“บ้าน่า หมอนั่นเป็นถึงเจ้าของหมู่บ้านก็อบลินขั้นสามเลยงั้นเหรอ?!” ดาม็องตกตะลึงตาโตเป็นไข่ห่าน
“มิน่าล่ะ เขาถึงดูเก่งต่างจากพวกเรา” เบิร์ดหรี่ตาจ้องมองไปยังเตชินท์ที่อยู่ในวงล้อมของทหารยาม
“แย่แล้ว แบบนี้พวกเราจะไม่โดนร่างแหไปด้วยงั้นเหรอ?” เหมือนดาม็องจะคิดอะไรบางอย่างออก
เบิร์ดส่ายหัวกับความคิดของดาม็องและกล่าวว่า “ไม่หรอก พวกเขารู้ว่าพวกเราอยู่หมู่บ้านนี้มานานแล้ว และเราก็แค่บังเอิญไปเจอหมอนั่นเท่านั้น”
“ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรา หมอนั่นก็ไม่ได้มาถึงหมู่บ้านต้นหอมหรอก” ดาม็องหันมองซ้ายหมอขวาอย่างเลิ่กลั่ก “ไม่ได้การ พวกเราต้องรีบหนีเข้าประตูมิติก่อนที่พวกเขาจะหันมาจัดการพวกเราต่อจากหมอนั่น”
“ใจเย็น ๆ ก่อน หมอนั่นอาจจะไม่ใช่คนที่บอสซานเชสคิดก็ได้นะ รอดูไปก่อน” เบิร์ดขมวดคิ้วอย่างหนัก เขาพยายามพูดโน้มน้าวเพื่อนให้ใจเย็นลงให้ได้ แต่ดูเหมือนไม่เป็นผล
“ทำไงดี? ดูเหมือนบอสซานเชสจะสั่งคุมเข้มทั้งประตูมิติและประตูหมู่บ้านเลย” ดาม็องกัดริมฝีปากจนห้อเลือดก่อนจะกล่าวต่อว่า “ไม่ได้การ ฉันต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนจะสายเกินไป”
สิ้นสุดประโยคดาม็องก็ออกตัววิ่งเหยาะ ๆ จากเบิร์ดไปทันที ส่วนเบิร์ดไม่ได้คาดคิดว่าเพื่อนของเขาจะลนลานขนาดนี้ จนแม้แต่เขาก็ร้องห้ามไว้ไม่ทัน
“บอสซานเชสหมายถึงฉันงั้นเหรอ?” เตชินท์ทำสีหน้ามึนงง เขาทำเป็นไม่เข้าใจว่าซานเชสหมายถึงอะไร
“ใช่แล้ว แกคือเจ้าของหมู่บ้านที่โจเซฟหนีไปอยู่ด้วย” ซานเชสยิ้มเยาะอย่างมีชัยที่เขาจับเชลยตัวเอ้และสำคัญที่สุดได้
“โจเซฟ? โจเซฟไหน? ใครคือโจเซฟ?” เตชินท์ยังคงตีหน้าตายทำเป็นไม่รู้จัก
ซานเชสคิดเอาไว้แล้วว่าเตชินท์ต้องมามุขนี้ เขาจึงเพิ่มข้อมูลเพื่อต้อนเตชินท์ต่อว่า “ก็โจเซฟนายทหารหน้าฝรั่งหัวทองที่ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านของแกพร้อมกับคนติดตามไปสิบกว่าคนไง”
“หมู่บ้านของฉัน? หมายถึงหมู่บ้านนี้งั้นเหรอ?” เตชินท์ทำเป็นมองหาก่อนจะตีหน้าซื่อทำเป็นมึนงงและพูดต่อว่า “ฉันก็อยู่ที่นี่มาตลอดนะ ฉันว่าฉันไม่ได้รับหรือพาคนที่ชื่อโจเซฟที่นั่นเข้ามาที่นี่นะ”
ซานเชสทำเสียงดัง ‘ฮึ’ อยู่ในทำคอ ก่อนจะกล่าวว่า “โจเซฟหนีไปเมื่อห้าวันก่อน แล้วหลังจากนั้นสองวันแกก็โผล่มา ช่างเหมาะเจาะอะไรขนาดนั้น ว่าไหม?”
