อสูรสยบสวรรค์ 2

    อสูรสยบสวรรค์ 2 ตอนที่ 37 : ปะทะกับจอมทัพอสูรมารคลั่งสิบห้าอักขระ

    " ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง " เสียงกลองรบดังสนั่น ทหารเผ่ามนุษต่างถอยทัพกลับแนวหลัง


    " หลานโจว แม้ครานี้จำนวนมิมาก แต่ก็จ่ายหนักมิแพ้กัน " นนท์ยกยิ้ม แล้วจัดการแลกร่างของเหล่าอสูรคลั่ง


    " ผู้เฒ่าทุกท่านเตรียมตัวเถิด อีกมินานท่านได้ลงสนานมแน่ " นนท์ยกยิ้ม


    " เจ้าจะให้ผลึกปรานเท่าใด " ผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น


    " อักขระละหนึ่งล้านผลึกปราน " ผู้เฒ่าทั้งหลายต่างฉีกยิ้ม


    " หากข้านำร่างของสิบอักขระมาได้ เจ้าจะให้ถึงสิบล้านรึ " นนท์ยกยิ้ม


    " ดี หวังว่าเจ้าคงยังเหลือหินปรานมากพอจ่ายให้ข้า " เผล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างพยักหน้าเบาๆ


    ผลึกปรานสรรพสิ่งนั้นสำหรับผู้อื่นแล้วช่างหาได้ยากยิ่ง ทั้งยังราคาแพง แต่สำหรับนนท์ที่มีวิชาเนตรมังกร และหยั่งรู้ปฐพีได้ แทบมิมีมค่าใด 


    " หลานโจว เจ้าแสดงผลึกปรานที่เหลือให้ข้าได้ดูสักหน่อยเป็นไร " นนท์ยื่นแหวนมิติให้เหล่าผู้เฒ่าดู


    " ข้าเพิ่งเคยเห็นผลึกปรานมากมายเป็นภูเขา "


    " เท่าที่ข้าดูราวห้าสิบล้านล้านก้อนได้ " 


    " ดี อย่างน้อยได้สักสิบร่าง มาแลก ก็จะได้มีผลึกปรานไว้ให้เหล่ารุ่นเยาว์ได้ฝึกฝน " นนท์พยักหน้า


    " ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง " เสียงกลองรบเร่งเร้า เหล่าผู้เฒ่าเปิดใช้เสื้อเกราะ เร่งทะยานร่างลงสู่สมรภูมิ


    " พี่ฟั่น จงจำไว้ ร่างของท่านมิแกร่ง ท่านสู้ได้เพียงสี่อักขระ " ฟั่นตี้ปิงพยักหน้า


    " ข้าจะระวังตัว " ฟั่นตี้ปิงทะยานร่างเข้าสู่สมรภูมิ


    " ครืน " หมอกดำมากมายเข้าปกคลุมทั่วแดนรบ นนท์วาดมือส่งแสงทองเข้าสยบในทันใด 


    " หมอกดำนั่นถูกแสงทองของหลานโจวขจัดออกหมดแล้ว " 


    " ดี " 


    " เข้ามาไอ้อสูรชั่วช้า " 


    ฟั่นตี้ปิงสะบัดมือเรียกกระบี่ทองออกมา แล้วร่ายรำหมื่นกระบี่ผสานเพลงกระบี่ปราบมาร 


    " วิ้ง " ปรานกระบี่สีทองนับหมื่นพลันปรากฎ พุ่งทะยานเข้าทิ่มแทงอสูรคลั่งสามอักขระในทันใด


    " อ้าก " ร่างของอสูรอักขระต่ำตกตายลงนับร้อย ฟั่นตี้ปิงถึงกับตะลึงในพิษสงของหมื่นกระบี่และเพลงกระบี่ปราบมาร


    ฟั่นตี้ปิงวาดมือเก็บร่างเหล่านั้นไว้แล้วร่ายรำหมื่นกระบี่เข้าสังหารอสูรมารคลั่ง


    สงครามรอบนี้นั้นเป็นสงครามของรุ่นใหญ่ที่หยั่งรู้อักขระเทพ เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหลายได้แต่นั่งเฝ้าดูการประมือของยอดยุทธหลายอักขระอย่างตื่นตาตื่นใจ 


    " หลานโจว " นนท์ผินกายกลับมองยังเสียงชรา


    " ผู้เฒ่า " ผู้เฒ่าซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ของโลกจินซานเดินเข้าหา


