หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 38 จดหมายจากอาหมิง

    วันรุ่งขึ้นพวกผู้ชายช่วยกันตัดไม้มาปลูกกระท่อม ส่วนฉันกับเสวี๋ยฉีและฟางหรูช่วยกันจัดเตรียมอาหารปรุงบะหมี่ในครัว และเตรียมเครื่องดื่มของแกล้มเหล้า ให้ทุกคนได้ดื่มแก้หิวแก้กระหายน้ำ โดยมีสองลิงน้อยคอยช่วยหยิบของ และช่วยส่งน้ำส่งขนมให้คนปลูกกระท่อม


    หยงเป่าบอกฉันว่าหลังจากปลูกกระท่อมเสร็จเขาจะขุดสระบัวด้วย หยงเป่าจะพาฉันไปบึงดอกบัวแถวป่าทางใต้ ที่นั่นมีดอกบัวมายาสีน้ำเงินสวยงามขึ้นอยู่เต็มบึง และจะพาไปดูปักษาวารีอาศัยอยู่ที่บึงนั้นด้วย


    ฉันก็รีบตอบตกลงทันที เพราะไม่คิดว่าปักษาวารีจะยังมีอยู่ในป่าอัคคี และรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นปักษาวารีในตำนานตัวเป็นๆ หยงเป่าบอกว่าตอนนี้ปักษาวารีมีเหลือแค่ฝูงเล็กๆเพียงไม่กี่ตัว และเป็นปักษาที่อยู่มานานนับพันปีแล้ว


    เวลาผ่านไปหกวันกระท่อมก็สร้างเสร็จ เราจึงลงมือขุดสระบัวกันต่อซึ่งใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้นก็เสร็จ หยงเป่าเสือดำก็พาฉันขึ้นขี่หลังพู่งกระโดดออกไปจากป่าไผ่เขียว กระทั่งเรามาถึงบึงดอกบัวที่มีขนาดใหญ่ ในบึงเต็มไปด้วยดอกบัวมายาสีน้ำเงินสวยแปลกตาดูเข้มขลัง ท่ามกลางใบบัวสีเขียวเข้มแผ่บนผิวน้ำทั่วบึง


    หยงเป่าบอกว่าดอกบัวมายาสีน้ำเงินเป็นพืชกินแมลง มีฤทธิ์ให้กลิ่นหอมคลายอาการปวดเมื่อย ฉันร้อง ห๊า?! ทันที คิดว่าหยงเป่าน่าจะเข้าใจผิดที่บอกว่าดอกบัวกินแมลง แต่หยงเป่าบอกว่าฉันได้ยินไม่ผิดหรอก ซึ่งตอนกลางวันอาจจะยังเห็นไม่ชัด ให้รอดูตอนกลางคืน ดอกบัวจะเปล่งแสงสีฟ้า ล่อแมลงให้เข้ามาติดกับดักแล้วจับกินเป็นอาหาร


    แล้วเขาก็ชี้นิ้วให้ฉันดูนกปักษาวารีสีฟ้าคราม ขนปีกส่องแสงสวยระยิบระยับตัวหนึ่ง ที่เพิ่งบินโฉบลงมายืนบนใบบัวใบใหญ่ กำลังก้มหน้ามองหาจับปลาตัวเล็กๆกินที่หลบซ่อนอยู่ใต้ใบบัว หยงเป่ายกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากทำเสียงชู่ววว! อย่าส่งเสียงดัง


    แล้วพาฉันหมอบคลานเบาๆไปดูใกล้ๆ ช่างเป็นปักษาที่มีสีขนสวยงามจับตาจับใจยิ่งนัก จึงไม่แปลกใจเลยที่มีคนอยากจับปักษาวารีไปเลี้ยง เราแอบดูปักษาวารีกินปลาอยู่เพียงครู่เดียว ก็เห็นหมาจิ้งจอกตัวสีส้มสดหน้าอกมีขนสีดำ กำลังวิ่งมากินน้ำที่ริมบึง ทำให้ปักษาตกใจโผบินหนีไปทันที


    ฉันนึกเสียดายที่ได้เห็นปักษาวารีเพียงแปบเดียว เพราะปักษาวารีเป็นนกขี้ตกใจระแวดระวังตัว เราจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเก็บต้นบัวมายาสีน้ำเงินแล้วพากันกลับป่าไผ่เขียว กระทั่งตอนกลางคืนเราก็ได้เห็นดอกบัวมายาสีน้ำเงิน เปล่งแสงประกายล่อแมลงกลางคืนดักกินเป็นอาหาร ช่างเป็นความสวยงามอัศจรรย์ ซ้ำยังซ่อนพิษสงร้ายไว้ในตัวอีกด้วย


    หลังจากที่พวกเราเหน็ดเหนื่อย จากการสร้างกระท่อมและขุดสระบัว เราจึงหยุดพักผ่อนนั่งๆนอนๆผ่อนคลายอยู่ในเรือนกันเกือบสัปดาห์ เสวี๋ยฉีกับหยงเป่า และซิ่นหลิง จึงใช้ช่วงเวลาที่ว่างอยู่ไปกักตนในที่เงียบสงบ พร้อมทั้งกำชับฉันไว้ว่าถ้ามีเหตุอันตรายเกินกำลัง ให้เรียกเขาทั้งสามคนมาช่วย ห้ามฝืนกำลังทำอะไรสุ่มเสี่ยงเด็ดขาด


    ฉันพยักหน้ารับทราบคำสั่ง จากนั้นหยงเป่ากับซิ่นหลิงก็ออกเดินทางไปจากป่าไผ่เขียว ส่วนเสวี๋ยฉีนั้นตรงเดินเข้าไปในป่าไผ่ คงจะไปสั่งงานกับหยางกวางและเหล่าฝูงงู ให้คอยดูแลฉันและเฝ้าเรือนไว้อย่าให้ใครมาบุกรุก


    เสวี๋ยฉี หยงเป่า กับซิ่นหลิงไปกักตนได้สามวันแล้ว ช่างเป็นวันที่เงียบเหงาเพราะไม่ได้ยินเสียงบ่นดุด่าของเสวี๋ยฉีที่คุ้นเคยเลย วันนี้ฉันนึกอยากออกไปยืดเส้นยืดสายแก้อาการเหงาขี้เกียจ


    จึงชักชวนเฟยเจินที่คอยอยู่เป็นเพื่อน ให้ออกไปหาเก็บสมุนไพรชนิดใหม่ๆที่ป่าตะวันออก เฟยเจินที่ไม่เคยปฏิเสธคำชักชวนก็บอกว่าวันนี้เขาจะพาเข้าไปในป่าลึกขึ้นหน่อย เพราะในป่าลึกจะมีสมุนไพรหลายชนิดที่ฉันยังไม่เคยเห็นไม่เคยเก็บ ฉันจึงตะโกนเรียกไมเคิลกับแอปเปิลสองลิงแฝดให้ตามไปด้วยกัน


    เฟยเจินพาฉันกับสองลิงบินไปที่ป่าลึกทางตะวันออก แล้วโผบินร่อนลงตรงก่อนถึงดงป่าไผ่สีเหลืองนวล เฟยเจินบอกว่าที่ป่าไผ่ข้างหน้านี้มีสมุนไพรขึ้นเยอะ เราจึงพากันเดินเข้าไปโดยมีสองลิงน้อยคอยช่วยดูทาง และคอยเตือนเวลาจะมีปีศาจเข้ามาโจมตี


    เฟยเจินพาฉันเดินตรงไปที่กอไผ่สีเหลืองนวลเกือบเป็นสีทองกอใหญ่ แล้วใช้พัดติดใบมีดร่อนไปฟันไปที่ลำต้นไผ่ขาดครึ่ง เขาพาฉันเดินเข้าไปดูในลำปล้องไผ่ ก็เห็นหนอนตัวสีเหลืองนวลอวบอ้วน กำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กภายในปล้องไผ่ ฉันถึงกับร้อง ยึ๋ยยยย! กระโดดดิ้นยุกยิกรีบเดินหนีออกมา ลูบขนแขนที่กำลังลุกตั้งเพราะแขยงหนอน ปากก็ร้องถามว่าพาฉันมาดูหนอนทำไม?!