“อ้าว ฉันผิดซะงั้นที่ดันโผล่มาหลังวันที่โจเซฟอะไรนั่นหนีไปแล้วสองวัน” เตชินท์ออกมือออกท่าทางว่านี่เขาทำอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ?
อย่างไรก็ตาม เตชินท์รู้ว่ามันใกล้ถึงจุดที่ซานเชสจะไล่จับความจริงว่าเขาคือคนที่ว่าจริง ๆ เพียงแต่ซานเชสยังไม่แสดงหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะจับได้แบบคาหนังคาเขาจนเตชินท์ดิ้นไม่หลุด เมื่อยังไม่มีหลักฐานก็ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างเท่านั้น เพราะฉะนั้นเตชินท์ขอยืนหยัดปฏิเสธจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดข้อมูลมาจับผิดเขา
ส่วนทางซานเชสที่ยังไม่ลงมือจับกุมเตชินท์ เนื่องจากเขายังลังเลอยู่ว่าเตชินท์ใช่คนที่เขาสงสัยหรือไม่ ด้วยข้อมูลที่เขาได้มามันดูอ่อนแอเกินไป เขาจึงจำต้องหลอกล่อให้เตชินท์เผยตัวออกมาเอง
และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขายังยั้งมืออยู่ เนื่องจากเขายังไม่สามารถสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเตชินท์ได้ทัน เขาแอบหวั่นเกรงว่าเบื้องหลังเตชินท์อาจน่ากลัวและยิ่งใหญ่ก็เป็นได้ หากเขาจับผิดตัว เขาอาจจะซวยภายหลังได้
“มีอะไรที่ทำให้คุณคิดว่าฉันคือคนที่คุณว่ามิทราบ?” เตชินท์ชักอยากรู้ว่าซานเชสเอาหลักฐานอะไรมาแน่ใจว่าเขาคือคนที่กำลังตามหา
“เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาออกแนวเอเชียและ...” ซานเชสที่ตัวเตี้ยกว่าเตชินท์เล็กน้อยเงยหน้าขึ้นก่อนจะพูดต่อว่า “...ย้อมผมสีส้ม”
“แค่เนี่ย?” หลังฟังซานเชสบรรยายจบ เตชินท์หลุดคำพูดออกมาเพียงเท่านี้
แม้สีหน้าเตชินท์จะแสดงออกว่าเอือมระอากับหลักฐานที่อีกฝ่ายให้มามันขาดความน่าเชื่อถือมากเกินไป แต่ในใจเขารับรู้ได้เลยว่า คนที่ให้ข้อมูลเขาคือหนึ่งในสมาชิกหมู่บ้านขวานเหล็กอย่างแน่นอน
“และชื่อเตชินท์” ซานเชสแอบลักไก่ เขาต้องการทำอย่างไรก็ได้ให้เตชินท์ร้อนตัวจนยอมเผยตัวออกมา
แต่ปฏิกิริยาของเป้าหมายกลับนิ่งกว่าที่คิด เตชินท์ทำสีหน้าไม่เชื่อในคำพูดของซานเชส ทุกคนก็เช่นกัน เตชินท์ตอบกลับเพียงแค่ว่า “นี่คุณกำลังล้อผมเล่นอยู่แน่ ๆ”
“ก็ได้ ๆ ฉันไม่รู้ชื่อ แต่รูปลักษณ์มันตรงกับข้อมูลที่ฉันได้มา” ซานเชสแกล้งทำเป็นโวยวายเสียงดังแก้เขิน และกล่าวต่อว่า “เอาเป็นว่า แกห้ามไปไหนก่อนทั้งนั้น เดี๋ยวฉันจะพาคนมายืนยันเองว่าแกใช่เจ้าของหมู่บ้านก็อบลินขั้นสามหรือเปล่า”
‘ให้ตายสิ คนยิ่ง ๆ รีบต้องกลับไปไถนาอยู่’ เตชินท์คิดแล้วถอนหายใจยาวออกมา ‘ดูเหมือนต้องตีฝ่าออกไปสินะ’
เตชินท์คิดว่าเขาไม่อาจทนรอเพื่อดูว่าใครคือคนทรยศกันแน่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาถึงเมื่อไร หากใช้เวลาหลายวันเขาจะมีปัญหากับระบบภารกิจได้ นอกจากภารกิจที่ต้องไถนาแล้ว เขายังมีภารกิจประจำวันที่เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าช่วงที่เขาอยู่ในการควบคุมตัวจะได้รับภารกิจให้ทำอะไรอีก เขาไม่อยากถูกบทลงโทษอีกแล้ว
เมื่อไม่มีทางเลือกที่จะจากไปอย่างดี ๆ ก็คงมีแต่ต้องใช้กำลังกัน
“ไฟไหม้!! ไฟไหม้!!!”
ในขณะที่เตชินท์กำลังจะเรียกวิญญาณอสูรดาบสั้นอันใหม่ออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องตะโกนลั่นไปทั่วหมู่บ้าน เกิดไฟไหม้หนึ่งในบ้านหลังที่ดูใหญ่ที่สุด เตชินท์จำได้ว่ามันคือหลังที่ซานเชสเคยพาเขาเข้าไปคุยเมื่อครั้งที่เตชินท์ต้องการเสนอขายวิญญาณอสูรหมูป่าหนังกรอบระดับสามัญ
“ทางนี้ก็ด้วย!”
ดูเหมือนจะไม่ใช่การไหม้ที่ปกติธรรมดา เตชินท์รับรู้ได้ว่าใครบางคนกำลังลอบวางเพลิงอยู่ แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นใครและทำไปเพื่ออะไร แต่เขาต้องขอขอบคุณคนที่ช่วยจุดไฟที่ช่วยดึงความสนใจให้จากใจจริง
โอกาสไม่คอยท่า เตชินท์รีบชิงจังหวะชิ่งออกจากวงล้อมและมุ่งตรงไปยังประตูมิติ
“ไปตามจับมันเร็วเข้า” ซานเชสเรียกเตือนสติลูกน้องให้กลับมาสนใจเตชินท์
แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป ด้วยแต้มพัฒนาที่เตชินท์มีในตอนนี้ เขาอาจเป็นรองแค่ซานเชสคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครสามารถจับหรือชะลอความเร็วเตชินท์ได้เลย
และแล้วเตชินท์ก็ทำสำเร็จ เขาหยุดอยู่หน้าประตูมิติแล้วหันกลับมาพร้อมกับในมือของเขากำหอกแน่น
ในวินาทีถัดมา รูม่านตาของซานเชสหดเล็กลงอย่างกะทันหัน ความความทรงจำเมื่อครั้งไปล่าหมูป่าหนังกรอบระดับขีดจำกัดหวนคืนกลับมา ภาพของการปาหอกผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที
เตชินท์ปาหอกออกมาเพื่อเตือนความจำของซานเชส และมันได้ผล ซานเชสกำลังช็อกตัวนิ่งแข็ง เตชินท์คือตัวเลือกท้าย ๆ ที่เขาคิดถึง
แต่เตชินท์ไม่ได้หวังฆ่าซานเชสแต่อย่างใด เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าอำนาจใดอยู่เบื้องหลังเขา การตัดสินใจฆ่าใครสักคนที่มีพื้นหลังที่น่ากลัว นั่นแสดงว่าได้เตรียมใจพบกับปัญหาใหญ่ที่จะตามมาแล้ว และเตชินท์ยังไม่ต้องการ
ที่เขาตั้งใจปาหอกนอกจากจะสร้างความหวาดกลัวให้ฝังในใจของซานเชสแล้ว เตชินท์ตั้งใจเรียกหอกเขากลับก่อนจะถึงซานเชสเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาได้ละเว้นการฆ่าและไว้ชีวิตให้เพื่อให้ซานเชาสำนึกเป็นบุญคุณ
“หวังว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก” เตชินท์พูดจากใจจริง ถ้าเป็นไปได้เขาไม่อยากข้องแวะกับซานเชสอีกแล้วจริง ๆ แม้จะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่ในใจลึก ๆ เขาก็แอบหวังว่าซานเชสจะเข้าใจถึงสาส์นข่มขู่ด้วยหอกของเขาจริง ๆ
แล้วเตชินท์ก็หันกลับเข้าหาประตูมิติแล้วกล่าวออกมาว่า “หมู่บ้านขวานเหล็ก”
เตชินท์จากไปแล้ว แต่ความวุ่นวายจากไฟไหม้ยังคงอยู่ แต่เมื่อซานเชสกลับมาตั้งสติและประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาก็ตะโกนแหกปากเสียงดังว่า “ไอ้เวรเตชินท์!!”
“เราควรไปตัดผมที่เป็นสีส้มออกดีไหมนะ?” เตชินท์กำลังดึงผมตัวเองเล่น เขากำลังพิจารณาถึงเรื่องสำคัญ เพราะดูเหมือนว่าถ้าเขายังคงไว้ผมสีทองแดงแบบนี้ต่อไป อาจมีปัญหาตามมาได้ เพราะเขาเชื่อว่าตอนนี้ซานเชสคงใช้อำนาจตัวเองทั้งหมดที่มีในโลกควานหาเด็กหนุ่มผู้ย้อมผมสีทองแดงที่ชื่อเตชินท์แล้วแน่ ๆ
“ควรอย่างยิ่ง เพราะมันน่ารำคาญลูกตา” เตชินท์แบะปากใส่พี่สาวเพราะรู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการให้คำแนะนำจริง ๆ เธอแค่ต้องการมาก่อกวนเขาเท่านั้น โดยเฉพาะประโยคหลังที่ว่า “ถ้าให้ดีก็เลิกหลงตัวเองว่าหล่อด้วยก็ดี”
“ถ้างั้นก็ปล่อยไว้งี้แหละ” เมื่อกวนมาก็กวนกลับ เตชินท์ยิ้มอ่อนให้พี่สาวของเขาผ่านกระจกและพูดจบประโยคว่า “เพราะขนาดพี่ยังชมผมว่าหล่อ”
“ในที่สุดลูกพี่ก็กลับมา”
ฮงตรงเข้ามากอดพร้อมทำแววตาจะสะอื้น
แต่เตชินท์ยื่นแขนสกัดกั้นไว้ทัน เขาหน้าตาขยะแขยงขณะกล่าวว่า “ไม่ต้องเข้ามาใกล้เลย”
ตามจริงเตชินท์กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่เขาแวะเข้ามาเดี๋ยวเดียวก็กลับออกสู่โลกทันที เนื่องจากเขาไม่เห็นทั้งฮงและโจเซฟในระยะสายตาจากหน้าประตูมิติ เขาจึงคิดว่าทั้งสองคงกลับโลกกันหมดแล้ว และคิดว่าค่อยกลับมาอีกทีวันรุ่งขึ้นเพื่อเจอทั้งสองคน
“สวัสดีครับหัวหน้า” โจเซฟเข้ามากล่าวทักทาย ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ยินดีที่เห็นเตชินท์เช่นกัน แต่เตชินท์รู้สึกว่าพวกเขาดีใจกันออกนอกหน้าเกินไปที่เขากลับมา เตชินท์เข้าใจว่าเขากับทุกคนไม่น่าจะสนิทกันถึงขนาดที่จะคิดถึงกันมากมายต่อให้เขาจากไปนานกว่านี้
เตชินท์รู้สึกว่าจะต้องมีอะไรไม่ปกติแน่ ๆ เขาจึงถามโจเซฟทันทีว่า “สถานการณ์หมู่บ้านเป็นยังไงบ้าง? มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
แต่ไม่ทันที่โจเซฟจะทันได้ตอบ ฮงผู้ปากไม่มีหูรูดอยู่แล้ว เขารีบแย่งพูดขึ้นมาว่า “มีสิครับทำไมจะไม่มี” ฮงไม่แค่พูดเฉย ๆ เขาออกท่าทางประกอบการพูดไปด้วยว่า “โน่นเลย ตรงโน้นมีคนจากหมู่บ้านต้นหอมมานั่งเฝ้าพวกเราไม่ให้ออกไปล่าสัตว์อสูรอยู่ ใครออกไปต่างต้องเจ็บตัวกันหมด”
เรื่องนี้เตชินท์รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวจวงได้มาซุ่มดูหมู่บ้านเขาอยู่ แต่ไม่คาดคิดว่าแม้แต่โจเซฟก็สู้เสี่ยวจวงไม่ได้
แต่แทนที่เตชินท์จะเป็นกังวลเรื่องเสี่ยวจวง เขากลับถามทุกคนราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ฮงบอกว่า “ใครพอจะเคยเจอสัตว์อสูรระดับสมบูรณ์ขึ้นไปแถว ๆ นี้บ้าง?”
กดใจหรือคอมเมนต์เป็นกำลังใจกันด้วยนะครับ