บทที่45
เจ้ากล้ารึ?
ทั่วบริเวณโดยรอบเงียบงันไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ หรือแม้กระทั่งการขยับตัวของผู้คนผู้ฝึกตนทั้งหลายที่เฝ้ามอง ต่างแข็งค้างเหมือนรูปสลัก
ไม่มีผู้ใดติดตามการเคลื่อนไหวของหยุนโม่ทันเพราะสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้เห็น...เกินขอบเขตที่จินตนาการจะตามถึง
ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายา...ถูกมนุษย์ธรรมดาผู้นี้สังหารลงต่อหน้าต่อตาดั่งพญาเหยี่ยวที่จิกหัวไก่ในคอกอย่างไร้ความปรานี
“จ...เจ้า...” เสียงของหลี่เฉินหยางติดขัดอย่างยากเย็น ริมฝีปากซีดขาวสั่นระริกดวงตาที่เคยแหลมคมแฝงความเจ้าเล่ห์
ยามนี้เบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวลึกถึงขั้วหัวใจเงาบนใบหน้าเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นที่ไหลซึมลงมาตามขมับ
แผ่นหลังของหลี่เฉินหยางชุ่มเหงื่อจนเสื้ออาภรณ์สีครามเปียกชื้นแนบเนื้อขาทั้งสองข้างแข็งทื่อราวกับไม่ใช่ของตนเองในดวงตานั้น...ไม่เหลือแม้แต่เงาของคุณชายสามตระกูลหลี่
มีเพียงความตระหนกและสิ้นหวังฉายชัดบนใบหน้า
“อย่าขยับเชียว...”
เสียงของหยุนโม่เอ่ยออกมาอย่างเนิบช้าทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดัน น้ำเสียงของเขาราบเรียบ คล้ายลมเย็นเฉียบที่ค่อย ๆกรีดแทงเข้ากระดูก
“เมื่อครู่...เจ้าก็น่าจะเห็นแล้วว่ามันระเบิดหัวผู้ฝึกตนหลอมกายาขั้นกลางได้สบาย ๆ”
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากใต้หน้ากากเหล็กเย้ยหยันและเหี้ยมเกรียม ดวงตาที่ทอดมองไปยังหลี่เฉินหยางสะท้อนเพียงเงาความเย็นเยียบไร้ปรานี
ในสายตาของเขาหลี่เฉินหยางยามนี้...ไม่ต่างจากหนูตัวหนึ่งในกรง ไม่มีค่าพอจะเรียกว่าทายาทตระกูลใหญ่หรือแม้แต่คำว่า “ผู้ฝึกตน”
“เพราะแบบนั้น...”
หยุนโม่คลี่ยิ้มเย็นลงอีกครา
“ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นต้นอย่างเจ้า...คงไม่เหลือแน่นอน”น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น
กระแทกใส่โสตประสาทของหลี่เฉินหยางดั่งอสนีบาต
ใบหน้าเขาถอดสีจนขาวซีดไปทั้งใบหน้าริมฝีปากเม้มแน่นจนเลือดซึมนิ้วมือสั่นระริกจับชายเสื้อแน่นราวกับเป็นเชือกเส้นสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวชีวิตตนเองเอาไว้
“สารเลว!!ปล่อยคุณชายสาม!!!” เสียงตวาดก้องด้วยโทสะดังกระแทกอากาศชายชราหลังค่อมคำรามลั่น ร่างที่บาดเจ็บยังคงแผ่พุ่งรังสีสังหารอย่างเกรี้ยวกราด
มือข้างที่ยังสมบูรณ์ยกขึ้นสูงปราณวิญญาณอันหนาแน่นและเดือดพล่านปะทุออกจากร่างคลื่นพลังของมันหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า จนพื้นดินแตกร้าวยาวเหยียด
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลประหนึ่งพายุปราณที่พร้อมทำลายทุกสิ่งตรงหน้าให้แหลกเป็นผุยผง
“ฮ่าฮ่า...มีสิทธิ์อันใดบอกให้ข้าปล่อย?”หยุนโม่หัวเราะเสียงเย็น พลางปรายตามองชายชราราวกับกำลังมองคนโง่เขลาที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
แววตาใต้หน้ากากเหล็กฉายชัดถึงความดูแคลนไม่ไยดีแม้แต่น้อย
“เจ้า...กำลังหาเรื่องกับตระกูลหลี่งั้นหรือ?”
หลี่เฉินหยางตวาดออกมาอย่างดุดันเสียงของมันสั่นเครือทั้งจากโทสะและความอับอาย มันกัดฟันแน่นดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธจัด
“ข้า!คือบุตรชายคนที่สามของตระกูลหลี่ เป็นอัจฉริยะของตระกูลหลี่!!” น้ำเสียงแข็งกร้าวและประกาศก้องราวต้องการปลุกขวัญตนเอง
ทว่า...แม้จะตะโกนสุดเสียงแต่แววตาคู่นั้นกลับถูกความหวาดกลัวเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์
ทั้งก่อนหน้านี้ที่มันยังเหยียดหยามอีกฝ่ายราวกับมดปลวก
แต่ยามนี้ชีวิตของมันกลับถูกบีบไว้ในมือของบุรุษผู้นี้
ต่อหน้าสายตาของผู้คนมากมายที่จับจ้องเหตุใดจะไม่ให้อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีได้
หยุนโม่ฉีกยิ้มภายใต้หน้ากากเหล็ก
เขาหันกลับมามองหลี่เฉินหยางอย่างช้าๆ ดวงตาที่ทอดมองราวกับแมวเย้าหยอกหนูที่จนมุม น้ำเสียงของเขาเนิบช้าแต่ทุกถ้อยคำแหลมคมดุจคมมีดเฉือนลึกถึงวิญญาณ “แล้วอย่างไร?”
“ข้าไม่คิดว่าตระกูลหลี่จะช่วยเจ้า...จากมือข้าได้หรอกนะ”
“บุตรชายตระกูลหลี่แล้วอย่างไร?”
“ความเป็นตายของเจ้าขึ้นอยู่กับปลายนิ้วของข้า”
ดวงตาหลี่เฉินหยางแดงก่ำใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความดุร้าย
เขากัดฟันแน่นเลือดซึมจากมุมปากที่ขบจนปริ
ความอัปยศครั้งนี้...มันไม่อาจทนได้!
“เป็นอันใด? ไม่พอใจที่ชีวิตของตนเอง...ถูกตัดสินโดยมนุษย์ธรรมดาที่เจ้าคิดว่าเป็นมดงั้นหรือ?”
เสียงของหยุนโม่เยียบเย็นและเรียบเฉยแต่ถ้อยคำกรีดแทงลึกกว่าความตาย
หลี่เฉินหยางเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนที่มันจะหัวเราะดังลั่น คล้ายคนที่มองเห็นหนทางรอดบางอย่าง “ฮ่าฮ่าฮ่า!! ข้ารู้...ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังหวาดกลัว!”
“ในตอนนี้ถ้าเจ้าไม่หวาดกลัวตระกูลหลี่ของข้า...เจ้าคงสังหารข้าไปนานแล้ว!” ดวงตาของมันฉายแววบ้าคลั่ง พยายามดิ้นรนในความสิ้นหวังของตนเอง
มันมั่นใจว่าหยุนโม่ไม่กล้าลงมือจริง
แต่ทว่า…
“เอ๋อ...”
หยุนโม่ลากเสียงยาวในลำคอ
นิ้วชี้กระชับไกปืนแน่น
จากนั้น...
ปัง!!
เสียงปืนระเบิดดังสนั่นกลางความเงียบ
กระสุนพลังงานพิเศษพุ่งทะลวงศีรษะของหลี่เฉินหยางในระยะเผาขน
ทันทีที่กระสุนเจาะทะลุเข้าระหว่างกลางหน้าผาก
ศีรษะทั้งหัวของมันระเบิดแหลกกระจายทันที
เสียงเนื้อและกระดูกแตกดัง เปาะ!ตามด้วยเสียงเนื้อแหลกเหลว
เศษสมองและโลหิตสาดกระจายไปทั่ว
ร่างไร้หัวของหลี่เฉินหยางทรุดฮวบลงกับพื้น
เข่าทั้งสองกระแทกพื้นเสียงทึบก่อนจะล้มตึงหน้าแนบพื้น
โลหิตสีคล้ำไหลทะลักจากคอที่ไร้ศีรษะสาดลงบนพื้นหินกระเบื้องราวกับธารโลหิต
ทั่วทั้งบริเวณ...
เงียบสงัดดุจสุสาน
สายตาทุกคู่ที่จับจ้องมองภาพตรงหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงงันจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใด
มีเพียงเสียงโลหิตที่ไหลหยดลงพื้น
แหมะ...แหมะ...
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นเสียงที่ตอกย้ำว่า...บุตรชายคนที่สามของตระกูลหลี่
หลี่เฉินหยาง
ได้ตายตกไปแล้ว ณ ที่แห่งนี้ด้วยน้ำมือของมนุษย์ธรรมดา
“เดรัจฉาน!!!”
ชายชราตวาดลั่นด้วยเสียงอันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ใบหน้าเหี่ยวย่นที่ปกติสงบนิ่งยามนี้กลับบิดเบี้ยวคล้ายอสูรร้าย
ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะแววตาแดงก่ำเจือความเคียดแค้นสุดขีด
ทว่า...ในขณะที่คำตวาดของมันเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
การเคลื่อนไหวของมันกลับแตกต่างจากที่ทุกคนคาดคิด
เงาร่างของชายชราไม่เพียงไม่พุ่งเข้าหาหยุนโม่
กลับเป็นพุ่งถอยออกไปอย่างรวดเร็ว!
เพียงแค่พริบตาเดียว
ร่างของชายชราหลังค่อมก็หายวับไปจากจุดเดิม
ทิ้งไว้เพียงแรงลมและเงาจาง ๆที่ยังคงวนเวียนในสายตาผู้คน
ความเร็วของมันสมเป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางที่กำลังก้าวข้ามไปสู่ขั้นสูง
แม้บาดเจ็บหนัก แต่การตัดสินใจและสัญชาตญาณเอาตัวรอดยังคงเฉียบคมดั่งมีด
หยุนโม่ยืนนิ่ง
ไม่แม้แต่จะขยับตามเงาร่างของชายชราที่หายไปจากสายตา
เขาเพียงทอดสายตามองเงาหลังที่พุ่งหลบหนีไปก่อนจะถอนหายใจพลางสบถเบา ๆ
“จิ้งจอกเฒ่า...”
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความเย้ยหยัน
เขาเข้าใจดีในสิ่งที่อีกฝ่ายเลือกกระทำชายชราเฒ่าผู้นั้นรู้ดีว่าในยามนี้ไม่มีโอกาสแม้แต่น้อยที่จะล้างแค้นให้หลี่เฉินหยาง
มันไม่โง่พอจะยืนหยัดสู้ต่อกับศัตรูที่ไม่อาจต่อกรได้สิ่งเดียวที่มันทำได้ในยามนี้ คือการหลบหนีลบตัวตนออกไปจากสมรภูมินี้ให้เร็วที่สุด
การตัดสินใจเฉียบคมเช่นนี้
มีเพียงพวกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้นที่ทำได้
และมัน...ก็ทำสำเร็จเพราะหยุนโม่เองก็ไม่คิดไล่ตาม ด้วยร่างกายของมนุษย์ธรรมดาอย่างเขา
ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่มีทางไล่ตามผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้ทันถึงแม้อีกฝ่ายจะบาดเจ็บสาหัสก็ตาม