ยามเช้าหลังหมอกจาง
ทั้งหมู่บ้านยังคงตกอยู่ในบรรยากาศกดดัน
ข่าวเื่ประตูหินใตู้เาแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แม้ชาวบ้านจะไม่รู้รายละเอียด แต่ทุกคนต่างััได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้น
เฉินเยี่ยนชิวยืนอยู่กลางลานหมู่บ้าน
สายตาเย็นสงบของเขากวาดมองไปรอบด้านเพียงครั้งเดียว
ก่อนจะเริ่มตรวจสอบสถานที่ทั้งหมดทันที
ศพผู้เสียชีวิต
รอยอักขระบนพื้น
ค่ายกลผุพัง
รวมถึงโพรงใต้ดิน
ทุกอย่างถูกตรวจสอบอย่างรวดเร็วราวกับเขาเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
คนของหอเฝ้าราตรีที่เคยใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบ กลับพบว่าเฉินเยี่ยนชิวเพียงมองไม่กี่ครั้งก็สามารถสรุปบางอย่างได้แล้ว
ชายถือดาบยืนอยู่ด้านหลังอย่างเงียบงัน
ขณะมาถึงหน้าทางลงโพรง
เฉินเยี่ยนชิวก้มลงััรอยอักขระบนกำแพงหิน
จากนั้นจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ
“นี่ไม่ใช่ผนึกของยุคปัจจุบัน”
ทุกคนชะงัก
แต่ก่อนที่ใครจะถาม
เขากล่าวต่ออีกประโยค
“ผนึกนี้...เก่ากว่าหอเฝ้าราตรี”
ทั่วบริเวณพลันเงียบสนิท
แม้แต่ชายถือดาบยังหรี่ตาลง
เพราะหอเฝ้าราตรีดำรงอยู่มานานกว่าหมื่นปี
หากสิ่งนี้เก่ากว่านั้น...
แล้วมันถูกสร้างขึ้นในยุคใดกันแน่
ไม่มีผู้ใดตอบคำถามนั้นได้
หลังจากตรวจสอบโพรงอยู่พักใหญ่
เฉินเยี่ยนชิวจึงกลับขึ้นมาบนพื้นดิน
สายตาของเขาพลันหยุดลงที่เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง
หลินเซวียน
ทั้งสองสบตากันเป็ครั้งแรก
เพียงเสี้ยววินาที
หลินเซวียนกลับรู้สึกแปลกประหลาด
เงาของเฉินเยี่ยนชิวดูไม่เหมือนเงาของมนุษย์ทั่วไป
มันยาวกว่าปกติ
และเคลื่อนไหวช้ากว่าร่างเ้าของเพียงเล็กน้อย
ราวกับเป็สิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง
หลินเซวียนกะพริบตา
เงานั้นกลับเป็ปกติทันที
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนเฉินเยี่ยนชิวเอง
ก็รู้สึกแปลกไม่ต่างกัน
เด็กคนนี้ไม่ได้มีกลิ่นอายผู้ฝึกตนแข็งแกร่ง
ไม่ได้มีพลังโดดเด่น
แต่กลับมีบางสิ่งบางอย่างติดอยู่กับตัว
คล้ายร่องรอยของอดีตอันเก่าแก่
บางอย่างที่แม้แต่เขายังมองไม่ทะลุ
เฉินเยี่ยนชิวจึงเอ่ยถามขึ้นเรียบ ๆ
“เ้าเป็คนที่ลงไปถึงประตูนั้นใช่หรือไม่”
หลินเซวียนพยักหน้า
“ใช่”
“เ้ามองเห็นอะไร”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลง
หลินเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบตามความจริงเพียงบางส่วน
“ข้าเห็นโซ่”
“เห็นเมือง”
“เห็นดวงตา”
หลังคำตอบสุดท้าย
เฉินเยี่ยนชิวพลันนิ่งไป
เพียงชั่วครู่เท่านั้น
แต่หลินเซวียนสังเกตเห็น
ดวงตาของผู้ตรวจการลำดับที่เจ็ดเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ราวกับคำพูดเ่าั้ไปกระตุ้นความทรงจำบางอย่าง
“ดวงตาเช่นใด”
เฉินเยี่ยนชิวถามต่อ
“ข้าไม่รู้”
“แต่เหมือนมันกำลังมองข้าอยู่”
ครั้งนี้เฉินเยี่ยนชิวไม่ถามอะไรอีก
เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ
แล้วเดินจากไป
ทิ้งให้หลินเซวียนยืนงุนงงอยู่เพียงลำพัง
ตกดึก
ทุกคนพักผ่อน
แต่เฉินเยี่ยนชิวกลับนั่งอยู่คนเดียวภายในห้องเงียบมืด
บนโต๊ะไม้เก่า
มีม้วนคัมภีร์โบราณถูกคลี่ออก
กระดาษบางส่วนเหลืองซีดตามกาลเวลา
ภาพวาดบนคัมภีร์แทบเลือนหาย
แต่ยังพอมองออก
ว่าเป็ภาพเมืองสีดำโบราณ
โซ่ั์ที่พาดผ่านท้องฟ้า
และตะเกียงจำนวนมาก
คล้ายกับสิ่งที่หลินเซวียนเล่าไม่มีผิด
เฉินเยี่ยนชิวจ้องภาพนั้นอยู่นาน
ก่อนจะพึมพำกับตนเอง
“เป็ไปไม่ได้...”
เขาพลิกหน้าถัดไป
ดวงตายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม
“บันทึกนี้ควรถูกเผาทำลายไปแล้ว”
ลมกลางคืนพัดผ่านหน้าต่าง
ทำให้เปลวไฟบนตะเกียงสั่นไหว
ห้องทั้งห้องกลับเงียบงันอีกครั้ง
ไม่นานหลังจากนั้น
เฉินเยี่ยนชิวหยิบยันต์ส่งสารออกมา
ปลายนิ้วลากอักขระด้วยปราณอย่างรวดเร็ว
ข้อความมีเพียงไม่กี่บรรทัด
“พบร่องรอยผนึกโบราณ”
“พบผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ทราบสถานะ”
เมื่อเขียนเสร็จ
ยันต์ก็ลุกไหม้
กลายเป็ลำแสงสีดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
หายไปในความมืด
เฉินเยี่ยนชิวเดินออกจากที่พัก
ยืนอยู่หน้าหมู่บ้านเพียงลำพัง
สายตาเย็นเฉียบจับจ้องูเาสูงเบื้องหน้า
ูเาที่ซ่อนประตูหินเอาไว้
ูเาที่กำลังปลุกบางสิ่งขึ้นจากอดีต
เขามองอยู่นาน
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“หวังว่า...ข้าจะมาทัน”