ตอนที่ 58 คุณชายน้อยพริสตัน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินไม่คิดว่าพฤติกรรมของเขาจะถูกคนอื่นดูถูกแบบนี้
อย่างไรก็ตามต่อให้เขารู้เขาก็ไม่ได้สนใจสายตาคนอื่น เพราะตั้งแต่ที่เขาก้าวมาที่นี่เขาก็เตรียมตัวเตรียมใจมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
‘ใครจะคิดยังไงก็ช่าง ฉันรู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่ก็พอ’
มือน้อยยังคงพลิกอ่านหนังสือที่สุ่มหยิบขึ้นมาต่อไป ท่าทางของเขาดูสุขุมและใจเย็น มีมาดของนักวิชาการอายุน้อยที่หาได้ยาก
แล้วเขาก็คิดได้ว่า
“ความจริงฉันไม่จำเป็นต้องไปนั่งอ่านที่นั่นเลย มันเสียเวลา การอ่านแบบนี้ดูเหมือนจะสะดวกกว่า” เขากล่าวพลางยิ้มน้อยๆ แล้วนั่งลงตรงนั้นพร้อมกับพลิกหน้าหนังสืออ่านอย่างมีความสุข
การนั่งอ่านหนังสือบนพื้น ความจริงภาพนี้ย่อมไม่ใช่ภาพที่แปลกตาแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าห้องสมุดที่ใดก็ล้วนมีคนแบบนี้ให้เห็นอยู่ทั่วไป
การกระทำทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของมาร์เทล เขานั้นอดที่จะส่ายศีรษะไปมาไม่ได้ พลางคิดว่าเด็กน้อยคนนี้ทำตัวไม่สมกับเป็นนายน้อยพริสตันเลยแม้แต่น้อย
คนที่เกิดมาในตระกูลนักวิชาการที่สูงส่งควรวางกิริยาเป็นชนชั้นสูงสิ ทำไมถึงปฏิบัติเหมือนชาวบ้านทั่วไปแบบนี้
แม้มาร์เทลจะมองภาพนี้อย่างขัดตา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ต่อให้นายน้อยพริสตันจะทำอะไรติดดินยิ่งกว่านี้เขาก็รู้ตัวว่าอะไรควรพูดและอะไรที่ไม่สมควรพูด
ห้องสมุดนี้ถูกออกแบบออกมาเป็นอย่างดี มันทั้งสูงและโล่งโปร่ง อีกทั้งยังมีช่องแสงที่รับแสงที่กรองลงมา นอกจากแผ่นกระจกแล้วยังมีเวทมนตร์ที่ร่ายอีกชั้นหนึ่งทำให้แสงอาทิตย์นั้นไม่แรงมาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมห้องสมุดแห่งนี้จึงมีอากาศและอุณหภูมิที่ดี เหมาะแก่การเก็บรักษาหนังสือ
เมอร์ลินพลิกอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางที่สบายๆ แสงอาทิตย์ลอดผ่านลงมาจากช่องรับแสงสะท้อนเส้นผมสีเงินของเขา ทำให้ภาพนี้ดูราวกับเขาเป็นเทพแห่งดวงจันทร์ที่เปล่งรัศมีออกมา ดวงตาสีเงินแม้ไม่สะท้อนกับแสงของดวงอาทิตย์ แต่กลับมีประกายแห่งความสุขุมเยือกเย็น
ภาพลักษณ์ของคุณชายน้อยพริสตันตอนนี้ แม้จะปฏิบัติกิริยาไม่เหมาะสมไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลักษณ์ของเขาในตอนนี้นั้นน่าดูชม อดที่จะตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้างไม่ได้
เมอร์ลินหาได้สนใจในเรื่องราวเหล่านี้ไม่ สมาธิของเขากำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือ
เขาพลิกอ่านพวกมันแต่ละหน้าได้รวดเร็วมาก อีกทั้งยังจดจำได้ทุกตัวอักษร การกระทำนี้เหมือนจะมองแค่ผ่านๆ ไปเท่านั้น แต่กลับมีประสิทธิภาพที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง
หนึ่งการมอง จดจำได้ทั้งมวล
เพียงแค่มองก็สามารถเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ได้แล้ว นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่น่ากลัวยิ่งในโลกแห่งวิชาการ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เมอร์ลินก็อ่านหนังสือทั้งสองชั้นนั้นจนหมด กระทั่งแลนเซล เบรกค์ บรรณารักษ์หนุ่มได้เข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยกองหนังสือออกมา
ในตอนแรกเขาขมวดคิ้วเมื่อมองไม่เห็นคุณชายน้อยพริสตันผู้นั้นที่ควรรออยู่ที่โต๊ะเดิม และเมื่อเหลือบมองไปอีกทีก็พบว่าเขากำลังพลิกหนังสืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากที่นั่น
“คุณชายพริสตัน” แลนเซลเอ่ยเรียก
เสียงนี้ทำให้เมอร์ลินต้องเงยหน้าขึ้นมา
“เรียกผมว่าเมอร์ลินเถอะครับ” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมอร์ลินอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้วและพอจะเรียนรู้สังคมความเป็นอยู่ของที่นี่ แม้ระบบศักดินาจะล่มสลายมานับหมื่นปีหลังจากก่อตั้งร้อยประเทศแล้ว แต่รากของพวกมันยังไม่ถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง
แม้ปัจจุบันราชวงศ์จะยังคงเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง ไม่มีการปกครองด้วยกษัตริย์ แต่ตระกูลทรงอำนาจก็ยังมีอยู่ทุกหนแห่ง สังคมยังมีเส้นที่ขีดกั้นยังไม่จางหาย มันไม่สามารถกำจัดรากที่มีทั้งหมดได้ บางตระกูลยังยึดถือแนวทางปฏิบัติเดิม แม้ว่าหลายคนจะไม่คิดเรื่องนี้แล้วก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้นคนทั่วไปก็ใช่ว่าจะสามารถล่วงเกินคนเหล่านั้นได้
หลังจากที่วิชาการเรืองอำนาจ ตระกูลนักวิชาการกลับถูกปฏิบัติเช่นเดียวกัน
อำนาจและการเมืองยังคงถูกผูกติด
ในวงการทางวิชาการ การเข้าเรียนนอกจากสอบเข้าแล้วยังต้องอาศัยจดหมายแนะนำ การศิษย์คารวะเป็นลูกศิษย์กับศาสตราจารย์คนใดก็ยังต้องมีจดหมายแนะนำ
ดังนั้นตระกูลนักวิชาการชื่อดังจึงมีอำนาจในเส้นทางนี้ไม่น้อย
แลนเซลเองก็เดินในเส้นทางของนักวิชาการ เขาจึงไม่ต้องการที่จะล่วงเกินคุณชายน้อยตระกูลพริสตันผู้นี้
“ครับคุณเมอร์ลิน หนังสือที่คุณต้องการผมหาทั้งหมดมาให้คุณแล้ว”
เมอร์ลินพยักหน้าและเอ่ย “ขอบคุณมากครับคุณแลนเซล ผมรบกวนคุณแล้ว”
หนังสือที่แลนเซลหามาให้มันมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว หนังสือเหล่านั้นถูกยกจากรถเข็นมาวางไว้บนโต๊ะ มองดูคร่าวๆ น่าจะประมาณหลายสิบเล่มได้ จำนวนของมันแทบจะไม่ต่างไปจากหนังสือที่เขาอ่านไปก่อนหน้านี้เลย
“ไม่รบกวนหรอกครับ หากมีอะไรให้ผมรับใช้โปรดบอกมาได้เลย” แลนเซลกล่าวด้วยท่าทางที่สุภาพ
เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่ได้รับรู้ว่าเด็กตรงหน้านี้คือคุณชายน้อยตระกูลพริสตัน ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป
เมอร์ลินยิ้มเล็กน้อยแล้วหันกลับมาอ่านหนังสือต่อ
ความจริงเขาอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ หนังจากเข้ามาอยู่ในเมืองไม่กี่วันเขาก็ได้รับรู้ว่าคนรอบข้างของเขาปฏิบัติกับเขาด้วยกิริยาที่ต่างออกไป
ไม่นานเขาก็ได้รู้ว่าการเป็นลูกชายของศาสตราจารย์ออสตินนั้นทำให้เขามีฐานะที่ไม่เหมือนเดิม
การทำความเข้าใจของเขาในตอนนี้เหนือกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจเรื่องร่าวเหล่านี้
‘ดูเหมือนว่าต่อไปฉันจะต้องทำตัวให้สมกับเป็นนายน้อยพริสตันหน่อยแล้ว’
หลังจากที่เขาตั้งปณิธานนี้ขึ้นมา ท่าทางและการแสดงออกของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมอร์ลินเริ่มที่จะสลัดคราบเด็กน้อยที่มาจากชนบทออกไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้กลายเป็นคุณชายอย่างที่ผู้คนเรียกขานอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่เขาดูสงบและสุขุมมากขึ้น ทำให้บรรยากาศรอบๆ ตัวของเขากลายเป็นเด็กแก่เรียนมากกว่า
เมอร์ลินอ่านหนังสือในมือจบก็กลับไปนั่งที่ แล้วเปิดอ่านหนังสือที่แลนเซลหามาให้ต่อไป
ทุกๆ การกระทำของเขาล้วนอยู่ในสายตาของมาร์เทลทั้งสิ้น แต่เมอร์ลินก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
ในวันนั้นเองเมอร์ลินก็สามารถอ่านหนังสือที่แลนเซลหามาให้ได้จนหมด แม้ว่ามันจะมีหลายสิบเล่มแต่เขาก็สามารถอ่านพวกมันทั้งหมดได้ภายในครึ่งวันนั้น
เมอร์ลินยกนาฬิกาข้อมูลที่ออสตินมอบให้ขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่ายังไม่ถึงเวลากลับบ้าน เขาก็ปิดตานั่งทบทวนความรู้ทั้งวันที่เขาได้อ่านมา