    " ต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมาก ที่เจ้านั้นมาทันเวลา และยกระดับขั้นฝึกของโลกจินซานได้อย่างรวดเร็ว " นนท์พยักหน้า


    " ผู้เฒ่า ข้าทำเท่าที่ข้าทำได้ " ผู้เฒ่าผู้พิทักษ์พยักหน้า


    " แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี ระดับสิบห้าอักขระนั้น ข้าคงสู้มิไหว " นนท์ครุ่นคิด 


    " แต่มิว่าอย่างไร ข้าก็ต้องเข้าสู้ แม้นว่าจะแพ้ " นนท์ยกยิ้ม


    " ผู้เฒ่าของอาวุธและเสื้อเกราะของท่าน " นนท์สลักอักขระกฎเกณฑ์แห่งพลัง กฎเกณฑ์สัจธรรม 


    " ผู้เฒ่า หากท่านเปิดใช้เสื้อเกราะนี่ น่าจะสู้กับระดับสิบสี่อักขระได้ " ผู้เฒ่าพยักหน้า


    " เฮ้อ " ผูัเฒ่ารับเอาเสื้อเกราะและอาวุธของตนแล้วเดินจากไป


    " สิบห้าอักขระ จะสู้ยังไง พวกแดนเทพที่มาก็มิเกินเก้าอักขระ " นนท์ครุ่นคิดอย่างหนัก 


    " กลับไปยังโลกมังกรคงต้องเร่งหยั่งรู้อักขระให้มากขึ้น " นนท์ครุ่นคิดในใจพลางถอนหายใจออกมาอย่างหนัก 


    " ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง " เสียงกลองรบลั่นระรัว ยอดยุทธเผ่ามนุษย์ต่างเร่งกลับยังฐานของตน 


    " มา มา หลานโจวนำผลึกปรานมาแลกร่างอสูรเหล่านี้เสีย " นนท์สะลัดความคิดทิังไป แล้วเร่งแลกร่างของเหล่าอสูร


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า สามพันลานผลึก " เหล่าผู้เฒ่าต่างฉีกยิ้มจนแก้มปริ


    ทั้งผูัคนจากแดนเทพยังยกยิ้มอย่างยินดี มาร่วมครานี้ได้รางวัลทั้งสองทาง


    " ท่านโจว ท่านเอาผลึกปรานมากมายมาจากที่ใด " นนท์มองยังผู้เฒ่ากรรมการลานประลอง


    " ผู้เฒ่า ข้านั้นทำเหมือง เสาะหาเมืองโบราณ หลอมโอสถออกขาย และหลอมอาวุธออกขาย จึงมีผลึกปรานมากมาย " เหล่าผู้คนแดนเทพต่างพยักหน้า


    " มิน่าเจ้าจึงตั้งสำนักที่แดนเทพได้ " นนท์ยกยิ้ม 


    " ครืน " แรงกดดันแผ่กระจาออกมาอย่างหนักหน่วง ทำเอาผู้คนมากมายถึงกับกระอักเลือดตามกัน 


    นนท์เร่งวาดมือสร้างกำแพงเต๋าครอบฐานของเผ่ามนุษย์ไว้ แล้วเร่งไปยังผู้พิทกษ์แดนจินซาน 


    " ผู้เฒ่า " ร่างที่โชกเลือดของผู้เฒ่าผู้พิทักษ์นั้นน่าเวทนายิ่งนัก กระดูกทั่วร่างแหลกเหลวทั้งเส้นชีพจรยังขาดสะบั้น


    นนท์เร่งส่งปรานแห่งชีวิตเข้ารักษาอาการของผู้เฒ่า " อา ข้าคงอยู่ได้อีกมินานแล้ว "


    ผู้คนมากมายต่างแตกตื่น ทิ้งร่างลงที่พื้น นั่งหมดอาลัยตามกัน แววตาเหม่อลอยสิ้นหวังฉายออกมาจากทุกคน นนท์สูดหายใจเข้าลึก


    " ไม่ นี่เท่ากับว่าที่ทำมาสูญเปล่าสิ " 


    " สิบห้าอักขระ มิมีทางสู้ได้เลย " 


    นนท์มองยังห้วงมิติ เหล่าผู้คนจากแดนเทพต่างเร่งหนีกลับยังแดนเทพอย่างรวดเร็ว 


    " ตาย " จอมทัพสิบห้าอักขระทะยานร่างเข้าสู่สมรภูมิ


    นนท์เร่งทะยานร่างไปยังสมรภูมิทันที


    " พี่โจว " เสียงเรียกของเหล่ารุ่นเยาว์ดังขึ้น นนท์หันมายกยิ้มให้ 


    " หลานโจว มิน่าใจร้อน "


    " ไอ้แก่ เจ้ากับข้า " นนท์ยกยิ้มใส่


    " มดปลวกเช่นเจ้าหากอยากตายข้าจะสงเคราะห์ให้ " จอมทัพอสูรสะบัดมือใส่นนท์


    " เจ้าทำอันใด " นนท์ฟาดฝ่ามือเข้าใส่จอมทัพอสูรทันที


    " เปรี้ยง " ฝ่ามือยักษ์สีทองหมื่นจั้งพลันบังเกิด แสงสีทองสว่างวาบฉายเข้าใส่เหล่าอสูรมารน้อยใหญ่ 


    " อ้าก " ร่างมารอสูรต่างระเบิดออกเป็นฝุ่นเลือดฟุ้งกระจาย ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งทั่ว


    จอมทัพมารเห็นท่ามิดี ทั้งสองตาจับจ้องยังฝ่ามือยักษ์สีทองอย่ามิวางใจ  จอมทัพอสูรเหยียดกายถอยหลังฟาดฝ่ามือยักษ์สีดำเข้าปะทะใรทันทันใด 


    " ตูม " ร่างทั้งสองต่างเหยียดถอยหลัง นนท์ยกยิ้ม กระโจนขึ้นแล้วฟาดฝ่ามือเข้าใส่อีกครา 


    " เปรี้ยง " ฝ่ามือยักษ์สีทองปลดปล่อยพลานุภาพเผาผลาญไอมารของอสูรขั้นต่ำ จนร่างเหล่านั้นพลันแหลกเหลว


    จอมทัพมารเหลียวมองเหล่าสมุนที่ตกตายโทษะพลันปะทุ ฟาดฝ่ามือยักษ์หมายสยบฝ่ามือยักษ์สีทอง


    " ตูม " ร่างจอมทัพสิบห้าอักขระปลิวลอยออกไปไกล ในใจพลันครุ่นคิด มนุษย์คนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก


    " อัก " เลือดมารทะลักออกมา เลือดสีดำกัดกินผืนดินจนเบังเกิดหลุมลึก ทั้งยังส่งกลิ่นคาวคลุ้งและเหม็นเน่า 


    " แข็งแกร่งจริงๆ "


    " พลังกายไร้พ่ายใต้อักขระเทพ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก "


    " ไอ้มนุษย์ชั่ว " จอมทัพผสานร่างเข้ากับอักขระเทพสิบห้าตัว


    " วิ้ง " ร่างทองแกมดำพลันบังเกิดขึ้น ไอมารสีดำแผ่กระจายออกจากร่างเป็นเส้นสาย ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าชวนคลื่นเหียนล่องลอยคละคลุ้ง และความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้าสู่ก้นบึงของหัวใจ


    นนท์เห็นเช่นนั้นจึงผสานอักขระเทพบ้าง " วิ้ง " ร่างทองสิบสามอักขระพลันบังเกิด


    " เป็นร่างทองที่น่าครั่นคร้ามยิ่งนัก "


    " พี่โจว หยั่งรู้อักขระเทพได้ด้วยรึ " 


    " ผนึกไว้ซะจนข้าผู้ชรามิอาจมองออก "


    ร่างทองกระโจนขึ้นแล้วเหวี่ยงหมัดภูผาผสานฝ่ามือสยบมารเข้าใส่ร่างทองแกมดำ


    " ครืน " ผืนโลกจินซานถึงกับสั่นสะเทือน ทั้งดวงดารายังสั่นไหวเจียนแตกดับ แรงกดดันมหาศาลทะยานเข้าหาร่างทองแกมดำ


    รูปรอยหมัดสีทองเปล่งพลานุภาพของกฎเกณฑ์แห่งสัจธรรม แสงสีทองสว่างวาบพุ่งทะลวงร่างมารน้อยใหญ่จนแดดิ้น


    " ไอ้สาระเลว " ฉับพลันทวนทมิฬสวรรค์พลันบังเกิด ร่างทองแกมดำตวัดทวนในมือเข้าใส่หมัดยักษ์สีทอง


    " ตูม " ร่างของนนท์เหยียดถอยหลังไปไกล 


    " เปรี้ยง " รวดเร็วจนมิอาจตั้งตัวตัวได้ ปรานสังหารพุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว ร่างทองเหยียดกายถอยหลังสะบัดมือเรียกพลองมังกรออกมา


    " ตูม " ปรานสังหารรวดเร็วจนมิสามารถตวัดพลองมังกรได้ทัน จึงทำได้เพียงใช้พลองมังกรรับ ร่างทองปลิวไปไกลตกกระแทกพิ้นจนบังเกิดหลุมลึกนับพันจั้ง 


    " อั่ก เลือดทะลักออกมาอย่างมาก ร่างทองหรี่ตามองแสงสังหารที่พุ่งเข้ากลางหว่างคิ้ว ร่างทองเร่งผสานร่างเข้ากับผืนปฐพี


    " ตูม " ผุ่นควันฟุ้งกระจาย หลุมพันจั้งลึกลงไปอีก 


    " เปรี้ยง " ร่างทองฟาดพลองมังกรเข้าที่กลางหลังของร่างทองแกมดำ ปรานสังหารทะลวงเข้ากลางหลังอย่างจัง


    " ตูม " ร่างทองแกมดำปลิวออกไป เลือดสีดำทะลักออกมาส่งกลิ่นเหม็นเน่าทั่ว ร่างทองเร่งทะยานร่างไปอย่างเร็ว 


    " เปรี้ยง " ปรานสังหารพุ่งเข้ากลางอกของร่างทองแกมดำ ร่างทองแกมดำหรี่ตามองปรานสังหาร แล้วตวัดทวนทมิฬสวรรค์เข้าสยบ


    " ตูม " ร่างของทั้งสองต่างเหยียดถอยหลัง ร่าลทองแกมดำใบหน้าเหยเก


    " เจ้าเป็นมนุษย์คนแรกที่ทำให้ข้าต้องเสียเลือด " ร่างทองแกมดำเอ่ยขึ้น


    " ข้ายอมรับว่าเจ้านั้น ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แต่วันนี้ข้าต้องได้โลกใบนี้เป็นของข้า " ร่างทองแกมดำสูดหายใจเข้าลึก


    " หากเจ้ามีพลังมากพอล้มข้าได้ เจ้าก็ได้ไป " ร่างทองเอ่ยเสียงเรียบ


    " ครืน " ร่างทองแกมดำสองหมื่นจั้งพลันปรากฎขึ้น ร่างทองแกมดำสูงใหญ่เทียมฟ้าบดบังท้องนภาจนมืดมิด ทั้งหมอกมารมืดดำล่องลอยปกคลุมทั่วโลกหล้า


    " ครืน " เพียงหายใจ ผืนพสุธาพลันสั่นไหวและแตกร้าว ดวงดาราพลิกพริ้วและสั่นไหว


    " อั่ก " เหล่ายอดยุทธทั้งหลายต่างกระอักเลือดกองโต เสียงกระดูกแตกหักดังผสานเสียงร้องฟังแล้วน่าเวทนายิ่งนัก


    " เจ้าจะเล่นอย่างนี้ใช่รึไม่ " นนท์หลับตา 


    " วิ้ง " ร่างทองยักษ์สองหมื่นจั้งพลันปรากฎขึ้น แสงสวรรค์เก้าสีเปล่งประกายกายแวววับ แสงสวรรค์ทั้งเก้าถักทอกลับกลายเป็นรัศมีกระจัดกระจ่าง ทั้งจิตสังหารพวยพุ่งเกินใจต้าน และปรานเหี้ยมบรรพกาลทะยานจากร่างเป็นเส้นสาย ตาคมสีทองมองหมิ่นยังโลกหล้า


    " พี่โจว ถึงกับสร้างร่างยักษ์ได้เช่นกัน "


    " มิน่าเชื่อ หลานโจวฝึกได้เช่นไร "


    " ข้าเพียรฝึกสร้างร่างยักษ์นานถึงสามแสนปีแต่มิเคยทำได้ " 


    " ไอ้มนุษย์สาระเลว " ร่างยักษ์แกมดำแผดหมอกมารออกมาอย่างบ้าคลั่ง หมอกมารร้ายแผ่ปกคลุมไปทั่วโลกจินซานอย่างรวดเร็ว


    " วิ้ง " แสงสีทองสาดส่องทั่ว แทรกซึมเข้าขจัดหมอกมารทั่วทุกซอกมุม