ก่อนฟ้าสาง พายุหิมะลบรอยเท้าบนทางเขาจนหมด
เยี่ยซิงเหอขึ้นถึงลานฝึกพร้อมกระบี่เงาดาราเสื้อชั้นในตรงสีข้างยังชื้นจากแผลเมื่อคืน ผู้เฒ่าโม่ยืนรอใต้ต้นสน มีไหดินสามใบไม้ฟืนหนึ่งมัด และข้าวแห้งเพียงถุงเล็กวางข้างเท้า
“วันนี้เจ้ามีสองเรื่องต้องรักษา” ชายชรากล่าว“ปราณในร่างกับเสบียงของคนบนเขา”
เยี่ยซิงเหอมองถุงข้าว “หากทำไหแตก ข้าต้องลงไปเอาใหม่?”
“หากทำแตก คนยี่สิบคนกินไม่อิ่ม”
“เช่นนั้นนี่ไม่ใช่การฝึกคนเดียว”
“ความแข็งแกร่งไม่เคยมาจากพรสวรรค์อย่างเดียวและไม่เคยมีราคาอยู่ที่ผู้ฝึกเพียงคนเดียว”
ผู้เฒ่าโม่ผูกไหใบแรกไว้ที่หลังเขา ใบที่สองห้อยข้างเอวใบที่สามวางบนฝ่ามือซ้าย ไหทุกใบมีน้ำครึ่งหนึ่งเยี่ยซิงเหอต้องเดินรอบลานบนพื้นน้ำแข็งโดยไม่ให้น้ำหก
ลมพัดจนยืนตรงได้ยาก
ก้าวแรก ฝ่าเท้าเขาลื่น ไหข้างเอวกระแทกต้นขาน้ำกระฉอกออกหนึ่งส่วน
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขีดรอยบนถุงข้าว “หนึ่งชาม”
“น้ำหก เหตุใดจึงหักข้าว”
“ศัตรูไม่ถามว่าเจ้าพลาดสิ่งใด มันเก็บราคาจากสิ่งที่เจ้ามี”
เยี่ยซิงเหอเริ่มใหม่
เขาเคยฝึกย่างก้าวบนหิมะ แต่ยามนั้นเพียงต้องเคลื่อนให้เร็ววันนี้ต้องรักษาน้ำหนักสามด้านซึ่งเปลี่ยนทุกครั้งที่ลมปะทะ หากใช้แรงต้านตรง ๆน้ำจะกระฉอก หากผ่อนเกินไป ไหจะหลุด
เขาจึงหยุดคิดว่าร่างเป็นเสา แล้วปล่อยหัวไหล่ สะโพกและข้อเท้ารับลมคนละส่วน ก้าวที่สามสั้น ก้าวที่สี่เฉียงก้าวที่ห้าหยุดให้ไหแกว่งกลับ ก่อนวางเท้าลงตามจังหวะน้ำ
ครบหนึ่งรอบ น้ำไม่หกเพิ่ม
ผู้เฒ่าโม่โยนก้อนหิมะใส่โดยไม่เตือน
เยี่ยซิงเหอเอียงศีรษะหลบ ไหบนฝ่ามือคว่ำครึ่งหนึ่ง
ไม้เท้าขีดถุงข้าวอีกครั้ง
“ท่านไม่เคยบอกว่าจะโจมตี”
“ศัตรูจะบอกหรือ”
การฝึกดำเนินจนแสงเช้าสีเทาปรากฏหลังม่านหิมะเยี่ยซิงเหอเรียนรู้จะมองไหล่ผู้เฒ่าโม่แทนปลายไม้เท้าเพราะแรงเริ่มที่ลำตัวก่อนอาวุธ เขาใช้เสียงหิมะยุบใต้รองเท้าบอกทิศเมื่อมองไม่เห็น และใช้จังหวะน้ำในไหรักษาสมดุลแทนการฝืนเกร็ง
ผ่านรอบที่สิบ น้ำเหลือมากกว่าครึ่งทั้งสามใบ
สีข้างเขากลับซึมเลือด
ผู้เฒ่าโม่โยนผ้าพันแผลให้ “พอสำหรับย่างก้าว ต่อด้วยปราณ”
เยี่ยซิงเหอพันแผลเอง “ท่านจะหักอาหารอีกเท่าใด”
“จนกว่าเจ้าจะเข้าใจว่าเร่งเกินไปทำให้คนอื่นหิว”
ชายชราให้เขานั่งกลางลาน ห้ามหลบลม ห้ามใช้ปราณปิดผิวต้องรวบไอเย็นซึ่งปะทะร่าง แยกส่วนที่สงบจากส่วนซึ่งปนรอยค่ายกลแล้วนำเข้าสู่เส้นทางเดิมทีละน้อย