    เฟยเจินหัวเราะที่เห็นท่าทางฉันดีดดิ้นแขยงหนอน แล้วตัดลำปล้องไผ่เป็นท่อนสั้นแต่มีหนอนตัวอ้วนอยู่ภายใน เขาเทหนอนตัวอ้วนเกือบเท่านิ้วโป้ง ออกมาจากปล้องไม้ไผ่ใส่ในมือตัวหนึ่ง แล้วยื่นให้ฉันดูว่านี่คือหนอนชิงชัง เห็นมันน่าขยักแขยงแบบนี้แต่มันมีดีคือเป็นหนอนเลิกเหล้า


    ถ้านำหนอนชิงชังไปใส่ในไหเหล้า จะทำให้ผู้ที่ดื่มเหล้าไหนั้นได้รับพิษจากหนอนชิงชัง จนไม่อยากดื่มเหล้าไปอีกหลายวัน เพราะจะรู้สึกผะอืดพะอมคลื่นใส้ทุกครั้งที่ลิ้นแตะเหล้า แต่เมื่อผ่านไปหลายวันหนอนชิงชังก็จะหมดพิษ


    ส่วนใหญ่คนที่กินพิษหนอนชิงชังก็จะไม่นึกอยากดื่มเหล้าอีก ซึ่งจะได้ผลดีมากกับผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าอย่างจริงจัง ถ้าใช้หนอนชิงชังกับปีศาจต้องใช้หนอนสองถึงสามตัว แต่ถ้าใช้กับมนุษย์แค่ตัวเดียวก็พอ


    แล้วเขาก็ถามฉันว่าอยากจะลองชิมดูไหม เพราะปกติเมื่อฉันเจอสมุนไพรชนิดใหม่ๆ ก็จะเด็ดชิมรสชาติทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันรีบตอบทันทีว่า ไม่!! และไม่กล้าหยิบจับหนอนด้วย แต่ก็อยากลองนำไปใช้ทดลองกับเสวี๋ยฉี เพราะช่วงนี้อาหารการกินสมบูณ์ เงินทองมีใช้เหลือเฟือ ทำให้เสวี๋ยฉีดื่มเหล้าเยอะเหมือนดื่มน้ำ ซื้อเหล้ามาเก็บตุนไว้มากกว่าซื้ออาหารเสียอีก


    เฟยเจินรีบห้ามให้ฉันหยุดความคิดนั้น ว่าไม่ควรไปท้าทายอำนาจมืดของเสวี๋ยฉี เราจึงหัวเราะให้กันและเลิกความคิดจะให้เสวี๋ยฉีเลิกดื่มเหล้า อีกทั้งวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของที่นี่คือการได้พูดคุยพบปะและสานความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วย


    เฟยเจินจึงจับหนอนชิงชังใส่กลับลงไปในปล้องไผ่ แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าที่ฉันพกติดตัวมาด้วยมัดปิดปากปล้องไผ่ ให้หนอนอาศัยอยู่ในปล้องไผ่ฉันจะได้ไม่ต้องสัมผัสหนอน แล้วยื่นปล้องไผ่นั้นให้ฉันเก็บไว้นำไปปรุงเป็นยาเลิกเหล้า จากนั้นเราก็เดินหาเก็บสมุนไพรชนิดอื่นๆได้อีกหลายชนิด


    ซึ่งวันเวลาผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์แล้ว ในขณะที่เรากำลังนั่งกินอาหารกลางวันกันอยู่นั้น หยางกวางได้นำนกเหยี่ยวธรรมดาตัวหนึ่งเดินเข้ามาหาฉัน แล้วบอกว่าเขาจับนกเหยี่ยวสื่อสารได้จึงนำมาให้ฉันดู เพราะคิดว่าน่าจะมีคนส่งจดหมายมาหาฉัน


    เมื่อเปิดอ่านจดหมายมีข้อความเขียนไว้ว่า "เกิดโรคระบาดในวัง นางกำนัลหลายคนมีอาการปวดศรีษะ คลื่นใส้ อาเจียรรุนแรง ถ่ายท้อง ขอเชิญหมอหญิงไป๋เข้ามาตรวจรักษา เพราะหมอหวังไม่อยู่เดินทางไปต่างเมือง จาก...อาหมิง”


    เฟยเจินถามฉันว่าจดหมายอะไร ฉันจึงยื่นกระดาษให้เฟยเจินอ่าน แล้วบอกเขาว่าหลังกินอาหารเสร็จ จะออกไปทำงานรักษาคนป่วยในวังสักหน่อย จึงหันไปถามฟางหรูกับเหวินอี้ว่าต้องการสิ่งของอะไรเพิ่มหรือไม่ ขากลับจะได้แวะไปซื้อให้ที่ตลาด


    ฟางหรูบอกว่าอยากได้หม้อดินใบใหญ่สักใบ เพราะใกล้ถึงฤดูหนาวที่นี่คงจะมีอากาศหนาวมาก นางจึงอยากทำเนื้อตุ๋นหม้อดินให้พวกเราได้กินร้อนๆคลายหนาว แต่ถ้าฉันอยากจะกินหลังจากที่กลับจากรักษาคนไข้นางก็จะทำให้กิน


    ฉันรีบตอบว่าเยี่ยม! กำลังนึกอยากกินอาหารหม้อไฟรสเผ็ดๆอยู่พอดี ส่วนเหวินอี้บอกว่าอยากได้เป็ดและไก่มาเลี้ยงไว้กินไข่อย่างละคู่ จากนั้นฉันก็ให้เฟยเจินจดรายการใส่กระดาษ แล้วออกเดินทางไปที่พระราชวังหลังกินอาหารเสร็จทันที


    เรามุ่งหน้าไปที่จวนหมอหลวง ก็พบกับอาหมิงผู้ช่วยของหมอหวังยืนรอเราอยู่ในจวน อาหมิงเล่าว่าหลังจากที่นางกำนัลกินอาหารเสร็จ ทุกคนล้วนมีอาการปวดท้อง คลื่นใส้อาเจียรคราวเดียวกันหลายคน ให้กินยาแก้ปวดท้องแล้วยังไม่หายปวด นางกำนัลบางคนมีอาการถ่ายท้องรุนแรงถึงขั้นหมดสติ อีกทั้งตอนนี้หมอหวังก็ไม่อยู่ อาหมิงจึงต้องส่งจดหมายไปตามให้ฉันมาช่วย


    ในตอนแรกเขาคิดว่าอาจจะเกิดจากอาหารเป็นพิษ แต่เมื่อสอบถามนางกำนัลทุกคนก็บอกว่ากินอาหารธรรมดาที่เคยกินปกติในโรงครัว อีกทั้งรสชาติอาหารก็ไม่ได้มีรสจัดจ้าน เขาจึงสอบถามแม่ครัวปรุงอาหารก็ตอบว่า ใช้วัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารปกติทุกวันจึงไม่มีทางเป็นไปได้ว่าอาหารจะเป็นพิษ


    เฟยเจินจึงถามถึงบ่อน้ำที่ใช้ดื่มใช้ปรุงอาหารมีอะไรผิดปกติหรือไม่ มีใครแอบไปวางยาพิษในบ่อน้ำหรือเปล่า อาหมิงตอบว่าเขาให้คนช่วยกันตรวจสอบที่บ่อน้ำแล้วไม่มีอะไรผิดปกติและไม่พบยาพิษในบ่อน้ำ แต่อาหมิงก็ยังหาสาเหตุไม่พบจึงตัดสินใจส่งจดหมายเชิญฉันให้มาช่วยรักษาคนป่วย เพราะกลัวจะเกิดโรคระบาดในวัง เกรงจะมีผลกระทบไปถึงสุขภาพของฮ่องเต้และฮองเฮา


      อาหมิงจึงพาเราไปดูอาการนางกำนัลคนหนึ่งที่อาการยังไม่ทุเลา และยังคงอาเจียรปวดท้อง มองดูแล้วอาการก็เหมือนอาหารเป็นพิษ แต่ทำไมอาการป่วยจึงยังไม่ทุเลา ฉันจึงเปิดดวงตาปีศาจเพ่งมองดูนางกำนัลคนนั้นและคนอื่นๆ ก็พบว่าพวกนางได้รับพิษที่เกิดจากพืชชนิดหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน