ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 เบิกทวารอีกครั้ง

            ค่ำคืนมืดมิดเข้ามาเยือน

            ณ ลานหลังเขาตระกูลเสิ่น เสิ่นเสวียนนั่งอยู่ภายในลานเพียงลำพัง

            หลังจากพยายามมาตลอดช่วงบ่ายร่างกายของเสิ่นเสี่ยวเม่ยหายดีดังเดิมแล้ว ได้เห็นเสิ่นเสี่ยวเม่ยดีใจขนาดนั้นทำให้เสิ่นเสวียนพึงพอใจเป็นอย่างมาก

            ในตอนที่เขาฝ่าด่านเคราะห์จิตใจของเขาแข็งแกร่งไม่พอเขาคิดหวังเพียงการบำเพ็ญเพียร ไม่มีประสบการณ์ในโลกมนุษย์มากนัก โดยเฉพาะความรู้สึกเกี่ยวกับครอบครัวและความรักนั้นว่างเปล่าเมื่อด่านเคราะห์สวรรค์มาเยือน จิตใจดำดิ่งมาชั่วชีวิต สุดท้ายต้องยอมสลายร่างกลายเป็นเซียนพเนจร

            ตอนนี้ได้อยู่ในโลกใหม่ เขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อปกป้องสายสัมพันธ์ของตนเองเอาไว้ให้ได้

            “พี่เสวียนท่านหาข้าหรือ”

            เสิ่นว่านซื่อยืนอยู่ด้านนอกลานด้วยท่าทางสงบนิ่ง

            “เข้ามาเร็ว”

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นว่านซื่อพลางยิ้มแล้วกล่าว

            ต้องบอกว่านอกจากเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นล่างแล้วคนที่เขาสนิทที่สุดในตระกูลเสิ่นมีเพียงเสิ่นว่านซื่อเท่านั้น ตอนนี้เขาคลี่คลายเรื่องราวต่างๆในตระกูลเสิ่นไปแล้ว เขาจึงเตรียมพร้อมจะออกไปจากที่นี่ และหลังออกจากที่นี่ไปแล้วเสิ่นว่านซื่อคือคนที่เขาพึ่งพาได้มากที่สุด

            “พี่เสวียน”

            เสิ่นว่านซื่อเดินเข้ามาในลานแม้เสิ่นเสวียนยังคงทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดมากเหมือนเดิม แต่ด้วยอำนาจของเสิ่นเสวียนแล้วยังทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนกอยู่ดี

            “ข้าอยากให้เจ้าฝึกตนเจ้าคิดเห็นอย่างไร”

            “ข้า...ข้าฝึกตนได้ด้วยหรือ”

            เมื่อได้ยินคำของเสิ่นเสวียนเสิ่นว่านซื่อจึงกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

            ตั้งแต่เขาเกิดมา เขาคิดว่าร่างกายของตนเองมิอาจกักเก็บพลังใดๆไว้ได้ และยิ่งไม่มีทางสัมผัสได้ถึงพลัง กล่าวได้ว่าชั่วชีวิตนี้เขาถูกลิขิตให้เป็นเพียงคนธรรมดาการฝึกตนเป็นสิ่งที่เขามิอาจเอื้อม

            แต่ตอนนี้เสิ่นเสวียนกลับบอกเขาว่าให้เขาฝึกตน!

            “ทำได้”

            “อยาก!”

            เสิ่นว่านซื่อตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิดเลย

            ใครบ้างจะไม่อยาก แม้จะเป็นผู้ฝึกตนขั้นต่ำสุดก็ยังเหนือกว่าคนธรรมดาหากสามารถฝึกตนได้ในระดับหนึ่ง ก็นับว่าเป็นเทพในสายตาของคนธรรมดาแล้ว

            “ดี กินสิ่งนี้เข้าไป”

            เสิ่นเสวียนนั่งอยู่ที่ม้าหินในมือของเขาพลันมีขวดสีดำปรากฏขึ้น

            มันคือยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราเขามีอยู่ทั้งหมดยี่สิบขวด เสิ่นเสี่ยวเม่ยใช้ไปแล้วสามขวด ตอนนี้เขาต้องการใช้มันเพื่อวางรากฐานให้กับเสิ่นว่านซื่อ

            "ขอรับ”

            เสิ่นว่านซื่อรับยาน้ำสกัดขวดนั้นมาแล้วดื่มจนหมดในคราวเดียว

            สำหรับเขาแล้ว เขาเชื่อมั่นในตัวเสิ่นเสวียนโดยไม่มีเงื่อนไขเพราะเขารู้ว่าเสิ่นเสวียนไม่มีทางทำร้ายเขา

            ทันทีที่ยาไหลลงคอไป ท่าทางของเสิ่นว่านซื่อพลันแข็งทื่อไปทันทีแล้วขวดสีดำในมือก็ร่วงหล่นลง