เยี่ยซิงเหอหลับตา
ลมหนาวมีหลายชั้น ชั้นบนมาจากเมฆ ชั้นกลางลอดยอดสนชั้นล่างกวาดหิมะผ่านเส้นแดงบนดิน ส่วนสุดท้ายเย็นผิดธรรมชาติแทรกเสียงผู้ตายซึ่งยังค้างในหูเขา
หากรวบทั้งหมด ความปนเปื้อนจะเข้าสู่รากฐาน
หากปฏิเสธทั้งหมด เขาจะไม่ได้ฝึกท่ามกลางสภาพจริง
เขาจึงรับลมผ่านลมหายใจ แต่ไม่ดึงปราณทันทีปล่อยให้ความเย็นต่างชนิดผ่านผิวและฟังว่ารากฐานตอบสิ่งใดปราณฟ้าดินธรรมดาทำให้รอยทองอุ่นขึ้น ส่วนไอค่ายกลทำให้รอยแตกปวดแปลบ
เมื่อแยกได้ เขาจึงนำเพียงส่วนแรกเข้าสู่ร่าง
ปราณสีทองรวมที่ท้องน้อยเป็นหมอกบาง ยังไม่กลายเป็นหยดทุกครั้งที่เยี่ยซิงเหอพยายามบีบ มันกระจายออกตามรอยผนึกราวกับทางในร่างไม่ยอมให้วิธีของคนทั่วไปสำเร็จ
“อย่าบังคับให้มันเดินทางของคนอื่น” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“ตำราทุกเล่มให้กดปราณลงจุดเดียว”
“ตำราทุกเล่มไม่ได้เขียนจากร่างเจ้า”
“แล้วข้าควรทำอย่างไร”
“เจ้าถามข้าหรือถามร่างตน”
เยี่ยซิงเหอไม่ชอบคำตอบ แต่เขาหยุดบีบหมอกปราณปล่อยให้มันแตะผนึกทีละสาย รอยใดผลัก เขาถอย รอยใดอุ่น เขาจดจำไม่นานหมอกทองเริ่มหมุนเองเป็นวงเล็ก ทว่าเมื่อใกล้รวมตัวเสียงร้องในศีรษะก็แทรกเข้ามา
ช่วยข้า
หนาว
อย่าทิ้งข้า
สมาธิแตก หมอกทองพุ่งย้อนขึ้นอก เยี่ยซิงเหอไอเลือดลงบนหิมะ
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้ากดหลังเขา “หยุด”
“ยังไม่ถึงหล่ออมฤต”
“ถ้าฝืน เจ้าจะถึงหลุมศพก่อน”
เสียงระฆังเตือนดังจากทางลาด
ไม่ใช่กระดิ่งของนิกายแต่เป็นกระบอกไม้ซึ่งชาวบ้านผูกไว้ตามเชือก เมื่อมีสิ่งใหญ่ผ่านเชือกจะดึงไม้กระทบกันสามครั้ง
ครั้งนี้ดังต่อเนื่องเจ็ดครั้ง
เยี่ยซิงเหอลุกทันที
ชายบนลานซึ่งกำลังขนฟืนตะโกนจากม่านหิมะ“มีสัตว์ขึ้นมาจากป่าสน!”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ถอนมือจากหลังศิษย์ “นั่งต่อ”
“คนบนทางไม่มีอาวุธ”
“อาเหวินอยู่ด้านล่าง”
เสียงไม้แตกดังใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงคำรามต่ำสัตว์อสูรน้ำแข็งตัวหนึ่งทะลุพุ่มสนขึ้นลาน รูปร่างคล้ายหมาป่า แต่ใหญ่กว่าสองเท่าขนขาวเกาะเกล็ดน้ำแข็ง ตรงลำคอมีเส้นแดงพันใต้หนังดวงตาทั้งสองขุ่นราวถูกความหิวบดบัง
อาเหวินตามหลังมา หอกในมือหักครึ่ง เลือดไหลจากหน้าผาก“มันไม่กลัวไฟ มันตามกลิ่นเลือดบนเขา!”
สัตว์อสูรไม่ได้มองคนใกล้ที่สุด มันหันตรงหาเยี่ยซิงเหอ
รอยค่ายกลในตัวมันจำปราณทองได้
ผู้เฒ่าโม่ถอนมือ“นี่คือเหตุที่ข้าให้เจ้าฝึกบนพื้นซึ่งทิ้งรอย”
“ท่านรู้ว่ามันจะมา?”
“ข้ารู้ว่าศัตรูต้องตอบโต้ ไม่รู้ว่าจะส่งสิ่งใด”
สัตว์อสูรกระโจน
เยี่ยซิงเหอกลิ้งหลบ กรงเล็บตะปบจุดซึ่งเขานั่งหิมะกระจายเผยรอยแดงใต้พื้น เขาชักกระบี่ แต่ลมด้านข้างผลักคมออกจากแนวหากฟันตามแรงเดิมจะพลาดลำคอและเปิดสีข้าง
เขาไม่ฝืน
เยี่ยซิงเหอวางเท้าตามจังหวะลมหมุนเอวให้ไหซึ่งยังผูกอยู่เหวี่ยงนำ กระบี่ตามหลังเพียงครึ่งจังหวะคมเฉือนเกล็ดน้ำแข็งตรงบ่า ไม่ลึกพอหยุดสัตว์ แต่เปิดให้เห็นเส้นแดงใต้หนัง
สัตว์อสูรสะบัดตัว หางฟาดไหข้างเอวแตก
น้ำกับเศษดินเผากระจาย
ผู้เฒ่าโม่ขีดรอยบนถุงข้าวอีกหนึ่งครั้ง แม้อยู่กลางการต่อสู้
เยี่ยซิงเหอแทบหัวเราะ แต่ไม่มีเวลา
สัตว์อสูรพุ่งหาอาเหวินแทน ศัตรูเรียนรู้ว่าเยี่ยซิงเหอหลบเร็วจึงเปลี่ยนไปโจมตีคนซึ่งเขาต้องช่วย อาเหวินยกหอกหักรับ เขี้ยวกัดไม้จนแหลก
เยี่ยซิงเหอเปิดสายตาซ้ายชั่วครู่
เส้นปราณของสัตว์ปรากฏไม่ครบรอยค่ายกลส่งข้อมูลเท็จทำให้หัวใจดูอยู่สามตำแหน่ง แต่รอยเท้าบนหิมะไม่โกหกขาหน้าซ้ายลงน้ำหนักน้อยกว่าขวา แผลที่บ่าบังคับให้มันเอียงทุกครั้งก่อนกระโจน
เขาปิดตาก่อนเลือดไหล แล้วเตะหิมะใส่หน้าสัตว์
มันหลบไปด้านที่ขาแข็งแรง เยี่ยซิงเหอจึงรออยู่ตรงนั้นแล้วใช้ฝักกระบี่กระแทกข้อหน้า สัตว์เสียสมดุล ไถลบนพื้นน้ำแข็งไปชนมัดฟืน
ไม้กระจายลงทางลาด
คนบนลานรีบเก็บ แต่สัตว์อสูรพลิกตัวเร็วเกินคาดมันอ้าปากพ่นไอเย็น เกล็ดน้ำแข็งจับเสื้อของชายผู้หนึ่งตรึงเขากับพื้น
เยี่ยซิงเหอต้องเลือกระหว่างแทงจุดแดงตรงคอกับช่วยคนติดน้ำแข็ง
หากฆ่าสัตว์ได้ทันที การต่อสู้จบแต่คมกระบี่จะพาดผ่านชายผู้นั้นซึ่งอยู่หลังเป้าหมาย และลมขวางทำให้แนวไม่มั่นคง
เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก
“อาเหวิน ดึงเชือกฝั่งขวา!”
