บทที่ 28
อุปสรรคมากมายเสียงจริง
ในเวลาเดียวกัน ทุกการกระทำและทุกการตัดสินใจของเอวา อยู่ในสายตาของชายชราทั้งหมด เขาแหงนศีรษะมองฟ้าและหมุนคอเป็วงกลมด้วยสีหน้าครุ่นคิดและความรู้สึกงุนงง
“อะไรกัน คนทั่วไปมักจะเลือกเส้นทางที่เคยผ่านมาและรู้สึกถึงความปลอดภัยเป็อันดับแรกไม่ใช่หรือไง ยัยเด็กนั้นมีความคิดที่ลึกซึ้งหรือเป็คนคิดมากกันแน่เนี้ย...แต่ที่แน่ๆนางเป็เด็กที่โชคดีจริงๆถึงสามารถบุกบ้านข้าเป็ครั้งที่สองได้”
ชายชราจ้องมองเอวาที่กำลังเดินทางไปถึงสะพานหวนรำลึก เขาส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับถอดถอนหายใจ “เฮ้อ...ดูจากที่สามารถเอาชนะการ์กอยล์โลหิตได้ การข้ามสะพานหวนรำลึกโดยไม่ให้ฝูงไฮดราหนองน้ำตื่น ก็คงไม่ใช่เื่ยากอะไร”
ในตอนนั้นคำพูดที่เกิดจากการส่งพลังเวทย์ดังกระทบโสดประสาทรับเสียงของชายชรา
“จะให้ผมไล่เธอกลับไปดีมั้ยครับ?”
ได้ยินเช่นนั้นชายชราครุ่นคิดในใจก่อนจะตอบกลับไป “ถ้าเป็แบบนั้นได้ก็ดี เพียงแต่อย่าได้เอาเปรียบเธอก็พอ สงสารเด็กหน่อย...สงสารเด็ก”
คำพูดจากอากาศราวกับผู้ที่กล่าวนั้นไร้ตัวตน ได้ตอบกลับรับคำ
“ผมเข้าใจแล้ว”
หลังจากผ่านบานประตูมาได้ ทั่วพื้นที่ก็เต็มไปด้วยแสงมีเหลืองอ่อนส่องสว่างไปทั่ว แหล่งกำเนิดของแสงนั้น เกิดต้นไม้หลากหลากสายพันธุ์ บางต้นสามารถเปล่งแสงสว่าง บางต้นผลของมันสามารถสาดแสงประหนึ่งโคมไฟยามค่ำคืน
เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ทัศนียภาพช่างแปลกตายิ่งนัก ผืนป่าตรงหน้าถูกตัดแบ่งออกเป็สองส่วน ทำให้พื้นที่ตรงหน้ากลายเป็เหวลึก คั้นกลางด้วยแม่น้ำสีแดงอ่อน การจะไปต่อได้นั้น จำเป็ต้องใช้สะพานข้ามไป ระยะทางมองด้วยสายตาราวๆหนึ่งกิโลเมตร
เอวามองขอบขอบผาที่ถูกตัดขาดเป็เส้นตรง เรียบเนียนประหนึ่งไม่ได้เกิดจากธรรมชาติแต่มันเกิดจากฝีมือดาบของมนุษย์
ตามความทรงจำในหัว เส้นทางตรงหน้าเป็เส้นทางสุดท้ายที่เชื่อมต่อกับที่อยู่อาศัยของชายชราลึกลับ สิ่งเดียวที่ต้องทำคือการข้ามสะพานแขวนให้สำเร็จ โดยไม่ให้ผู้พิทักษ์หนองน้ำตื่นขึ้นมา สำหรับคนธรรมดาแล้ว เส้นทางนี้เรียกได้ว่ายากที่สุด เพราะไม่สามารถใช้สิ่งรอบตัวหรือใช้โชคที่จะข้ามผ่านไปได้ จำเป็ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุดในการก้าวเดินแต่ละครั้ง และในอดีตเอวาลีนก็เกือบถูกผู้พิทักษ์ทะเลสาบกลืนกินเข้า หากไม่ใช่ว่ามีคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ถึงกระนั้นในตอนนี้คนที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่เอวาลีนในครั้งก่อน หากเทียบกับการต่อสู้กับการ์กอยล์โลหิต การสังหารแร้งดำ หรือการค้นหาเส้นทางพอร์ทัลที่ปลอดภัยแล้วละก็ บนทางเดินในสะพานหวนรำลึก คล้ายจะเป็เส้นทางที่ง่ายที่สุดสำหรับเธอ นั้นก็เพราะเธอเคยเดินหลบหลีกแสงเลเซอร์ แอบเข้าไปในสถานที่สำคัญ แม้กระทั่งทำเนียบขาวที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูง ยังไม่สามารถขวางทางเธอไว้ได้
ไม่รอช้า เอวาย่ำเท้าลงไปบนสะพานหวนรำลึก น้ำหนักเท้าแต่ละข้างที่เหยียบลง สม่ำเสมอ แ่เบา ไร้เสียงและรวดเร็วราวกับภูตผี ความเงียบนั้นแม้แต่นกที่เกาะอยู่บนราวสะพานยังไม่แตกตื่น ใช้เวลาเพียงสิบห้านาที เธอก็สามารถผ่านสะพานหวนรำลึกมาได้สำเร็จ โดยยังไม่เห็นแม้แต่หน้าตาของไฮดราหนองน้ำเลย
เอวารู้สึกโล่งใจที่ความพยายามทั้งหมดประสบความสำเร็จด้วยดี จากความทรงจำสถานที่ที่ชายชราอาศัยอยู่ข้างหน้า...ไม่ไกลจากตำแหน่งนี้แล้ว
แต่เส้นทางข้างหน้าก็ไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่คิดไว้ เวลาผ่านไปเกือบห้าปี เื่บางเื่ที่อยู่นอกเหนือความทรงจำของเอวาลีนบังเกิดขึ้น แสงสว่างจากต้นไม้นานาพันธุ์ดับลงในคราวเดียว ความมืดเข้ามาแทนที่ ความหนาวเย็นปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด
เอวาไม่สามารถก้าวเท้าต่อไปได้ เธอใช้สัญชาตญาณและเปิดรับััอันตราย สิ่งใดเข้ามารอบตัวในระยะเอื้อมมือจับถึง เธอสามารถรับรู้ได้ทันที
ฟิ้วว!!! เสียงของสายลมดังเป็สัญญาณเตือน
พริบตาเดียว เงาตะคุ่มพุ่งเข้าใส่ เอวาตวัดมีดสั้นจากมือซ้ายและมือขวาเป็รูปกากบาทตั้งรับทันที เธอรับรู้ได้ทันทีว่าตัวตนตรงหน้าไม่ใช่สัตว์วิเศษแต่เป็มนุษย์ที่หยิบจับอาวุธและกำลังโจมตีเข้าใส่อย่างรวดเร็วและดุดัน
ภายใต้ความมืด แค่เพียงมองยังเป็เื่ยากจะแบ่งแยกสิ่งใดได้ เอวายังต้องรับกับการโจมตีอย่างหนักหน่วงของศัตรู หากไม่ใช่เพราะแก่นเวทย์ของการ์กายล์เืที่ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น เธออาจเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ในทันทีเลยก็เป็ได้
ตอนนี้เอวาทำได้เพียงร่นถอยไปทีละก้าว ทีละก้าว เธอจนมุมที่ปากเหวลึก แต่ทันใดนั้นเอง การโจมตีของคนลึกลับก็ได้หยุดลงและหายกลับเข้าไปในเงามืดอีกครั้ง ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้้าทำร้ายเพียงแต่้าขับไล่ให้เธอออกไปจากสถานที่แห่งนี้เท่านั้น
จากการปะทะกัน ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไม่ได้เหนือไปกว่าตัวเธอเลย ช่างเป็เื่ที่น่าแปลกใจ เพราะพละกำลัง และความเร็วนั้น เทียบเท่ากับตัวเธอ ราวกับตั้งใจเอาไว้ ที่สำคัญอีกฝ่ายไม่ได้ใช้มานาในการโจมตีเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ที่สำคัญสิ่งที่ได้เปรียบที่สุดก็คือ วิสัยการมอง แม้ต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายกลับสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระราวกับตาเห็นภาพตรงหน้าทั้งหมด
เอวากัดฟันแน่น คู่ต่อสู้ตรงหน้าเหนือกว่าเธอทั้งหมด แต่อีกเพียงแค่ก้าวเดียว...ก้าวเดียวเท่านั้น!! เธอก็จะได้พบกับเป้าหมายที่ตัวเอง้า เธอไม่มีทางยอมแพ้และล่าถอยกลับไปเด็ดขาด วิธีที่ทำให้มองเห็นได้แม้อยู่ในความมืด หากเป็โลกเดิมการใช้กล้องอินฟาเรดถือเป็คำตอบ แต่ในโลกที่ปราศจากเทคโนโลยีเ่าั้ จำเป็ต้องทำเื่ที่ยุ่งยากอย่างการแบ่งแยกความร้อน และการจะทำเช่นนั้นจะต้องสามารถควบคุมมานาในร่างกายให้ััถึงออร่าหรือพลังเวทย์จากตัวตนของอีกฝ่ายให้ได้
ไม่รอช้า เอวาลองจินตนาการภาพในหัวถึงการไหลเวียนของมานา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็แรงะเิเหมือนเช่นการโจมตีของคนอื่นที่เคยเห็นมา วิธีการปลดปล่อยมานาในร่างกายที่ง่ายที่สุดคือการทำลาย
“บ้าเอ๊ย!! มันจะต้องมีวิธีใช้มานาในรูปแบบอื่นด้วยสิ” เวลานี้สิ่งที่เอวาขาดไปคือการเรียนรู้วิธีการใช้พลัง