            เสิ่นเสวียนยื่นมือออกไปรับขวดสีดำนั้นเอาไว้

            “ของดีแบบนี้ทำหกไปน่าเสียดาย”

            เสิ่นเสวียนเก็บขวดสีดำนั้นเข้าไปในมิติแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนดูอาการของเสิ่นว่านซื่อ

            เสิ่นว่านซื่อยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นน้ำแข็งก่อตัวขึ้นบนร่าง เดี๋ยวก็หลอมละลายกลายเป็นน้ำ เดี๋ยวก็ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง

            อาการของเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ประมาณสิบลมหายใจจากนั้นเสิ่นเสวียนก็ใช้ฝ่ามือทาบลงไปบนร่างของเสิ่นว่านซื่อและมีพลังปะทุออกมาปกคลุมร่างของเสิ่นว่านซื่อในพริบตาโคจรพลังเข้าสู่ร่างของอีกฝ่ายทีละน้อย

            เสิ่นว่านซื่อไม่เหมือนกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยร่างกายของเสิ่นเสี่ยวเม่ยสามารถกักเก็บพลังไว้ได้ เพียงแต่นางไม่เคยฝึกตนมาก่อน ส่วนร่างของเสิ่นว่านซื่อมิอาจกักเก็บพลังได้คิดจะเบิกทวารเป็นเรื่องที่ยากมาก โชคดีที่ยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราได้หม่าเมี่ยนช่วยหลอมรวมให้ไอวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ภายในยานี้ช่วยหวนคืนร่างแต่กำเนิดกลับมาได้ และพลังเช่นนี้เหมาะสมกับการเบิกทวารมากที่สุด

            ยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราค่อยๆไหลหลั่งเข้าไปภายในร่างของเสิ่นว่านซื่อภายใต้การควบคุมของเสิ่นเสวียน และดูดซับเข้าไปทีละน้อย

            วิธีการเปลี่ยนจากคนธรรมดาที่ไม่สามารถฝึกตนได้ให้กลายเป็นผู้ฝึกตนเรียกว่า‘การเบิกทวาร’สิ่งที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในชาติก่อนคือการเบิกทวารให้หมูตัวหนึ่งและในท้ายที่สุดมันยังเลื่อนขั้นจนเข้าอาณาจักรเซียนได้สำเร็จอีกด้วย

            หนึ่งชั่วยามผ่านไป

            เสิ่นว่านซื่อยืนอยู่ในลานของเสิ่นเสวียนพลังบนร่างเริ่มสงบนิ่งลงแล้ว น้ำแข็ง น้ำ และไฟก่อนหน้านี้จางหายไป และภายในร่างของเขามีพลังกำลังไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรไปอย่างราบรื่นทุกครั้งที่โคจรพลังจะทำให้ชีพจรของตนเองมั่นคงและแข็งแกร่งขึ้น จนถึงขั้นที่สามารถหลอมรวมได้

            “รู้สึกอย่างไรบ้าง”

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นว่านซื่อที่ไอพลังสงบนิ่งลงแล้วพลางกล่าว

            เสิ่นว่านซื่อที่หลับตาอยู่ค่อยๆลืมตาขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็รับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่ต่างไปจากก่อนหน้านี้ นี่คือไอพลังที่มีเฉพาะในผู้ฝึกตนสิ่งนี้ทำให้เขารู้ว่าเขาเข้าเงื่อนไขสำหรับการฝึกตนแล้ว

            เสิ่นว่านซื่อกำหมัดแน่น เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังปะทุออกมาจากมือของเขา

            ตุบ!

            เสิ่นว่านซื่อคุกเข่าลงกับพื้นคำนับต่อเสิ่นเสวียนสามครั้ง

            “เจ้าทำอะไรลุกขึ้นเร็วเข้า”

            เสิ่นเสวียนเห็นเสิ่นว่านซื่อคุกเข่าลงกับพื้นจึงเข้าไปประคองทันทีแม้เขาจะมีตำแหน่งเหนือกว่า แต่เขาไม่ชอบธรรมเนียมการคำนับแบบนี้เลย

            “ท่านผู้นำทำให้ว่านซื่อสามารถฝึกตนได้บุญคุณยิ่งใหญ่เช่นนี้ คำนับสามครั้งเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย”

            เสิ่นว่านซื่อน้ำตาไหลด้วยความดีใจตั้งแต่เขาเกิดมา เขาไม่เคยกล้าหวังว่าสักวันหนึ่งตนเองจะได้ฝึกตน ด้วยความที่เขาเพิ่งมีอายุสิบหกปียังอายุน้อย ใครบ้างไม่อยากกลายเป็นผู้ฝึกตนที่ผู้คนเคารพนับถือ ตอนนี้มันกลายเป็นจริงขึ้นมาแล้วเขาดีใจมากจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

            “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกข้าให้เจ้าฝึกตนเพราะข้ามีจุดประสงค์”

