รูมเมตผมมันร้าย

    ตอนพิเศษ 1: วันแห่งความสำเร็จ

    แสงแดดร้อนระอุของช่วงสายในเดือนพฤษภาคม แผดเผาลงมาบนลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์จนแทบจะละลายยางมะตอยได้ อากาศที่อบอ้าวบวกกับฝูงชนนับพันคนที่เบียดเสียดกันเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับเหล่าบัณฑิตจบใหม่ มันคือสภาพแวดล้อมที่ผู้ชายโลกส่วนตัวสูงและขี้หงุดหงิดอย่างผมเกลียดเข้าไส้


    แต่วันนี้... เป็นข้อยกเว้น


    ผมอยู่ในชุดครุยวิทยฐานะสีดำขลิบแถบสีแดงเลือดหมูของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ยืนปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมพลางชะเง้อคอมองฝ่าฝูงชนอย่างใจจดใจจ่อ ผมปฏิเสธการถ่ายรูปรวมกับรุ่นน้อง ปฏิเสธการเดินไปทักทายญาติของเพื่อนๆ เพราะสายตาของผมกำลังสอดส่ายหา 'คนสำคัญที่สุด' ในชีวิตของผม


    "มึงมองหาเมียมึงจนคอจะยืดเป็นยีราฟแล้วไอ้คิริน" 

    ไอ้วินที่ยืนถือช่อดอกไม้อยู่ข้างๆ แขวะผมด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ 

    "น้องเขาบอกว่ารถติดไม่ใช่ไง รอไปก่อนเถอะมึง"


    ผมหันไปปรายตาถมึงทึงใส่มัน แต่ก่อนที่ผมจะได้อ้าปากด่าทอเพื่อนเวร เสียงใสๆ ที่แสนจะคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง


    "พี่คิริน! ทางนี้ครับ"


    ผมหมุนตัวขวับไปตามเสียงเรียกทันที ราวกับมีแม่เหล็กดึงดูด


    ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาผมแทบจะลืมวิธีการหายใจ ต้นหนาวของผม... วันนี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ขาดเข่าเหมือนปกติ แต่เขาสวมชุดสูทสีพาสเทลอ่อนๆ ที่ตัดเย็บมาพอดีตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในไม่ได้ติดกระดุมเม็ดบนทำให้ดูไม่เป็นทางการจนเกินไป เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนถูกเซตทรงมาอย่างดี ใบหน้าหวานที่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างนั้นดูน่ารักจนผมอยากจะจับฟัดให้จมอก


    ในมือเล็กๆ ของเขากำลังหอบหิ้วช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ยักษ์ที่ขนาดแทบจะบังตัวเขามิด และที่แขนอีกข้างก็มีกล้องถ่ายรูปกับกล่องของขวัญใบกะทัดรัดห้อยอยู่


    ผมไม่รอช้า รีบก้าวฉับๆ ฝ่าวงล้อมผู้คนตรงเข้าไปหาเขาทันที


    "พี่คิริน ยินดีด้วยนะครับบัณฑิตใหม่" 

    เขาส่งเสียงใสเจื้อยแจ้ว ยื่นช่อดอกไม้ช่อโตมาให้ผมด้วยรอยยิ้มที่สว่างไสวเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ในวันนี้


    ผมรับช่อดอกไม้มาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาซับเหงื่อที่ผุดพรายอยู่บนหน้าผากเนียนของเขาอย่างเบามือ


    "ทำไมเหงื่อออกเยอะขนาดนี้ล่ะ พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรีบ ร้อนมากไหม" 

    ผมถามด้วยความเป็นห่วง สายตาสำรวจใบหน้าหวานที่แดงระเรื่อเพราะความร้อนของอากาศประเทศไทย


    "ก็ผมกลัวมาไม่ทันพี่ถ่ายรูปรวมนี่นา... ร้อนนิดหน่อยครับ แต่ทนได้ แฟนผมรับปริญญาทั้งที ผมต้องจัดเต็มสิ" เขาตอบพร้อมกับยิ้มแฉ่ง


    "แหมมมม! มดขึ้นลานเกียร์หมดแล้วเว้ยไอ้คุณชาย" 

    เสียงไอ้ดินตะโกนแซวมาแต่ไกล มันเดินควงแขนไอ้วินเข้ามาสมทบ 

    "ทีตอนพวกกูบ่นร้อน มึงด่าพวกกูว่าสำออย ทีตอนแฟนมึงเหงื่อออกนิดเดียว มึงรีบเอาผ้าเช็ดหน้าไปซับให้อย่างกับประคบประหงมไข่ในหิน สองมาตรฐานว่ะ!"


    "เออ กูก็เป็นของกูแบบนี้แหละ พวกมึงมีปัญหาอะไร" 

    ผมตอบกลับหน้าตาย ยักคิ้วกวนประสาทส่งให้พวกมันหนึ่งที ก่อนจะรวบเอวต้นหนาวให้เข้ามาแนบชิดตัวผมมากขึ้น เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง


    "อิจฉาโว้ยยย! คนหล่ออย่างพวกกูทำไมไม่มีแฟนเด็กน่ารักๆ มาคอยดูแลแบบนี้บ้างวะ" 

    ไอ้วินโอดครวญ แกล้งทำเป็นซับน้ำตาทิพย์


    ต้นหนาวหัวเราะคิกคักกับความตลกของพวกเพื่อนผม เขาหันไปยกมือไหว้ทักทายไอ้วินกับไอ้ดินอย่างมีมารยาท 

    "สวัสดีครับพี่วิน พี่ดิน ยินดีด้วยนะครับที่เรียนจบแล้ว"


    "ขอบใจมากน้องหนาว... ว่าแต่เรียนจบแล้วเนี่ย ไอ้คิรินมันขอหนาวแต่งงานยังอ่ะ" 

    ไอ้ดินยิงคำถามตรงประเด็นจนต้นหนาวหน้าแดงเถือกเป็นลูกตำลึงสุก


    "พะ... พี่ดินก็พูดไปเรื่อย... แต่งงานอะไรกันล่ะครับ ผมเพิ่งอยู่ปีสองเองนะ" 

    เขาตอบตะกุกตะกัก ก้มหน้างุดหลบสายตาพวกผม


    ผมลอบยิ้มบางๆ บีบเอวเล็กของเขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลมความเขินอาย ในใจผมแอบคิดไปไกลกว่าคำว่าแต่งงานซะอีก แต่ผมรู้ดีว่าผมต้องให้เวลาเขาเติบโตและใช้ชีวิตวัยรุ่นให้เต็มที่เสียก่อน


    ระหว่างที่เรากำลังพูดคุยและถ่ายรูปเล่นกันอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของผมก็สั่นเตือน ผมล้วงขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนจะพบว่าเป็นเบอร์ของ 'คุณแม่'


    "พ่อกับแม่พี่มาถึงแล้วล่ะ ท่านรออยู่ที่ห้องรับรองของคณะ" 

    ผมหันไปบอกต้นหนาวพร้อมกับเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า


    ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'พ่อกับแม่' ใบหน้าหวานที่เคยกราดเกลี้ยวไปด้วยรอยยิ้มก็สลดลงทันที ความประหม่าและความหวาดหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตากลมโต


    "พะ... พ่อกับแม่พี่เหรอ... เอ่อ... ให้ผมรออยู่ตรงนี้ดีไหมครับ พี่คิรินไปหาพวกท่านเถอะ ผมกลัวพวกท่านจะ... เอ่อ... รังเกียจ..." เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย


    ผมรู้ดีว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไร ต้นหนาวเป็นเด็กต่างจังหวัด ฐานะทางบ้านก็แค่ปานกลางค่อนไปทางลำบาก ในขณะที่ครอบครัวของผมเป็นนักธุรกิจที่มีหน้ามีตาในสังคม ความแตกต่างทางฐานะและสถานะทางสังคมมันมักจะเป็นกำแพงที่ทำให้เขาตีตนไปก่อนไข้เสมอ


    ผมส่ายหน้าช้าๆ เอื้อมมือไปคว้ามือเล็กที่กำลังสั่นเทาของเขามากอบกุมไว้ สอดประสานนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น


    "พี่เคยบอกหนูแล้วไง ว่าหนูคือคนสำคัญที่สุดของพี่" 

    ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยความหนักแน่น 

    "และวันนี้... พี่ก็ตั้งใจจะพาคนสำคัญที่สุดของพี่ ไปแนะนำให้คนที่ให้กำเนิดพี่รู้จัก... ไม่ต้องกลัวนะ ต้นหนาว พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ได้ใจร้ายอย่างที่หนูคิดหรอก ท่านจะรักหนู... เหมือนที่พี่รักหนู"


    คำพูดของผมช่วยเรียกความมั่นใจให้เขากลับคืนมาได้บ้าง ต้นหนาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยักหน้าตอบรับเบาๆ ก่อนจะยอมก้าวเดินตามผมเข้าไปในอาคารของคณะ


    ภายในห้องรับรองที่เย็นฉ่ำไปด้วยเครื่องปรับอากาศ ชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลและหญิงวัยกลางคนในชุดเดรสผ้าไหมเรียบหรูที่ดูภูมิฐาน กำลังนั่งรออยู่ที่โซฟาตัวกว้าง


    "คิริน ทางนี้ลูก" 

    คุณแม่ส่งเสียงเรียกพร้อมกับโบกมือให้ผม รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจประดับอยู่บนใบหน้าของท่าน


    ผมจูงมือต้นหนาวเดินเข้าไปหาพวกท่าน ก่อนจะคุกเข่าลงกราบที่ตักของพ่อและแม่เพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง


    "ยินดีด้วยนะลูกชาย ในที่สุดก็เรียนจบสักที พ่อภูมิใจในตัวแกมากนะ" 

    คุณพ่อตบไหล่ผมเบาๆ ด้วยความภาคภูมิใจ


    "ขอบคุณครับพ่อ ขอบคุณครับแม่" 

    ผมตอบรับ ก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นยืน ดึงตัวต้นหนาวที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างหลังให้ขยับขึ้นมายืนเคียงข้างผม


    สายตาของคุณพ่อและคุณแม่เลื่อนจากใบหน้าของผม ไปหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มหน้าหวานที่กำลังยืนกำมือแน่นด้วยความประหม่า


    ผมกระชับฝ่ามือที่จับมือเขาไว้ให้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยประโยคที่ผมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี


    "พ่อครับ แม่ครับ... นี่คือ 'ต้นหนาว'..." 

    ผมจงใจเน้นเสียงให้ชัดเจนที่สุด 

    "เขาไม่ใช่แค่เพื่อนหรือรุ่นน้อง... แต่เขาคือ 'แฟน' ของผมครับ คือคนที่ผมรัก และเป็นคนที่ผมตั้งใจจะดูแลไปตลอดชีวิต"


    ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องรับรองไปชั่วขณะ ต้นหนาวหน้าซีดเผือด เขารีบยกมือไหว้พ่อกับแม่ผมด้วยความนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้


    "สะ... สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า... ผมชื่อต้นหนาวครับ..." เสียงของเขาสั่นจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง


    ผมแอบลุ้นอยู่ในใจ แม้ว่าผมจะเคยเกริ่นเรื่องรสนิยมทางเพศและเรื่องที่มีคนรักให้พวกท่านฟังบ้างแล้ว แต่การพามาเจอตัวจริงแบบนี้มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


    คุณแม่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มที่แสนจะอบอุ่นและอ่อนโยนจะค่อยๆ ระบายขึ้นบนใบหน้าของท่าน ท่านลุกจากโซฟา ก้าวเดินเข้ามาหาต้นหนาว แล้วเอื้อมมือมาจับมือของเขาเอาไว้


    "สวัสดีจ้ะลูก... เรียกคุณป้าทำไมกัน เรียกคุณแม่สิจ๊ะ" 

    น้ำเสียงของคุณแม่เต็มไปด้วยความเอ็นดู 

    "หน้าตาน่ารักน่าชังเชียว ตัวจริงน่ารักกว่าในรูปที่ตาคิรินเคยแอบส่งให้แม่ดูตั้งเยอะเลยนะเนี่ย"


    "เอ๋?" 

    ต้นหนาวเบิกตากว้าง หันมามองหน้าผมด้วยความตกใจ 

    "พี่คิรินส่งรูปผมให้คุณแม่ดูเหรอครับ?"


    ผมแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน


    "ส่งสิจ๊ะ ส่งมาอวดเช้าอวดเย็น บอกว่าคนนี้น่ารักอย่างนั้น นิสัยดีอย่างนี้" 

    คุณแม่หัวเราะคิกคัก หันไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วยื่นให้กับต้นหนาว 

    "นี่จ้ะ... แม่เตรียมของขวัญต้อนรับลูกสะใภ้... เอ๊ย... ลูกชายคนใหม่มาให้ ถือว่าเป็นของรับขวัญที่เข้ามาช่วยละลายน้ำแข็งในใจของตาคิรินนะจ๊ะ ตั้งแต่มีหนูเข้ามา ลูกชายแม่ก็ดูเป็นผู้เป็นคน ดูมีความสุขขึ้นเยอะเลย"


    ต้นหนาวรับกล่องของขวัญมาด้วยมือที่สั่นเทา เปิดออกดูพบว่าเป็นนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูรุ่นคลาสสิกที่ราคาคงไม่ใช่เล่นๆ น้ำตาสีใสเอ่อคลอขึ้นมาที่เบ้าตาของเขาด้วยความตื้นตันใจ


    "ขะ... ขอบคุณครับคุณแม่... ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ" 

    เขายกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้งด้วยความซาบซึ้ง


    ส่วนคุณพ่อที่นั่งเงียบมาตลอด ก็กระตุกยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น 

    "ดูแลกันและกันให้ดีๆ ล่ะ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน อย่าใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา... พ่อฝากไอ้ลูกชายจอมดื้อคนนี้ด้วยนะต้นหนาว"


    "ครับคุณพ่อ ผมจะดูแลพี่คิรินให้ดีที่สุดเลยครับ" ต้นหนาวยิ้มรับอย่างเต็มใจ


    ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมใจจนล้นทะลัก ความกังวลทั้งหมดที่เคยแบกรับไว้ปลิวหายไปจนหมดสิ้น การที่คนที่ผมรักที่สุดในชีวิตทั้งสามคนสามารถเข้ากันได้ดีและยอมรับซึ่งกันและกัน มันคือของขวัญรับปริญญาที่ล้ำค่าที่สุดที่ผมไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหนอีกแล้ว


    ...


    หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการและงานเลี้ยงฉลองรับปริญญากับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในช่วงเย็น ผมก็ทำหน้าที่สารถีขับรถพาต้นหนาวเดินทางกลับ


    แต่ทว่า... เส้นทางที่ผมขับมา มันไม่ใช่เส้นทางที่คุ้นเคยเพื่อกลับไปยังเพนต์เฮาส์กลางเมือง


    "พี่คิรินครับ... นี่เรากำลังจะไปไหนอ่ะ นี่มันไม่ใช่ทางกลับคอนโดนี่นา" 

    ต้นหนาวที่นั่งสัปหงกอยู่เบาะข้างคนขับสะดุ้งตื่นขึ้นมาถามด้วยความงุนงง เมื่อเห็นว่าสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกระฟ้าเป็นหมู่บ้านจัดสรรหรูหราแถบชานเมือง


    "เดี๋ยวก็รู้ครับ นอนพักไปก่อนเถอะ" ผมตอบยิ้มๆ เอื้อมมือไปลูบหัวเขาเบาๆ


    รถปอร์เช่คันหรูแล่นเข้ามาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดสีดำของคฤหาสน์หลังใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ ผมกดรีโมตเปิดประตูรั้ว ก่อนจะขับรถเข้าไปจอดในโรงรถที่กว้างขวาง


    "ลงมาสิครับ" 

    ผมเปิดประตูรถ เดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้เขา


    ต้นหนาวก้าวลงจากรถด้วยท่าทางงงงวย เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณบ้าน มันเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลที่ออกแบบมาอย่างสวยงามและลงตัว มีสนามหญ้ากว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และมีสระว่ายน้ำส่วนตัวอยู่ด้านข้าง


    "บ้านใครเหรอครับพี่คิริน? บ้านเพื่อนพี่เหรอ?" เขาถามตาแป๋ว


    ผมไม่ตอบ แต่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบพวงกุญแจที่มีคีย์การ์ดห้อยอยู่ยื่นให้กับเขา


    "บ้านของเราครับ" 

    ผมตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและภาคภูมิใจ


    "ห๊ะ?! บ้านของเรา? หมายความว่าไงครับ?" 

    ต้นหนาวเบิกตากว้างจนแทบจะถลน รับพวงกุญแจมาถือไว้ด้วยความมึนงง


    ผมสวมกอดเขาจากด้านหลัง วางคางเกยลงบนลาดไหล่บาง ทอดสายตามองไปที่ตัวบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งตกแต่งเสร็จได้ไม่ถึงสัปดาห์


    "พี่เอาเงินเก็บที่พี่ได้จากการรับจ้างเขียนโปรแกรมและการลงทุนเล่นหุ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมกับเงินทุนสนับสนุนอีกนิดหน่อยจากพ่อ... มาซื้อบ้านหลังนี้ครับ" 

    ผมกระซิบอธิบายข้างหูเขา 

    "เพนต์เฮาส์ที่คอนโดมันอาจจะกว้างก็จริง แต่มันไม่เหมาะที่จะสร้าง 'ครอบครัว' เท่าไหร่ พี่อยากให้เรามีบ้านที่มีสวน มีพื้นที่ให้หนูได้ปลูกดอกไม้ มีพื้นที่ให้เราได้เลี้ยงหมาสักตัว... พี่ซื้อบ้านหลังนี้ เพื่อเป็น 'เรือนหอ' ของเราสองคนนะต้นหนาว"


    ต้นหนาวยืนนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านน้อยๆ ก่อนที่หยาดน้ำตาสีใสจะไหลรินลงมาอาบแก้มเนียน เขาหันกลับมาหาผม สวมกอดผมไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับแผงอกของผม


    "พี่คิริน... พี่มันบ้า... แอบไปซื้อบ้านหลังเบ้อเริ่มขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... ฮืออ... พี่ชอบทำให้ผมร้องไห้อยู่เรื่อยเลย" 

    เขาสะอื้นฮัก ทุบแผงอกผมเบาๆ ด้วยความตื้นตันใจ


    ผมหัวเราะร่วน ลูบแผ่นหลังของเขาอย่างปลอบประโลม 

    "ก็พี่อยากสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับหนูนี่นา พี่อยากให้หนูมั่นใจว่า ผู้ชายคนนี้... จะสามารถดูแลหนูได้ไปตลอดชีวิตจริงๆ"


    "ผมมั่นใจตั้งแต่แรกแล้วครับ..." 

    เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม ทั้งที่น้ำตายังคงเปรอะเปื้อนแก้ม 

    "ขอบคุณนะครับพี่คิริน ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลย ผมรักพี่นะ รักที่สุดในโลกเลย"


    "พี่ก็รักหนูครับ รักจนหมดหัวใจเลย" ผมกดจูบลงบนหน้าผากเนียนของเขาอย่างแสนรัก


    เราสองคนยืนโอบกอดกันอยู่ท่ามกลางสวนที่ร่มรื่นของบ้านหลังใหม่ ทอดสายตามองไปยังอนาคตที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น


    จากผู้ชายที่โดดเดี่ยวและเย็นชา ผู้ชายที่เคยใช้วิธีสกปรกและเกมจิตวิทยาเพื่อผูกมัดคนที่ตัวเองรัก บัดนี้... ผมได้ค้นพบความรักที่บริสุทธิ์และแท้จริง ผมได้ค้นพบคนที่จะมาเดินเคียงข้าง และผมได้สร้างรังรักที่แสนอบอุ่นเพื่อรอต้อนรับอนาคตที่สดใสของเราสองคน


    และผมขอสัญญาต่อหน้าผืนฟ้าและดวงดาว... ว่าผมจะเติมเต็มบ้านหลังนี้ด้วยความรัก ความสุข และรอยยิ้มของต้นหนาว ไปตราบนานเท่านาน.