เชือกซึ่งใช้พยุงคนบนทางลาดตึงขึ้น ต้นสนสองต้นโน้มเข้าหากันเยี่ยซิงเหอวิ่งตามแนวเชือก เหยียบรอยเดียวกับที่ชาวบ้านฝึกไว้ ไม่ลื่นออกด้านข้างเขาใช้ฝักกระบี่สอดใต้ปม ดึงให้เชือกต่ำลงตรงทางสัตว์
สัตว์อสูรกระโจนตาม
ขาหน้าสะดุดเชือก ร่างใหญ่หมุนกลางอากาศแล้วตกกระแทกพื้นจุดแดงใต้คอเปิดขึ้น
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เพียงครึ่งเล่ม ตัดเส้นแดง มิได้ตัดลำคอ
ไอโลหิตพุ่งออกเหมือนควัน
สัตว์อสูรร้องโหยหวน พยายามกัดเขา แต่เมื่อเส้นควบคุมขาดดวงตาขุ่นกลับใสขึ้นชั่วขณะ มันเห็นคนรอบตัวแล้วเกิดความกลัวมากกว่าความหิว
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นหนึ่งครั้งทางลงเขาเปิดช่องระหว่างคน
สัตว์อสูรลากขาบาดเจ็บหนีเข้าป่า
อาเหวินจะตาม แต่เยี่ยซิงเหอห้าม “ปล่อยมันรอยเลือดจะพาเราเห็นว่าค่ายกลควบคุมจากที่ใด”
“ถ้ามันกลับไปฆ่าคน?”
“เส้นถูกตัดแล้ว และขาหน้ามันบาดเจ็บ ให้คนเฝ้าทางแต่อย่าออกจากแนว”
อาเหวินไม่พอใจแต่ยอมลดหอกเยี่ยซิงเหอเดินตามรอยเลือดเพียงถึงขอบลาน ไม่ลงป่าสนรอยแดงใต้หยดเลือดลากสวนทิศสัตว์หนี มันไม่ได้ติดตามร่างสัตว์อีกแล้วแต่ไหลกลับไปยังหินสามก้อนซึ่งโผล่พ้นหิมะ
เขาใช้ฝักกระบี่ขุด พบตะปูเหล็กดำปักใต้หินทุกก้อนหัวตะปูสลักอักขระคล้ายฟันสัตว์ รอยหนึ่งรับกลิ่นเลือด รอยหนึ่งขยายความหิวและอีกรอยส่งทิศทางเป้าหมาย นักบวชนิกายมิได้จับสัตว์มาฝึกพวกมันเพียงเปลี่ยนความหิวตามธรรมชาติให้กลายเป็นสายจูง
“ถอนหรือไม่” อาเหวินถาม
เยี่ยซิงเหอเปิดสายตาซ้ายเพียงครึ่งลมหายใจเส้นจากตะปูทอดลงป่า หากถอนพร้อมกัน ผู้ควบคุมจะรู้ทันทีว่ากับดักถูกพบแต่หากปล่อยไว้ สัตว์ตัวอื่นอาจตามขึ้นมา
“ถอนสอง เหลืออันส่งทิศทางไว้” เขาตอบ“ทำให้มันเชื่อว่าสัตว์ยังอยู่ใต้คำสั่ง”
อาเหวินใช้ผ้าหนาอ้อมมือ ดึงตะปูแรกไม่ออกเยี่ยซิงเหอจึงราดน้ำจากไหที่เหลือ หิมะรอบเหล็กจับตัวเป็นน้ำแข็งเขาใช้สันฝักเคาะน้ำแข็งให้แรงกระแทกส่งลงตรงแนว ตะปูจึงคลายโดยไม่แตะอักขระ
ทันทีที่ถอน กลิ่นคาวรอบลานจางลง
ตะปูที่สองกลับแตกก่อนหลุด เศษดำพุ่งใส่เยี่ยซิงเหอเขายกแขนเสื้อรับ เศษหนึ่งฝังท่อนแขน ไอเย็นแล่นเข้าสู่เส้นปราณหยดอมฤตซึ่งยังไม่ก่อเกิดสั่นกระจาย
ผู้เฒ่าโม่มาถึงตรงนั้น ใช้คีบไม้ดึงเศษออก“ศัตรูเตรียมราคาไว้แม้ตอนเราทำลายเครื่องมือ”
“ข้าจะจำ”
“ไม่พอ เจ้าต้องส่งต่อให้ทุกคนจำ”
เยี่ยซิงเหอจึงให้คนบนลานใช้กิ่งสนปักเครื่องหมายรอบตะปูสุดท้ายห้ามผู้ใดแตะและกำหนดเวรเฝ้าจากระยะสิบก้าว ความรู้จากการปะทะกลายเป็นวิธีป้องกันมิได้อยู่ในมือผู้ฝึกยุทธ์สองคนเท่านั้น
เขาเก็บตะปูที่ถอนใส่ไหแตก โรยเกลือปิดแล้วมอบให้อาเหวินนำไปวางเหนือพื้นหิน ผู้เฒ่าโม่ไม่ชมเพียงขีดรอยบนถุงข้าวเพิ่มเพราะน้ำในไหถูกใช้หมด
“นั่นช่วยทั้งลาน” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ราคาไม่ได้หายเพราะใช้ถูกเรื่อง” ชายชราตอบ“แต่คนยอมจ่ายได้เมื่อรู้ว่าจ่ายเพื่ออะไร”
เขารีบใช้สันกระบี่เคาะน้ำแข็งช่วยชายซึ่งถูกตรึงชาวบ้านคนอื่นพยุงลงไป อาหารหกเสียหายไปส่วนหนึ่ง ฟืนกระจายเปียกหิมะแต่ไม่มีคนตาย
เมื่อภัยพ้น เยี่ยซิงเหอทรุดนั่ง
การต่อสู้ทำให้หมอกปราณในร่างปั่นป่วนทว่าครั้งนี้มันไม่กระจายไร้ทิศ ทุกก้าวซึ่งยอมรับลมทุกครั้งที่เลือกช่วยคนก่อนฆ่าสัตว์ และทุกจังหวะที่ใช้ร่องรอยจริงแยกภาพลวงกำลังบีบหมอกเข้าหากันโดยไม่ต้องฝืน
ผู้เฒ่าโม่โยนไหใบสุดท้ายให้
“ดื่มหรือ” เยี่ยซิงเหอถาม
“ฟัง”
เขาวางไหบนตัก น้ำข้างในสั่นตามหัวใจ จากคลื่นแรงค่อย ๆ สงบแล้วรวมเป็นจุดหยดตรงกลางก้นไห
เยี่ยซิงเหอหลับตา ไม่บังคับหมอกทองให้หดเขาปล่อยให้ทุกสายหมุนตามทางซึ่งร่างยอมรับ เมื่อคลื่นถึงจังหวะเดียวกันปราณที่กระจายจึงควบแน่นเป็นหยดแรก
หยดสีทองตกลงกลางท้องน้อย
เสียงเบามาก แต่เขารู้สึกเหมือนประตูภายในเปิด
ความอุ่นแผ่ทั่วเส้นปราณ แผลสีข้างหยุดไหล เลือดตรงหางตาแห้งร่างมิได้หายดี ทว่าไม่สูญพลังทุกครั้งที่หายใจอีก
เยี่ยซิงเหอทะลวงเข้าสู่หล่ออมฤต
ราคามาถึงพร้อมกัน ความหิวบีบจนมือสั่นปราณใหม่ดึงอาหารและความร้อนในร่างไปมากกว่าก่อน ถุงข้าวบนพื้นเหลือรอยขีดหลายรอยและพายุยังไม่หยุด
ผู้เฒ่าโม่ส่งถุงให้เขาเพียงครึ่งกำมือ “กินเท่านี้ส่วนที่เหลือเป็นของคนบนเขา”
เยี่ยซิงเหอรับโดยไม่เถียง
ขณะปราณหยดแรกหมุน ดวงตราบนหลังร้อนขึ้นเส้นโค้งซึ่งเคยคลายเพียงชั่วคราวเปิดออกอีกชั้น แสงทองลอดผ่านเสื้อแล้วดับแต่บนหิมะใต้เท้าเกิดรอยวงบางซึ่งลมไม่อาจลบ
ผู้เฒ่าโม่มองรอยนั้น สีหน้าไม่ยินดีทั้งหมด
“หล่ออมฤตมิใช่จุดพัก” ชายชรากล่าว “สำหรับเจ้ามันคือสิ่งที่กำลังเคาะผนึกจากด้านใน”
เยี่ยซิงเหอแตะแผ่นหลัง
ดวงตราคลายอีกชั้น