            “ท่านผู้นำบอกมาได้เลย”

            “ข้าต้องการให้เจ้าปกป้องตระกูลเสิ่นหลังจากนี้เพื่อให้มั่นใจว่าตระกูลเสิ่นจะปลอดภัยหากไม่มีข้า”

            “ว่านซื่อยังอยู่ตระกูลเสิ่นก็ยังคงอยู่”

            เสิ่นว่านซื่อกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ดี ข้าดูเจ้าไม่ผิดจริงๆวันนี้แม้เจ้าจะสามารถฝึกตนได้แล้ว แต่ก็เพียงเบิกทวารเท่านั้น เส้นทางของการฝึกตนไม่ได้สบายอย่างที่เจ้าคิดมีแต่ความยากลำบากในความยากลำบาก เพื่อให้เป็นมนุษย์เหนือมนุษย์”

            “ว่านซื่อเข้าใจว่านซื่อจะปกป้องตระกูลเสิ่นให้ดีที่สุด”

            “ใช่แล้ว เสิ่นเหวินเทาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

            เสิ่นเสวียนถามเสิ่นว่านซื่อเขาจดจำเสิ่นเหวินเทาได้ขึ้นใจ

            “เขา...เขายังอยู่ตรงหน้าผาบนเขา”

            เสิ่นว่านซื่อกล่าวในใจเกิดความสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมเสิ่นเสวียนจึงถามถึงเสิ่นเหวินเทา

            “เจ้าไปกับข้า!จะไปคุยกับเขาสักหน่อย”

            เสิ่นเสวียนยิ้มมุมปากน้อยๆแล้วเดินนำออกไป

            เสิ่นว่านซื่อยังคงสงสัย แต่ก็เดินตามไปด้วย

            ระหว่างทางที่เดินไปในตระกูลเสิ่นคนในตระกูลส่วนใหญ่เมื่อเห็นเสิ่นเสวียนก็ก้มหัวเพื่อแสดงความเคารพ ต่างจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง

            กระทั่งถึงตอนนี้เขายังจำตอนที่ตนเองเพิ่งฟื้นขึ้นมาได้เขาเดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน แต่คนเหล่านี้กลับมองตนด้วยแววตาเย็นชาและห่างเหิน ตอนนี้กลับกลายเป็นเคารพและเลื่อมใส

            นี่คือความแตกต่างของพลัง

             

            ณ ทะเลสาบเทียนซิน บนภูเขาด้านหลังตระกูลเสิ่น

            เสิ่นเหวินเทานั่งยองๆ อยู่ภายในหอคอยใจกลางทะเลสาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแววตาของเขาฉายความหวาดกลัวออกมา

            ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่ได้เห็นในวันนี้ยิ่งทำให้เขาหวาดกลัวบางครั้งเขายังสงสัยเลยว่า มนุษย์แข็งแกร่งได้ถึงขนาดนั้นจริงๆ หรือ

            “กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับชีวิตอยู่หรือ”

            ขณะนั้นเอง เสียงของเสิ่นเสวียนดังขึ้นในหูของเขา

            สีหน้าของเสิ่นเหวินเทาแข็งทื่อขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงเขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งหนีออกไป

            ทว่าเขาเพิ่งวิ่งไปได้แค่สามฉื่อกลับโดนพลังที่มองไม่เห็นกระชากร่างของเขากลับมา จนร่างกระแทกพื้นอย่างรุนแรง

            “ข้าไม่ได้บอกเจ้าแล้วหรือไร้ประโยชน์”

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นว่านซื่อเดินเข้ามาแล้วหยุดอยู่ตรงทางเดินของหอคอย

            “เจ้าเป็นใครกันแน่…เจ้าไม่ใช่เสิ่นเสวียนแน่ๆ บอกมา เจ้าคือใคร”

            เสิ่นเหวินเทามองเสิ่นเสวียนอีกครั้งพลางกล่าวพึมพำราวกับว่าเขาใกล้จะเสียสติแล้ว

            “หากข้าไม่ใช่เสิ่นเสวียนแล้วใครคือเสิ่นเสวียน”

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นเหวินเทาเขาไม่ได้กล่าวผิดเลย เขาก็คือเสิ่นเสวียน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดนี่ก็คือชื่อของเขา แซ่เสิ่นชื่อเสวียน

            คำของเสิ่นเสวียนและเสิ่นเหวินเทาทำให้เสิ่นว่านซื่อที่อยู่ข้างๆรู้สึกงุนงง เขาฟังไม่รู้เรื่องเลย อีกทั้งสองคนนี้ก็เคยเจอกันมาก่อนแล้ว

            “หากเจ้าคือเสิ่นเสวียนเช่นนั้นบอกข้าได้ไหมว่าแม่ของเจ้าชื่ออะไร”

            เสิ่นเหวินเทามองเสิ่นเสวียนแล้วเอ่ยถาม

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน