สำนักวังบาดาล วันต่อมา
ทางสำนักได้จัดเวทีการปรุงยาไว้ให้กับผู้เข้าแข่งขันซึ่งเป็นศิษย์สำนักวังบาดาล เพื่อหาผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะได้เป็นศิษย์คนที่สองของเจ้าสำนัก และศิษย์ทุกคนที่ไม่ได้ลงแข่งก็สามารถมาชมการแข่งได้เพื่อแสดงถึงความใสสะอาดในการแข่งขัน ทุกคนต่างตื่นเต้นและเตรียมตัวมาลงสมัครเข้าแข่งขันกันตั้งแต่เช้า
ฟางเหม่ยหลิงเองก็เช่นกันเธอนั้นก็เตรียมตัวมาตั้งแต่เช้า พอการแข่งขันเริ่มขึ้นทุกคนก็เข้าประจำที่ตามหมายเลขที่ได้รับ ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มีผู้ร่วมแข่งขันสิบคน
"ให้เวลาหนึ่งก้านธูป ใครปรุงยาเมฆาสวรรค์ได้อยู่ในระดับดีที่สุด ถือว่าผ่านการคัดเลือก"
รองเจ้าสำนักได้เดินออกมาประกาศต่อผู้เข้าแข่งขันก่อนที่จะเดินมานั่งเก้าอี้ด้านหน้าสุดเพื่อเข้าดูการแข่งขัน และเขาก็เป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วยและมีอาจารย์อีกหลายคนที่มาเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างโปรงใส ส่วนเจ้าสำนักตอนนี้ไม่อยู่ไปต่างแคว้นกับองค์ชายแปด ไม่สามารถมาตัดสินเองได้
"เมฆาสวรรค์ ยาตัวนี้ปรุงยากมาก"
"นั้นสิ แล้วพวกเขาจะทำได้ไหม"
"คนที่เข้าแข่งครั้งนี้ล้วนเก่งๆทั้งนั้นต้องมั่นใจว่าทำได้จึงได้ลงแข่งขันอย่างไรละ"
ศิษย์สำนักวังบาดาลที่ไม่ได้เข้าแข่งขันแต่เป็นผู้ชมกำลังพากันกระซิบกระซาบคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ถึงการแข่งในครั้งนี้
ทางด้านฝั่งผู้เข้าแข่งขันเองก็ล้วนกำลังตกประหม่าเพราะพวกเขาไม่คิดว่ายาที่ให้ปรุงจะเป็นเมฆาสวรรค์เพราะยาตัวนี้นอกจากจะหายาก มีราคาแพงแล้ว ยังมีวิธีการปรุงที่ยุ่งยากซับซ้อนอีกด้วย เป็นยาเพิ่มพลังของผู้ฝึกเวทย์นั้นเอง แต่ผู้ฝึกเวทย์นั้นมีน้อยมาก ยาตัวนี้จึงไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะปรุงมัน นักปรุงยาส่วนมากนิยมปรุงยาที่มีผู้คนต้องการเป็นจำนวนมาก มากกว่า
แต่ตอนนี้พวกเขาต้องมาปรุงยาตัวนี้ บางคนถึงกับถอนหายใจเพราะเขายังไม่รู้วิธีปรุงยาชนิดนี้เลย จึงมีหลายคนที่ขอถอนตัวออกจากการแข่งขัน บางคนที่พอจะรู้อยู่บ้างก็พยายามเรียบเรียงขั้นตอนและลองปรุงมันดูแบบเงอะๆงะๆ
ฟางเหม่ยหลิงเองก็ลงมือปรุงยาแล้ว เธอจำได้อย่างแม่นยำเพราะลองปรุงหลายครั้ง เธอได้สูตรปรุงยานี้มาจากมารดาของเธอ
ที่บันทึกรายละเอียดยานี้ไว้ในหนังสือ และเธอเองก็สนใจเรื่องพลังเวทย์ ด้วยตั้งแต่เข้ามาอยู่ร่างนี้เธอยังไม่เคยเห็นผู้ใช้เวทย์ตัวเป็นๆเลยสักครั้ง มันยิ่งทำให้เธอสนใจมากยิ่งขึ้น เธอรู้ว่าที่โลกนี้ มีคนที่เป็นวรยุทธ์ เป็นนักปรุงยา และเป็นนักเวทย์ ส่วนมากก็จะเก่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่ก็จะมีบางคนที่เก่งทั้งสองด้าน คือ วรยุทธ์ กับ ปรุงยา แต่ยังมีบุคคลอีกพวกหนึ่งที่เก่งสามด้านเลย นั้นคือ วรยุทธ์ ปรุงยา เวทย์ ซึ่งหายากมาก เพราะนักเวทย์นั้นไม่ใช่ใครก็เป็นได้ มันคือขีดจำกัดทางสายเลือด ผู้ที่มีสายเลือดนักเวทย์เท่านั้นถึงจะใช้เวทย์ได้
ไป๋เฉียนฉิงที่ลงแข่งขันในครั้งนี้ด้วย เธอมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากเพราะยาตัวนี้นางเคยเห็นมันมาแล้วจากบิดาของนางที่ประมูลมา และได้ลองปรุงมันดูถึงแม้จะไม่รู้สูตร แต่นางก็เอาตัวอย่างที่ได้มาแยกแยะส่วนประกอบเพื่อหาส่วนประกอบต่างๆในตัวยาว่ามีอะไรบ้างเพียงไม่นาน นางก็รู้ว่ายาตัวนี้มีสมุนไพรอะไรบ้าง นางนั้นมีพรสวรรค์ในด้านการปรุงยามาก แต่นางก็ยังไม่รู้อัตราส่วนผสมที่แน่นอน แต่ก็ไม่สำคัญ เพราะนางมั่นใจว่าผู้ที่ลงแข่งนั้นย่อมไม่รู้ว่ามีสมุนไพรใดที่อยู่ในตัวยาบ้าง เพราะไม่เคยมีใครบันทึกสูตรยาตัวนี้เอาไว้ และยาตัวนี้มีราคาแพงมาก ไม่น่าจะมีใครที่ซื้อยานี้มาไว้ในครอบครองได้ง่ายๆ นางจึงยิ้มอย่างผู้มีชัย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วทุกคนวางมือจากการปรุงยาจะเสร็จหรือไม่ก็เสร็จก็ต้องวางมือเพราะตอนนี้ ธูปที่จุดไว้ได้ดับลงไปแล้ว ทุกคนต้องทำตามกฏ รองเจ้าสำนักและอาจารย์ทุกคนต่างลุกเดินมาที่โต๊ะปรุงยาของศิษย์ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน พวกเขาต่างค่อยๆพิจารณายาและดมกลิ่นพร้อมทั้งชิมยา ที่มีสีแปลกแตกต่างกันออกไป ยาของศิษย์บางคนไม่ต้องชิม ไม่ต้องดม พวกเขาก็ส่ายหัวไปมา แล้วเดินผ่านไปเฉยๆ แค่เพราะเห็นก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ยาเมฆาสวรรค์
จนมาถึงไป๋เฉียนฉิงที่ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ ด้านหน้าของนางมีโอสถเมฆาสวรรค์ที่วางไว้อยู่ในถ้วยกระเบื้อง ตัวยาถูกปั้นจนกลมหมนสวยงาม อาจารย์ทุกคนต่างพากันชะงักและมองอย่างพิจารณา พร้อมทั้งสูดดมกลิ่น และชิมมัน คนละนิด พวกเขาต่างพากันส่งยิ้มให้กับนาง
"ยาของนางเป็นเมฆาสวรรค์ ไม่ผิดแน่ นางมีพรสวรรค์จริงๆ"
ท่านรองเจ้าสำนักหันไปพูดกับอาจารย์ท่านอื่นๆอย่างพึงพอใจ
"น่าจะอยู่ในระดับสอง เก่งจริงๆ"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น ยอดเยี่ยมมาก"
"หายากจริงๆคนที่จะปรุงเมฆาสวรรค์ได้ระดับนี้"
เหล่าอาจารย์ต่างพากันชื่นชมไป๋เฉียนฉิง เพราะแค่ยาเมฆาสวรรค์ระดับสองนี้ก็ขายได้ราคาแพงมาก คนที่ปรุงได้ในระดับนี้ยิ่งหายาก พวกเขาแค่คิดว่าถ้ามีใครปรุงยานี้ได้ระดับหนึ่งก็น่าจะผ่านเป็นศิษย์คนที่สองของเจ้าสำนักได้แล้ว เหล่าอาจารย์จึงพากันคิดว่านางน่าจะได้เป็นศิษย์ของเจ้าสำนักแน่ๆ
และศิษย์สำนักวังบาดาลที่เป็นผู้ชมอยู่ก็ต่างมีแววตาชื่นชมในตัวนาง
"เก่งจริงๆสมกับเป็นบุตรีเสนาขวา"
''ใช่ๆ นอกจากเก่งแล้วความงามของนางก็ไม่น้อยหน้าใคร"
"ข้าอยากได้นางมาเป็นฮูหยินเอกจริงๆเลย"
ไป๋เฉียนฉิงได้ยินทุกคนพากันพูดเรื่องของนาง ก็อดที่จะเชิดหน้าขึ้นและยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ได้ ตอนนี้นางมีความสุขมาก นางกำลังจะได้เป็นศิษย์คนที่สองของเจ้าสำนักวังบาดาลที่ยิ่งใหญ่ และจะได้ใกล้ชิดกับองค์ชายแปดผู้เป็นที่รักอีกด้วย ตอนนี้นางแทบจะหุบยิ้มไม่ได้อีกแล้ว เพราะความตื่นเต้นดีใจ
เหล่าอาจารย์ก็พากันเดินตรวจสอบยาต่อไปจนมาถึงฟางเหม่ยหลิงที่ยืนอยู่โต๊ะตัวสุดท้าย พวกเขามองดูยาของเธอที่ปั้นเป็นรูปกลมๆเม็ดไม่ใหญ่มากนัก เธอยิ้มให้พวกเขา พวกเขาก็ทำเหมือนทุกที คือยกขึ้นมาแบ่งกันดม และชิม เหล่าอาจารย์ต่างพากันประหลาดใจ จนตาโต
"ยาตัวนี้ อยู่ในระดับสามไม่ผิดแน่"
"ใช่ เป็นยาเมฆาสวรรค์ระดับสาม ระดับสูงสุด"
"ไม่คิดว่าเจ้าจะปรุงมันได้ระดับนี้"
"หายากมากๆ คนที่จะปรุงมันได้ เจ้าเก่งมากจริงๆ "
"ข้ายังแทบไม่เชื่อ ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง"
ไป๋เฉียนฉิงได้ยินดังนั้นก็โกรธมาก ไป๋เฉียนฉิงนั้นไม่คิดว่าเศษสวะอย่างฟางเหม่ยหลิงจะปรุงยาตัวนี้ได้ ด้วยครอบครัวของฟางเหม่ยหลิงนั้นจนไม่น่าจะมีเงินซื้อยาตัวนี้มาได้ และนางจะรู้ได้อย่างไรว่ายาตัวนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง แถมนางยังปรุงออกมาได้ในระดับสามอีกด้วยซึ่งเป็นระดับที่ยามีความบริสุทธิ์สูงสุด
ไป๋เฉียนฉิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปกลางฝ่ามือมีเลือดซึมออกมา แต่มันก็ไม่ทำให้นางรู้สึกเจ็บที่มือเลย เพราะตอนนี้นางกำลังเจ็บใจมากกว่า ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งแค้น ความหวัง ความฝัน ที่นางวาดเอาไว้ได้พังทลายลงในพริบตา
"เป็นไปได้ยังไง"
"ไม่น่าเชื่อนางปรุงยาออกมาได้ระดับสาม"
"เก่งกว่าไป๋เฉียนฉิงอีก"
"ทั้งเก่งทั้งงดงามกว่าไป๋เฉียนฉิงอีกด้วย"
"นางนี่ละ ว่าที่แม่ของลูกข้า"
ทุกคนต่างพากันตกตลึงหลังจากที่ได้ยินเหล่าอาจารย์พูดว่ายาตัวนี้อยู่ในระดับสาม พวกเขาต่างพากันพูดถึงเรื่องนี้ไม่หยุด และบางคนแทบยังไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ฟางเหม่ยหลิงตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าในสำนักนี้นอกจากเหล่าอาจารย์แล้วยังมีศิษย์ใหม่ผู้นี้ที่เก่งมาก จึงอาจเรียกได้ว่า อัจฉริยะ ของสำนักเลยก็ว่าได้
พวกเหล่าอาจารย์ต่างพากันกระซิบกระซาบกันสักพัก รองเจ้าสำนักก็เอ่ยขึ้น
"ตอนนี้เราก็หาผู้ชนะได้แล้ว ข้าขอประกาศว่าศิษย์ของเจ้าสำนักคนที่สองก็คือ ฟางเหม่ยหลิง"
พอรองเจ้าสำนักพูดจบ ทุกคนก็พากันเฮลั่น และปรบมือจนเสียงดังกึกก้องไปทั่ว ศิษย์ทุกคนต่างพากันมาแสดงความยินดีกับฟางเหม่ยหลิงที่ได้เป็นถึงศิษย์ของเจ้าสำนัก เธอกล่าวขอบคุณเหล่าอาจารย์และทุกคน พร้อมทั้งบอกกับทุกคนว่า
"พรุ้งนี้เป็นวันเปิดร้านยาของข้า ขอเชิญพวกท่านไปร่วมงานนะเจ้าค่ะ"
เธอถือโอกาสนี้รีบบอกข่าวการเปิดร้านของเธอให้ทุกคนรู้เป็นการโฆษณาไปเลย เพราะเธอเป็นถึงศิษย์ของเจ้าสำนักและยังปรุงยาได้ในระดับสามอีกด้วย ยาของเธอต้องได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน
"เจ้ากำลังจะเปิดร้านยาหรือนี่"
"อายุเท่านี้แต่ได้เป็นเถ้าแก่เนี้ยแล้ว"
"ยินดีด้วย ยินดีด้วย"
"ข้าไปแน่นอน"
"ศิษย์พี่ต้องไปอยู่แล้ว"
ทุกคนพอได้ยินว่านางจะเปิดร้านก็พากันยินดีกับนาง และต่างก็ชื่นชมนาง พวกเขาสัญญาว่าจะไปร้านของนางแน่นอน ศิษย์ทุกคนในสำนักต่างพากันคุยกับนางอย่างสนุกสนาน เพราะนางอัธยาศัยดี คุยสนุก ไม่ถือตัว ตอนแรกพวกเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะคิดว่าหญิงสาวที่งดงาม มักถือตัวหรือหยิ่ง ยิ่งเป็นคนที่พรสวรรค์โดดเด่นแบบนางแล้วละก็ แต่กับฟางเหม่ยหลิง ไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนจึงสนิทใจที่จะคบกับนางเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เพราะรู้แล้วว่าหญิงสาวนั้นเข้ากับคนง่าย พวกเขาจึงรู้สึกสบายใจ ถึงแม้จะได้เห็นใบหน้าของนางแค่เพียงครึ่งเดียว เพราะนางใส่ผ้าบางๆปิดหน้าส่วนล่างเอาไว้ตลอด แต่พวกเขาก็ต่างรู้ได้ ว่านางต้องเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างแน่นอน