บทที่ 37: อดีตของนักรบมิโกะแห่งขมังเวทย์ 4 (Past of the Magic Warrior of Maiden Part 4)
ผู้ที่มาขวางโอจิกับสึรุฮิเมะไว้ก็คือชายปริศนาวัยกลางคนที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำ“ข้านำดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพมาให้แล้วขอรับ ดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนี้ได้ผ่านการทำพิธีสังเวยเพื่อปลดปล่อยพลังของมันเป็นที่เรียบร้อยแล้วขอรับ”“พวกเจ้าทำดีมาก”ดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพได้มาอยู่ในกำมือของชายปริศนาผู้นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว“อืม พลังของมันนั้น ช่างยิ่งใหญ่สมกับที่ข้าออกตามหามาเนิ่นนานยิ่งนัก”ชายปริศนาผู้นี้สัมผัสได้ถึงพลังอันแสนยานุภาพ และไร้เทียมทานของดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง ในชนิดที่แม้แต่อาวุธนิวเคลียร์ในยุคปัจจุบันก็ยังไม่สามารถขึ้นมาเทียบเคียงกับมันได้ แต่ทว่า ดูเหมือนจะขาดอะไรบางอย่าง“เจ้าอย่าได้เอามือสกปรกของเจ้า...มาทำให้ดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพต้องแปดเปื้อน”โอจิรีบพุ่งเข้าไปหาชายปริศนาผู้นั้นเพื่อหวังจะชิงดาบเจ็ดเขี้ยวกลับคืนมา แต่ชายผู้นั้นก็ได้ใช้พลังของดาบเจ็ดเขี้ยวในการหยุดเวลาเอาไว้ก่อนที่เดินเข้าไปแทงเข้าไปที่กลางลำตัวของโอจิด้วยดาบเจ็ดเขี้ยวจนทะลุออกมา จากนั้นก็คลายการหยุดเวลาเพื่อให้เวลานั้นเดินต่อไป มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลที่กลางลำตัวของโอจิและค่อยๆ หยดลงบนพื้น จนมีคราบเลือดเจิงนองอยู่บนพื้นตรงบริเวณที่เขายืนอยู่ มีคราบเลือดจำนวนมากติดอยู่กับคมดาบเจ็ดเขี้ยว“ยังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเจ้านั้นไม่รู้…ก็คือชีวิตของผู้สำเร็จวิชาอาชณเวทย์ที่จะต้องสังเวยนั้นมันไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นสองคน” หลังจากที่พูดจบชายวัยกลางคนก็กระชากดาบเจ็ดเขี้ยวออกมา จนทำให้ร่างหนาของโอจินั้นทรุดหงายลงกับพื้น“โอจิ!!” สึรุฮิเมะรีบเข้าไปดึงร่างของโอจิให้มาอยู่ในอ้อมกอดของเธอ“ข้าขอโทษนะ...สึรุ ที่ข้าปิดบังเจ้า...เรื่องที่ข้า...ก็เป็นผู้สำเร็จวิชาอาชณเวทย์เหมือนกัน... เพราะว่าข้า...ไม่อยากให้เจ้าเอาชีวิตมาเสี่ยง...กับการฝึกวิชาเวทย์นี้...เพราะมันอันตรายมาก...มีทั้งนักบวช มิโกะ และองเมียวจิจำนวนมาก...ที่ต้องมาจบชีวิตลง...เพราะว่าพวกเขานั้น...ฝึกวิชาเวทย์นี้ไม่สำเร็จ...ข้ารักเจ้ามาก...ข้าไม่อยากเสียเจ้าไป...จึงต้องทำแบบนั้น...ได้โปรดเข้าใจข้า...และยกโทษให้ข้าด้วย...สึรุ หญิงสาวคนรักในดวงใจของข้า...”ลมหายใจสุดท้ายของโอจิก็ได้มอดดับลง ความรู้สึกภายในใจของสึรุฮิเมะในตอนนี้จากความเศร้าโศกได้กลายมาเป็นความแค้นอย่างสุดขีด เธอกัดฟันแน่นอยู่ภายในปากคู่งามพลางมีน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงคู่งามสีฟ้าอมม่วง“อาชณเวทย์ คือพลังเวทย์ที่จะทำให้สามารถระลึกชาติได้ แต่อาจจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกถ้าหากจะฝึกฝนมัน แต่ข้าช่วยเจ้าได้นะ ถ้าเจ้าอยากจะฝึกมันโดยที่ไม่ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง แต่อาจจะต้องเดินเข้าไปสู่ด้านมืด...”สึรุฮิเมะเรียกปืนไฟคาบศิลาและยิงไปที่ชายปริศนาผู้นั้นด้วยมือเพียงข้างเดียว เสียงปืนนั้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มีควันลอยฟุ้งออกมาจากปากกระบอกปืน ใบหน้างามของเธอนั้นนิ่วด้วยความโกรธเกรี้ยวแบบสุดๆ ดวงตาคู่งามสีฟ้าอมม่วงนั้นเบิกกว้าง แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอกแต่ถึงกระนั้น กระสุนก็ไม่สามารถทะลุผ่านม่านอาคมแห่งศาสตร์มืดมาได้ ทำให้เธอได้รู้ทันทีเลยว่า ชายผู้นี้เป็นถึงองเมียวจิแห่งศาสตร์มืดและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนเกาะโอมิชิมะ ทั้งยืมมือกองทัพโออุจิ ทั้งส่งพวกอสูรโยไคออกอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนทั้งเกาะโอมิชิมะ และเหตุเพลิงไหม้ที่ศาลเจ้าโอยามะซุมิ รวมไปถึงฆ่าทั้งพ่อ พี่ชาย และคนรักของเธอด้วย ทุกอย่างก็เพื่อที่จะชิงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพมาจากศาลเจ้า“โอ้ว เกือบไปแล้วนะเนี่ย”“พวกเจ้าฆ่าพ่อข้า ฆ่าพี่ชายของข้า ฆ่าโอจิ คนรักของข้า ฆ่าคนในศาลเจ้า ฆ่าผู้คนในเกาะ ข้าจะปลิดชีพเจ้า!!”สึรุฮิเมะเรียกดาบคาตานะมายาออกมาและพุ่งเข้ามายังชายปริศนาใต้ผ้าคลุมเพื่อหวังจะปลิดชีพอีกฝ่าย แต่เขาก็รีบทำการร่ายเวทย์กระบี่แสงสีม่วงเข้มลงบนแขนและป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงคมดาบที่กระทบกระทั่งกับลำแสงคมดาบนั้นดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง“จะปลิดชีพข้า น้ำหน้าอย่างเจ้าเนี่ยหน่ะหรือ ขนาดตัวเจ้าเองยังปกป้องชายคนรักยังไม่ได้เลย”สึรุฮิเมะแทบจะฉุนขาดเมื่อได้คำพูดเย้ยหยันของชายใต้ผ้าคลุมสีดำเช่นนั้น จึงทำให้เธอตวัดคมดาบใส่เขาอย่างไม่ยั้งและไร้สติ แต่อีกฝ่ายก็สามารถป้องกันการโจมตีไว้ได้ทั้งหมด จนทำให้เธอถูกปัดคมดาบไปทิศทางอื่นและถูกถีบที่กลางลำตัวเข้าอย่างจัง จนทำให้ร่างงามของเธอกระเด็นออกมาและทรุดล้มลงกับพื้นภายในศาลเจ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยเพลิงไหม้อันร้อนระอุสึรุฮิเมะพยายามลุกขึ้นยืนพลางเรียกง้าวนากินาตะออกมายันตัวไว้ ก่อนที่เธอจะก็พุ่งเข้าโจมตีใส่ชายใต้ผ้าคลุมด้วยความโกรธแค้น แต่ทว่า นางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่มาในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางครึ่งมนุษย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพลางเรียกง้าวโลกันตร์ออกมา และช่วยป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทันเวลาก่อนที่นางจะปัดคมง้าวของอีกฝ่ายไปยังทิศทางอื่น สึรุฮิเมะรีบกระโดดถอยหลังออกมาตั้งหลักทันทีนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ บ้าน่า ไม่ใช่ว่านางถูกพันธนาการด้วยพลังเวทย์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิจนกลายเป็นก้อนหินเสชโชเซกิไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อนหรอกหรือด้วยความที่ตระกูลโอโฮรินั้นเป็นตระกูลนักบวชที่เกิดในสายเลือดของบรรพบุรุษชนเผ่าวา จึงทำให้สึรุฮิเมะที่เป็นมิโกะในทายาทตระกูลนั้นรู้จักนางเทวีอสูรฯ เป็นอย่างดี เมื่อได้เห็นนางเทวีอสูรฯ มาอยู่ที่ตรงหน้า เธอก็รู้สึกตกตะลึงจนแทบจะขยับตัวไปไหนมาไหนไม่ได้ สีหน้าของเธอนั้นแสดงออกถึงความรู้สึกตกใจอย่างสุดขีด ดวงตาคู่งามสีฟ้าอมม่วงนั้นเบิกกว้างออกมานิดๆ“เจ้าคงจะเป็นนักรบมิโกะแห่งขมังเวทย์ที่มีนามว่าโอโฮริ สึรุฮิเมะอย่างงั้นสินะ...”นางเทวีอสูรฯ เริ่มแสยะยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดต่อไปว่า “ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ข้ากะว่าจะจัดการกับเจ้าซะตรงนี้ แต่เผอิญว่าข้ามีธุระอย่างอื่นที่จะต้องทำ...”นางเทวีอสูรฯ ทำการเปิดช่องว่างแห่งมิติขึ้นด้วยง้าวโลกันตร์ สึรุฮิเมะรีบวิ่งพุ่งเข้าไปหาชายใต้ผ้าคลุมสีดำเพื่อหวังจะชิงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพกลับคืนมา แต่ก็ถูกนางเทวีอสูรฯ ปล่อยคลื่นพลังปีศาจใส่จนทำให้ร่างงามของเธอกระเด็นออกมาแล้วทรุดลงกับพื้น“พวกเรารีบไปกันดีกว่า เสียเวลามามากพอแล้ว”หลังจากนั้น นางเทวีอสูรฯ กับชายใต้ผ้าคลุมสีดำ และลูกสมุนอีกสองตนอย่างอุวาบามิกับคิโดวมารุก็ได้หนีหายไปในช่องว่างแห่งมิติ พร้อมกับดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่เขาได้ขโมยมาจากศาลเจ้าโอยามะซุมิที่กำลังถูกเปลวไฟแผดเผา ทันใดนั้น ก็เริ่มมีสายฝนสาดลงมายังเบื้องล่าง เพลิงไหม้ที่กำลังปกคลุมไปทั่วศาลเจ้าและหมู่บ้านต่างๆ ก็เริ่มค่อยๆ มอดดับลงไปทีละน้อยทางด้านสึรุฮิเมะที่กำลังนอนคว่ำอยู่บนพื้นในท่ามกลางสายฝนที่สาดลงมาอย่างโหมกระหน่ำ ในตอนนี้เธอรู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างมากจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืน เธอนั้นรู้สึกอยากจะนอนตายอยู่ตรงนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป“ท่านสึรุฮิเมะ รูปปั้นโทกิอาโซบิโดงูยังใช้งานได้อยู่นะขอรับ เรารีบไปเถอะขอรับ”ทานุกิ ภูติพิทักษ์ประจำกายของยาสุโมชิก็ได้ปรากฏขึ้นจากสร้อยอัญมณีของผู้เป็นพ่อ ทำให้สึรุฮิเมะนึกได้ทันทีเลยว่า…พวกนางเทวีอสูรฯ อาจจะหนีข้ามเวลาไปยังช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ทานุกินั้นเคยรับปากกับยาสุโมชิเอาไว้ว่า ถ้าหากเมื่อใดที่ผู้เป็นนายจะต้องสิ้นใจลง ทานุกิจะคอยทำหน้าที่ดูแลสึรุฮิเมะให้ดีที่สุดสึรุฮิเมะเริ่มพอจะมีแรงอยู่บ้าง จึงชันตัวลุกขึ้นนั่งและรีบคว้าร่างภูติพิทักษ์ทานุกิเข้ามาสวมกอดไว้อย่างแนบชิดพลางร้องไห้สะอื้นออกมา มีน้ำตาไหลรินออกมาจนอาบแก้มขาวผ่องทั้งสองข้าง ทานุกิกอดตอบอย่างแนบชิดด้วยใบหน้าขี้อ้อนที่ราวกับเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา สักพัก สึรุฮิเมะก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปถอดสร้อยอัญมณีที่ทานุกิสิงสถิตอยู่ในนั้นออกมาจากผู้เป็นพ่อ ก่อนที่เธอจะนำมาสวมใส่ไว้ที่คอขาวผ่องและเก็บไว้เป็นของดูต่างหน้าหลังจากนั้น ทานุกิได้กลายมาเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของสึรุฮิเมะในเวลาต่อมา ซึ่งสำหรับสึรุฮิเมะแล้ว ทานุกิคือสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่เธอมี