เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน
ชื่อของฉันคือ เอกิล เซราล มีอาชีพเป็นนักพจญภัยอิสระ…ภรรยาของฉันได้เสียชีวิตไปนานแล้ว…แต่ว่าฉันได้มีลูกสาวกับเธออยู่หนึ่งคน ชื่อเอลมิน่า
เอลมิน่าเป็นเด็กผู้หญิงที่มีจิตใจงดงามชื่นชอบการแบ่งปัน และคอยห่วงใยฉันอยู่เสมอ
“คุณพ่อคะ..วันนี้เหนื่อยมั้ยคะ”
“ไม่เหนื่อยเลยลูก..วันนี้พ่อไปล่ามอนสเตอร์กับสัตว์ป่ามา..ได้ของฝากมาตั้งเยอะแน่ะ"
“งั้นหรอคะดีใจจังเลย…หนูอย่างเอาสิ่งนี้ไปแบ่งให้เด็กกำพร้าในโบสถ์บ้างจัง..พวกเขาต้องดีใจแน่><”
ช่วงเวลาที่ฉันได้อยู่กับเธอนั้นฉันมีความสุขมาก และฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ พร้อมกับคิดในใจว่า..ฉันจะต้องทำตัวเป็นพ่อที่ดีให้ได้
แต่ว่า..ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่ออยู่มาวันหนึ่งลูกของฉันป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่งที่รักษาไม่หาย
“ฮือๆๆๆ..หนูเจ็บจังเลย ทรมานจังเลย”
โรคนี้เป็นโรคที่ทรมานมาก..คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ผิวหนังทั้งตัวจะกลายเป็นดำ ราวกับซากศพที่ไฟไหม้..และดวงตาจะกลายเป็นสีแดงฉานราวกับสีของเลือด ตาบอด เจ็บปวดทรมานราวกับเข็มแทงที่ผิวหนังและไฟไหม้ทั่วตัว ซึ่งเป็นโรคร้ายเกินกว่าที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะสามารถทนได้
“ไม่ต้องห่วงนะ..เอลมิน่า ไม่ว่ายังไงต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินพ่อก็จะหาหมอมารักษาลูกให้ได้”
ฉันตามหาหมอมารักษาคนแล้วคนเล่า..แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาเธอได้เลย จนมีอยู่วันหนึ่งฉันพาหมอคนหนึ่งมาตรวจ
“นี่น่ะ...มันไม่โรคภัยหรอกนะ..แต่มันคือคำสาป” หมอคนนั้นกล่าวแบบนั้น
“หาาา!….ว่ายังไงนะ”
“คำสาปน่ะจะต้องใช้คนที่มีอาร์ติเฟกซ์ประเภทที่ถอนคำสาปได้มารักษาเท่านั้น…แค่ความรู้ทางการแพทย์ธรรมดาน่ะรักษาไม่ได้หรอก”
ฉันน่ะตกใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำนั้น…แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มีความหวังเพราะรู้ว่าโรคนี้มีทางรักษาได้
“คอยก่อนนะ..เอลมิน่า พ่อจะหาคนที่รักษาคำสาปได้มาช่วยลูกเอง”
ฉันออกตามหาคนที่มีอาร์ติเฟกซ์ถอนคำสาปได้จนแทบจะพลิกแผ่นดิน..จนในที่สุดก็เจอ
ฉันเชิญเขาคนนั้นมาตรวจดูอาการเอลมิน่า..แต่ว่าสีหน้าของเขาดูกังวลอย่างมาก
“เป็นยังไงบ้าง!!!..ถอนคำสาปให้ลูกฉันได้มั้ย?”
“ไม่ไหวหรอก”
“หะ…ห๊ะ..หมายความว่ายังไงกัน..อาร์ติเฟกซ์ของคุณถอนคำสาปได้ไม่ใช่หรอ”
“ใช่..ฉันถอนคำสาปได้..แต่ว่าคำสาปที่ฉันถอนได้มันแค่ระดับต้นถึงกลางเท่านั้น..ส่วนที่คำสาปที่ลูกนายโดนน่ะ..เป็นคำสาประดับสูง..ซึ่งอาร์ติเฟกซ์ของฉันถอนไม่ได้”
“ถ้างั้นก็ตามหา..คนที่สามารถถอนคำสาประดับสูงได้ซะก็สิ้นเรื่องสิ..คนอย่างคุณน่าจะรู้จักใครบ้างใช่มั้ยล่ะ!?”
“ไม่หรอก..ยังไงก็ไม่ไหวอยู่ดี..เพราะคำสาปที่เด็กคนนี้โดนน่ะ..ไม่ใช่คำสาประดับสูงธรรมดา…..คนที่จะถอนคำสาปนี้ได้คงมีแต่คนที่..ครอบครองอาร์ติเฟกซ์สายถอนคำสาป<ระดับหายาก>ขึ้นไปและต้องมีพลังเวทย์เทียบเท่ากับ<จักรพรรดิ์เวทย์มนต์>หรือ<อัศวินศักดิ์สิทธิ์> เท่านั้นถึงจะสามารถถอนมันได้..…ถ้าหากเงื่อนไขไม่ครบตามนี้หรือขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป…ยังไงก็ถอนคำสาปนี้ไม่ได้แน่ ซึ่งตามที่ฉันรู้มาทั้งจักรพรรดิ์เวทย์มนต์คนปัจจุบันและอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้ง6คน ไม่มีใครที่มีอาร์ติเฟกซ์ที่ถอนคำสาปได้แม้แต่คนเดียว ”
“มะ…ไม่จริงน่ะ..ฉัน..ต้องยืนรอดูวาระสุดท้ายของลูกตัวเองงั้นหรอ..” เข่าฉันทรุดลงกับพื้นปรากฎความสิ้นหวังสุดขีดกลืนกินจิตใจฉันทันที…
“คุณพ่อ..คุณพ่อ..ช่วยหนูด้วย….ปีศาจ!!!! ..มีปีศาจกำลังกินเครื่องในหนูอยู่…อึกเจ็บ..ไม่ไหวแล้ว ฮือๆๆๆๆ” เด็กน้อยที่มีผิวสีดำและตาสีแดงที่เข้มยิ่งขึ้นกว่าเดิม กำลังเห็นภาพหลอนและดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง
“เอลมิน่า..ไม่เป็นอะไรนะ..พ่ออยู่ตรงนี้แล้ว” ชายผู้เป็นพ่อวิ่งเข้าไปจับมือเด็กน้อยนั้นทันที่โดยที่ไม่ได้รังเกียจหรือหวาดกลัวรูปลักษณ์ของเธอที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“คำสาปคงกำเริบสินะ..ช่วยไม่ได้แหะ..ถึงแม้ฉันจะถอนคำสาปนี้ไม่ได้..แต่ก็น่าจะบรรเทาอาการมันได้บ้างล่ะ”
‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’ ปรากฎแสงสว่างพุ่งออกจากอาร์ติเฟกซ์ลูกแก้วแล้วอาบร่างของเด็กสาวทันที
สีผิวของเด็กสาวมีสีดำลดลง..และดวงตาสีแดงก็เริ่มจางลงกว่าเดิมเล็กน้อย เด็กสาวมีท่าทีสงบลงทันที
“ไหนบอกว่ารักษาไม่ได้ไง!!!!..ดูสิ..สีผิวกับสีตาจางลงแล้วเห็นมั้ย..ถ้าทำต่อไปต้องหายแน่”
“เห้ออ..นายไม่เชื่องั้นสินะ..งั้นเดี๋ยวฉันจะแสดงให้ดูละกันว่ามันถอนไม่ได้”
‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’
‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’
‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’
.
.
‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’
ปรากฎแสงสว่างจ้าทั่วห้องหลายครั้ง..แต่ทว่าสีดำบนผิว..กับสีแดงบนตา ไม่ได้จางลงเลยแม้แต่น้อย
“เห็นมั้ยล่ะ..ว่ามันถอนไม่ได้..ที่ฉันทำได้ก็แค่บรรเทาอาการชั่วคราวในตอนที่คำสาปนี้กำเริบเท่านั้น”
“มะ…ไม่จริงน่า”
เขาฉันทรุดลงด้วยความอ่อนระทวย…ตัวฉันกลับไปอยู่ในสภาพสิ้นหวังอีกครั้งไม่ต่างจากเดิม
“เสียใจด้วยนะ” ชายคนนั้นกล่าวแสดงความเสียใจออกมา
…………….
ในคืนวันนั้นเองที่ฉันนั่งก้มหน้าอยู่คนเดียวในป่าข้างหมู่บ้านฉัน ได้มีบุคคลปริศนาคลุมฮู้ดสีดำคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้นต่อหน้า…เขาบอกกับฉันว่าหัวหน้าของพวกเขาสามารถถอนคำสาปนี้ให้ลูกฉันได้…แต่ต้องแลกกับการช่วยงานของพวกเขาในการตามหาของบางอย่าง โดยถ้างานนี้สำเร็จ เขาสัญญาว่าจะถอนคำสาปให้ลูกสาวของฉันทันที
ตอนนั้นฉันดีใจมากๆจึงรีบตอบตกลงเขาไปทันที..เพราะคิดว่าเป็นแค่งานง่ายๆที่แค่ตามหาของ และในคืนวันนั้นเองก่อนที่ฉันจะเดินทางไปกับชายคนนั้น…ฉันได้ฝากให้ผู้ใช้อาร์ติเฟกซ์สายถอนคำสาปช่วยดูแลลูกสาวฉันให้ โดยฉันได้สละเงินเก็บทั้งชีวิตจำนวนมากที่ได้มาจากการเป็นนักพจญภัยทั้งหมดให้กับเขา
“ฉันฝากคุณด้วยนะ..นี่คือเงินทั้งหมดของฉัน..ตอนที่อาการคำสาปของลูกสาวฉันกำเริบ ฉันอยากให้คุณช่วยใช้พลังของคุณบรรเทาอาการให้เจ็บปวดให้เธอหน่อย…ส่วนเรื่องอาหาร..ฉันก็คงต้องฝากคุณดูแลเธอด้วยนะ..ฮึก..” ฉันกล่าวพร้อมกับหลังน้ำตาออกมา
“ดะ..เดี๋ยวก่อน..แล้วนายจะไปไหนล่ะ..คำสาปนี้มันไม่มีทางถอนได้ไม่ใช่หรอ”
“ไม่หรอก..พอดีมีคนๆนึงที่เขาบอกว่าหัวหน้าพวกเขาสามารถช่วยได้น่ะ…”
“หา!?…แล้วนายไม่คิดว่าพวกเขาจะหลอกนายบ้างเลยรึไง??”
“หลอกแล้วไงล่ะ…หรือว่าคุณมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ที่ช่วยลูกฉันได้..”
“ระ…เรื่องนั้นมันก็..” เขากล่าวด้วยคำพูดเถียงไม่ออกทันที
“ถ้าหากนี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลูกฉันได้…ฉันก็จะขอเดิมพันกับความหวังนั้น..แม้ว่ามันจะเป็นเส้นทางสู่ความพินาศของตัวฉันก็ตาม”
“งั้นหรอ..งั้นฉันขอให้นายโชคดีนะ..เรื่องลูกสาวนายไม่ต้องห่วงฉันจะดูแลเธอให้เอง”
“ขอบคุณมากนะ..คุณเป็นคนดีจริงๆ”
“ไม่หรอก..ฉันว่านายเป็นพ่อที่ดีมากกว่าคนดีที่ไม่ได้เรื่องอย่างฉันซะอีก”
ก่อนที่ฉันจะเดินทางไป ฉันได้บอกลาลูกสาวของฉันเป็นครั้งสุดท้าย
“เอลมิน่า..ไม่ว่ายังไงพ่อก็ต้องหาทางช่วยลูกให้ได้นะ..” ฉันจับมือเธอขึ้นมา..พร้อมกับร้องไห้
“คะ..คุณพ่อคะ..อย่าไปเลยนะคะ..หนูไม่เป็นไรแล้ว..หนูอยากอยู่กับคุณพ่อมากกว่า” เด็กน้อยกล่าวในสภาพนอนซม ดวงตาสีแดงเหม่อลอย..พร้อมกับมีน้ำตาสีเลือดไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้นหลายสาย ..เมื่อพ่อของเธอได้เห็นสภาพน่าเวทนานั้นของลูกตัวเองก็ยิ่งทำให้คิดว่าไม่ว่ายังไงเขาต้องช่วยลูกให้ได้
“มะ..ไม่ต้องห่วงนะ..เอลมิน่า..พ่อไปแปปเดียว..อีกเดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้ว..ลูกต้องหายแน่นอน..” ผู้เป็นพ่อส่งยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน..แม้ว่าดวงตาทั้งสองข้างของเธอนั้นจะบอดสนิทแล้วก็ตาม
หลังจากนั้นเขารีบลุกขึ้น..เดินออกจากบ้าน..แล้วเดินทางไปกับชายคลุมฮู้ดปริศนานั่นทันที