะความเป็นผู้นำที่สูงเอามากๆและแทบจะไม่คิดถึงเรื่องตัวเองเลย

 

"อีกเดี๋ยวก็จะเริ่มการเคลื่อนย้ายแล้ว พวกเราต้องรวมกลุ่มกันเอาไว้และคอยระมัดระวังให้กัน การประลองครานี้เป็นการประลองเพื่อตระกูล ดังนั้นห้ามทะเลาะเบาะแว้งกันโดยเด็ดขาด"

 

"ขอรับ/เจ้าค่ะ"

 

จางลี่กล่าวจบ เหล่าศิษย์ทุกคนก็ตอบรับคำพูดนั้นของนางในทันใด ในเวลาเดียวกันการปิดกั้นดินแดนรกร้างก็เป็นอันเสร็จสิ้น เหล่าผู้นำตระกูลทั้งหมดเปิดประตูมิติหน้าศิษย์ของตนเองในทันที ซึ่งเหล่าศิษย์เองก็พากันเดินเข้าไป ซึ่งแน่นอนว่าลั่วอู่หลินก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ทว่าขณะที่เท้าของชายหนุ่มกำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูมิติเสียงอันไพเราะก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา

 

'ห้ามสังหารปีศาจจันทราโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก'

 

เป็นเสียงของตงฟางเซี่ยร์เอ่อร์ที่ดังขึ้นมา ลั่วอู่หลินเมื่อได้ยินก็อดหัวเราะขบขันให้กับภรรยาในนามคนนี้ไม่ได้ ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับนาง และก้าวเดินเข้าไปในมิติทันที

 

"วาบ!"

 

เมื่อเข้ามาสิ่งที่พบเจอคือป่าขนาดใหญ่ ลั่วอู่หลินกวาดจิตออกไปปรากฏว่า ในสถานที่แห่งนี้นอกจากสิบตระกูลใหญ่แล้วก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่นี่อีกเลย เป็นสถานที่เอาไว้จัดการแข่งขันโดยเฉพาะ

 

"คุณหนูขอรับ ตอนนี้ทางทิศตะวันออกห้าสิบลี้เผ่ายักษาคลั่งกำลังตรงมาทางพวกเราขอรับ จะสู้เลยดีหรือไม่?"ชายคนหนึ่งที่ไปสังเกตุการณ์กล่าวรายงานเพื่อให้จางลี่ตัดสินใจ

 

"ยังก่อน เผ่ายักษาคลั่งเต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาลแถมเนื้อหนังก็เปรียบเสมือนกับเกราะ ลมปราณโลหิตของพวกเราจึงแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของมันได้ยาก ถ้าหากสู้กันในตอนนี้แม้เราจะชนะแต่ก็ต้องบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน ดังนั้นถอยไปตั้งหลักเตรียมแผนการก่อน"จางลี่วิเคราะห์สถานการณ์และออกคำสั่งอย่างรอบคอบยิ่ง ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็ยกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ อนาคตในภายภาคหน้านางต้องเป็นผู้นำที่ดีของตระกูลเทพมารโลหิตได้แน่

 

และเมื่อถึงวันที่เขารับตระกูลเทพมารโลหิตเอาไว้ในอาณัติถ้าหากว่ามีจางลี่เป็นผู้นำ เขาย่อมมั่นใจว่าตระกูลเทพมารโลหิตจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

หลังจากได้ยินคำสั่งปีศาจโลหิตทุกตนก็ถอยตามคำสั่งของจางลี่ในทันที ไม่เว้นแม้แต่ลั่วอู่หลินเองก็ตาม ปีศาจยักษาคลั่งแห่งตระกูลหวังเมื่อสัมผัสได้ว่าตระกูลเทพมารโลหิตกำลังหลีกหนีการเผชิญหาก็พากันยกยิ้มและหัวเราะอย่างเย้ยหยัน แต่ก็ไม่ได้บินตามแต่อย่างใด เนื่องจากตระกูลยักษาคลั่งค่อนข้างมีจุดอ่อนด้านความเร็ว ดังนั้นเมื่อปีศาจโลหิตพากันถอยหร่นไปด้วยความเร็วสูงเช่นนี้ ก็ทำให้พวกมันตามไม่ทัน

 

ทางด้านขุมกำลังอื่นๆนั้นแม้จะมีการปะทะกันบ้าง แต่ก็เป็นแค่เพียงการหยั่งเชิงกันเท่านั้นเมื่อพวกเขาล่วงรู้ถึงความสามารถของกันและกันก็พากันถอยหร่นไป

 

ตัดกลับมาที่ตระกูลเทพมารโลหิต เมื่อพวกเขาถอยหร่นออกมาไกลจากตระกูลยักษาคลั่งแล้ว มันก็เป็นเวลาช่วงค่ำของวันพอดี จึงได้ตัดสินใจพักแรมอยู่บริเวณใกล้ๆกับลำธาร

 

ลั่วอู่หลินในตอนนี้นั้นยังไม่คิดจะลงมือแต่อย่างใด เพราะการเคลื่อนไหวของทุกคนล้วนแต่อยู่ในสายตาของเหล่าประมุขตระกูลทั้งสิ้น ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรอเท่านั้น รอให้จางลี่ออกคำสั่งโจมตี เมื่อเวลานั้นมาถึงเขาจะสามารถสำแดงพลังได้โดยที่ไม่มีใครสงสัย

 

ชายหนุ่มนั่งลงบนกิ่งไม้มองดูจันทราเก้าดวงที่ประดับท้องฟ้า ในใจเองก็เริ่มคิดถึงบิดา มารดา และพี่สาว ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

หลังจากที่เขาได้รับความทรงจำในอดีตชาติมาแน่นอนว่าความรักที่มีให้ครอบครัวนั้นหาได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ทว่าความแค้นเคืองในใจนั้นกลับลดลงอย่างน่าประหลาด นี่อาจเป็นเพราะมันมีเรื่องใหญ่กว่านั้นให้เขาคิดอีกมาก เรื่องความแค้นเคืองในตระกูลมันจึงกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปโดยปริยาย

 

"ฟุ๊บ!"

 

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งคิดอะไรเพลิน เป็นจางลี่ที่กระโดดขึ้นมาบนกิ่งไม้ข้างๆเขาและนั่งลง จนทำให้ลั่วอู่หลินต้องหันไปกล่าวถาม

 

"เอ่อ....คุณหนูมีอะไรกับข้าหรือเปล่าขอรับ?"

 

จางลี่ส่ายหัวเบาๆ "เปล่าหรอก ในที่นี้มีเพียงเจ้าที่อายุน่าจะไล่เลี่ยกับข้า ดังนั้นข้าจึงคิดว่าเจ้าน่าจะเป็นเพื่อนคุยให้ข้าได้"

 

น้ำเสียงของนางอ่อนโยนจนลั่วอู่หลินถึงกับแปลกใจ แต่เมื่ออ่านความคิดของนางก็เห็นว่า จางลี่กล่าวอย่างที่ตนเองคิดจริงๆหาได้มีลับลมคมในไม่ แม้จะไม่เข้าใจอารมณ์ของหญิงสาวคนนี้เท่าไร เเต่เมื่อนางมาดีอยากคุยด้วยลั่วอู่หลินก็ไม่คิดจะปฏิเสธแต่อย่างใด

 

 

 

วันนี้มีตอนเดียวนะครับ

คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน