The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่32 บทคั่น2

                เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน

                ชื่อของฉันคือ เอกิล เซราล มีอาชีพเป็นนักพจญภัยอิสระ…ภรรยาของฉันได้เสียชีวิตไปนานแล้ว…แต่ว่าฉันได้มีลูกสาวกับเธออยู่หนึ่งคน ชื่อเอลมิน่า  

                เอลมิน่าเป็นเด็กผู้หญิงที่มีจิตใจงดงามชื่นชอบการแบ่งปัน และคอยห่วงใยฉันอยู่เสมอ

                “คุณพ่อคะ..วันนี้เหนื่อยมั้ยคะ”

                “ไม่เหนื่อยเลยลูก..วันนี้พ่อไปล่ามอนสเตอร์กับสัตว์ป่ามา..ได้ของฝากมาตั้งเยอะแน่ะ"

                “งั้นหรอคะดีใจจังเลย…หนูอย่างเอาสิ่งนี้ไปแบ่งให้เด็กกำพร้าในโบสถ์บ้างจัง..พวกเขาต้องดีใจแน่><”

                 ช่วงเวลาที่ฉันได้อยู่กับเธอนั้นฉันมีความสุขมาก และฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ พร้อมกับคิดในใจว่า..ฉันจะต้องทำตัวเป็นพ่อที่ดีให้ได้

                 แต่ว่า..ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่ออยู่มาวันหนึ่งลูกของฉันป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่งที่รักษาไม่หาย

                “ฮือๆๆๆ..หนูเจ็บจังเลย ทรมานจังเลย”

                 โรคนี้เป็นโรคที่ทรมานมาก..คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ผิวหนังทั้งตัวจะกลายเป็นดำ ราวกับซากศพที่ไฟไหม้..และดวงตาจะกลายเป็นสีแดงฉานราวกับสีของเลือด ตาบอด เจ็บปวดทรมานราวกับเข็มแทงที่ผิวหนังและไฟไหม้ทั่วตัว ซึ่งเป็นโรคร้ายเกินกว่าที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะสามารถทนได้

                 “ไม่ต้องห่วงนะ..เอลมิน่า ไม่ว่ายังไงต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินพ่อก็จะหาหมอมารักษาลูกให้ได้”

                 ฉันตามหาหมอมารักษาคนแล้วคนเล่า..แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาเธอได้เลย จนมีอยู่วันหนึ่งฉันพาหมอคนหนึ่งมาตรวจ

                 “นี่น่ะ...มันไม่โรคภัยหรอกนะ..แต่มันคือคำสาป” หมอคนนั้นกล่าวแบบนั้น

                 “หาาา!….ว่ายังไงนะ” 

                 “คำสาปน่ะจะต้องใช้คนที่มีอาร์ติเฟกซ์ประเภทที่ถอนคำสาปได้มารักษาเท่านั้น…แค่ความรู้ทางการแพทย์ธรรมดาน่ะรักษาไม่ได้หรอก” 

                  ฉันน่ะตกใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำนั้น…แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มีความหวังเพราะรู้ว่าโรคนี้มีทางรักษาได้

                  “คอยก่อนนะ..เอลมิน่า พ่อจะหาคนที่รักษาคำสาปได้มาช่วยลูกเอง” 

                   ฉันออกตามหาคนที่มีอาร์ติเฟกซ์ถอนคำสาปได้จนแทบจะพลิกแผ่นดิน..จนในที่สุดก็เจอ 

                   ฉันเชิญเขาคนนั้นมาตรวจดูอาการเอลมิน่า..แต่ว่าสีหน้าของเขาดูกังวลอย่างมาก

                   “เป็นยังไงบ้าง!!!..ถอนคำสาปให้ลูกฉันได้มั้ย?”

                   “ไม่ไหวหรอก”

                   “หะ…ห๊ะ..หมายความว่ายังไงกัน..อาร์ติเฟกซ์ของคุณถอนคำสาปได้ไม่ใช่หรอ”

                   “ใช่..ฉันถอนคำสาปได้..แต่ว่าคำสาปที่ฉันถอนได้มันแค่ระดับต้นถึงกลางเท่านั้น..ส่วนที่คำสาปที่ลูกนายโดนน่ะ..เป็นคำสาประดับสูง..ซึ่งอาร์ติเฟกซ์ของฉันถอนไม่ได้”

                   “ถ้างั้นก็ตามหา..คนที่สามารถถอนคำสาประดับสูงได้ซะก็สิ้นเรื่องสิ..คนอย่างคุณน่าจะรู้จักใครบ้างใช่มั้ยล่ะ!?” 

          “ไม่หรอก..ยังไงก็ไม่ไหวอยู่ดี..เพราะคำสาปที่เด็กคนนี้โดนน่ะ..ไม่ใช่คำสาประดับสูงธรรมดา…..คนที่จะถอนคำสาปนี้ได้คงมีแต่คนที่..ครอบครองอาร์ติเฟกซ์สายถอนคำสาป<ระดับหายาก>ขึ้นไปและต้องมีพลังเวทย์เทียบเท่ากับ<จักรพรรดิ์เวทย์มนต์>หรือ<อัศวินศักดิ์สิทธิ์> เท่านั้นถึงจะสามารถถอนมันได้..…ถ้าหากเงื่อนไขไม่ครบตามนี้หรือขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป…ยังไงก็ถอนคำสาปนี้ไม่ได้แน่ ซึ่งตามที่ฉันรู้มาทั้งจักรพรรดิ์เวทย์มนต์คนปัจจุบันและอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้ง6คน ไม่มีใครที่มีอาร์ติเฟกซ์ที่ถอนคำสาปได้แม้แต่คนเดียว ”

           “มะ…ไม่จริงน่ะ..ฉัน..ต้องยืนรอดูวาระสุดท้ายของลูกตัวเองงั้นหรอ..” เข่าฉันทรุดลงกับพื้นปรากฎความสิ้นหวังสุดขีดกลืนกินจิตใจฉันทันที…

            “คุณพ่อ..คุณพ่อ..ช่วยหนูด้วย….ปีศาจ!!!! ..มีปีศาจกำลังกินเครื่องในหนูอยู่…อึกเจ็บ..ไม่ไหวแล้ว ฮือๆๆๆๆ” เด็กน้อยที่มีผิวสีดำและตาสีแดงที่เข้มยิ่งขึ้นกว่าเดิม กำลังเห็นภาพหลอนและดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง

            “เอลมิน่า..ไม่เป็นอะไรนะ..พ่ออยู่ตรงนี้แล้ว” ชายผู้เป็นพ่อวิ่งเข้าไปจับมือเด็กน้อยนั้นทันที่โดยที่ไม่ได้รังเกียจหรือหวาดกลัวรูปลักษณ์ของเธอที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

           “คำสาปคงกำเริบสินะ..ช่วยไม่ได้แหะ..ถึงแม้ฉันจะถอนคำสาปนี้ไม่ได้..แต่ก็น่าจะบรรเทาอาการมันได้บ้างล่ะ”

            ‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’ ปรากฎแสงสว่างพุ่งออกจากอาร์ติเฟกซ์ลูกแก้วแล้วอาบร่างของเด็กสาวทันที

            สีผิวของเด็กสาวมีสีดำลดลง..และดวงตาสีแดงก็เริ่มจางลงกว่าเดิมเล็กน้อย เด็กสาวมีท่าทีสงบลงทันที

            “ไหนบอกว่ารักษาไม่ได้ไง!!!!..ดูสิ..สีผิวกับสีตาจางลงแล้วเห็นมั้ย..ถ้าทำต่อไปต้องหายแน่”

            “เห้ออ..นายไม่เชื่องั้นสินะ..งั้นเดี๋ยวฉันจะแสดงให้ดูละกันว่ามันถอนไม่ได้” 

             ‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’

             ‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’

             ‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’

                                    .

                                    .

             ‘เวทย์แสง-แสงล้างคำสาป’     

             ปรากฎแสงสว่างจ้าทั่วห้องหลายครั้ง..แต่ทว่าสีดำบนผิว..กับสีแดงบนตา ไม่ได้จางลงเลยแม้แต่น้อย

             “เห็นมั้ยล่ะ..ว่ามันถอนไม่ได้..ที่ฉันทำได้ก็แค่บรรเทาอาการชั่วคราวในตอนที่คำสาปนี้กำเริบเท่านั้น”

             “มะ…ไม่จริงน่า”

             เขาฉันทรุดลงด้วยความอ่อนระทวย…ตัวฉันกลับไปอยู่ในสภาพสิ้นหวังอีกครั้งไม่ต่างจากเดิม

             “เสียใจด้วยนะ” ชายคนนั้นกล่าวแสดงความเสียใจออกมา

                                                    …………….

              ในคืนวันนั้นเองที่ฉันนั่งก้มหน้าอยู่คนเดียวในป่าข้างหมู่บ้านฉัน ได้มีบุคคลปริศนาคลุมฮู้ดสีดำคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้นต่อหน้า…เขาบอกกับฉันว่าหัวหน้าของพวกเขาสามารถถอนคำสาปนี้ให้ลูกฉันได้…แต่ต้องแลกกับการช่วยงานของพวกเขาในการตามหาของบางอย่าง โดยถ้างานนี้สำเร็จ เขาสัญญาว่าจะถอนคำสาปให้ลูกสาวของฉันทันที

              ตอนนั้นฉันดีใจมากๆจึงรีบตอบตกลงเขาไปทันที..เพราะคิดว่าเป็นแค่งานง่ายๆที่แค่ตามหาของ และในคืนวันนั้นเองก่อนที่ฉันจะเดินทางไปกับชายคนนั้น…ฉันได้ฝากให้ผู้ใช้อาร์ติเฟกซ์สายถอนคำสาปช่วยดูแลลูกสาวฉันให้ โดยฉันได้สละเงินเก็บทั้งชีวิตจำนวนมากที่ได้มาจากการเป็นนักพจญภัยทั้งหมดให้กับเขา

              “ฉันฝากคุณด้วยนะ..นี่คือเงินทั้งหมดของฉัน..ตอนที่อาการคำสาปของลูกสาวฉันกำเริบ ฉันอยากให้คุณช่วยใช้พลังของคุณบรรเทาอาการให้เจ็บปวดให้เธอหน่อย…ส่วนเรื่องอาหาร..ฉันก็คงต้องฝากคุณดูแลเธอด้วยนะ..ฮึก..” ฉันกล่าวพร้อมกับหลังน้ำตาออกมา

              “ดะ..เดี๋ยวก่อน..แล้วนายจะไปไหนล่ะ..คำสาปนี้มันไม่มีทางถอนได้ไม่ใช่หรอ”

              “ไม่หรอก..พอดีมีคนๆนึงที่เขาบอกว่าหัวหน้าพวกเขาสามารถช่วยได้น่ะ…”

              “หา!?…แล้วนายไม่คิดว่าพวกเขาจะหลอกนายบ้างเลยรึไง??”

              “หลอกแล้วไงล่ะ…หรือว่าคุณมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ที่ช่วยลูกฉันได้..”

              “ระ…เรื่องนั้นมันก็..” เขากล่าวด้วยคำพูดเถียงไม่ออกทันที

              “ถ้าหากนี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลูกฉันได้…ฉันก็จะขอเดิมพันกับความหวังนั้น..แม้ว่ามันจะเป็นเส้นทางสู่ความพินาศของตัวฉันก็ตาม”

              “งั้นหรอ..งั้นฉันขอให้นายโชคดีนะ..เรื่องลูกสาวนายไม่ต้องห่วงฉันจะดูแลเธอให้เอง”

              “ขอบคุณมากนะ..คุณเป็นคนดีจริงๆ”

              “ไม่หรอก..ฉันว่านายเป็นพ่อที่ดีมากกว่าคนดีที่ไม่ได้เรื่องอย่างฉันซะอีก”

              ก่อนที่ฉันจะเดินทางไป ฉันได้บอกลาลูกสาวของฉันเป็นครั้งสุดท้าย

              “เอลมิน่า..ไม่ว่ายังไงพ่อก็ต้องหาทางช่วยลูกให้ได้นะ..” ฉันจับมือเธอขึ้นมา..พร้อมกับร้องไห้ 

              “คะ..คุณพ่อคะ..อย่าไปเลยนะคะ..หนูไม่เป็นไรแล้ว..หนูอยากอยู่กับคุณพ่อมากกว่า” เด็กน้อยกล่าวในสภาพนอนซม ดวงตาสีแดงเหม่อลอย..พร้อมกับมีน้ำตาสีเลือดไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้นหลายสาย ..เมื่อพ่อของเธอได้เห็นสภาพน่าเวทนานั้นของลูกตัวเองก็ยิ่งทำให้คิดว่าไม่ว่ายังไงเขาต้องช่วยลูกให้ได้

                “มะ..ไม่ต้องห่วงนะ..เอลมิน่า..พ่อไปแปปเดียว..อีกเดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้ว..ลูกต้องหายแน่นอน..” ผู้เป็นพ่อส่งยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน..แม้ว่าดวงตาทั้งสองข้างของเธอนั้นจะบอดสนิทแล้วก็ตาม

                 หลังจากนั้นเขารีบลุกขึ้น..เดินออกจากบ้าน..แล้วเดินทางไปกับชายคลุมฮู้ดปริศนานั่นทันที

              

                                                 

                  

                  

    คล้ายกับเรื่องThe Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา ที่คุณอ่าน