มามี้ของข้าไม่อ่อนโยน

    พบหน้า

    สตรีในอาภรณ์ชมพูค่อย ๆ เดินสำรวจตลาดพร้อมด้วยอาหมิ่นและอาหมิงที่เดินตามหญิงสาวไม่ห่าง หานลี่กันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินอย่างไม่เร่งรีบ

    “ถังหูลู่ ๆ”

    เสียงพ่อค้าตะโกนขายของ หานลี่กันได้หยุดเท้าก่อนจะซื้อถังหูลู่มา 4 ไม้ หญิงสาวยื่นให้อาหมิงและอาหมิ่นคนละไม้ก่อนจะเก็บอีกสองไม้ไว้ให้หยางชุน

    “คุณหนู พวกข้าโตแล้วนะเจ้าคะ”

    “โตแล้วก็อยากกินของพวกนี้ได้มิใช่หรือ และใช่ว่าพวกเจ้าจะได้กินบ่อย ๆ เสียเมื่อไหร่”

    หานลี่กันเดินไปต่อโดยมิได้สนใจอาหมิงและอาหมิ่นที่แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ใบหน้าของทั้งสองกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หานลี่กันเดินซื้อของจนครบก่อนจะแวะโรงน้ำชาเป็นร้านสุดท้าย

    “ตอนนี้ก็บ่ายมากแล้ว พวกเราแวะหาอะไรรองท้องก่อนกลับจวนกันเถอะ”

    “เจ้าค่ะ”

    เสี่ยวเอ้อของร้านได้ออกมาต้อนรับหญิงสาวก่อนจะพาทั้งสามไปยังโต๊ะที่มิมีคนพลุกพล่านและติดระเบียงบนชั้นสอง

    “เสี่ยวเอ้อ เอาอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่มาสัก 2-3 อย่างนะ”

    “ขอรับคุณหนู”

    เมื่อรับรายการอาหารแล้ว บุรุษร่างเล็กก็หายไปจากที่นั่นในทันที

    “พวกเจ้าเองก็เดินกับข้ามานานแล้ว มานั่งก่อนเถอะ ที่นี่ไม่มีใคร”

    “แต่”

    หานลี่กันมิได้สนใจแต่กลับมองลงไปด้านล่างที่มีผู้คนเดินไปมาและมีร้านขายของตะโกนขายของแข่งกันอย่างอารมณ์ดี

    “เจ้าค่ะ”

    อาหมิ่นและอาหมิงจึงได้นั่งตรงกันข้ามกับหญิงสาว แต่ภาพการกระทำของสตรีทั้งสามนั้นอยู่ในสายตาของผู้ลอบมองโดยสองบุรุษที่มองพวกนางตั้งแต่เดินลงมาจากรถม้าแล้ว

    “นี่เจ้าจะมองนางเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน”

    “ข้า...”

    “หากเจ้าไปพบนาง ไม่คุยกับนางแล้วเมื่อไหร่ถึงจะรู้เรื่องกันเสียที”

    “รู้เรื่องงั้นหรือ”

    “โอ๊ยยย ข้าล่ะปวดหัวกับเจ้าจริง ๆ นอกจากไปเฝ้านางยามหลับและแอบดูนางแล้ว เจ้าไม่คิดจะทำอะไรบ้างหรือ”

    “ข้าต้องทำอะไรอีก ข้าได้หมั้นหมายกับนางเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง...แต่งนางเข้าจวนก็เท่านั้น เพียงแต่ตอนนี้ชุนเออร์ยังติดนางเกินไป...ข้า”

    ‘จะให้บอกได้อย่างไรว่า ข้าไม่อยากแย่งนางมาจากบุตรชายแท้ ๆ ของข้า’ หยางเฟยหย่าคิดในใจก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

    “อย่างน้อยเจ้าก็ควรจะพบนางและแสดงตัวให้นางได้รู้จักเสียหน่อยสิ มิใช่เอาแต่หลบอยู่เช่นนี้”

    “ข้าคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ข้าควรจะบอกใครว่าข้าได้กลับมาที่นี่”

    “เอ่อ นั่นก็ด้วย...ข้าล่ะเหนื่อยใจกับเจ้าจริง ๆ เช่นนั้นเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน....หากเจ้ายังไม่อยากให้ใครรู้ว่าเจ้ากลับมาก็ควรพบกับนางสักครั้ง ดูสิว่านางจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเจ้า”

    หยางเฟยหย่าเผลอลูบรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนใบหน้าช้า ๆ แม้รอยจากการฟันที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้เขาตาบอด แต่กลับสร้างรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนใบหน้าที่สตรีหลาย ๆ คนเห็นแล้วอาจจะกลัวและทำให้เด็กนอนฝันร้ายก็เป็นได้

    “อื่ม”

    แม้ลึก ๆ หยางเฟยหย่าอาจจะกังวล แต่หากเขาไม่เผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้ ความกังวลต่าง ๆ ของเขาก็มิสามารถคลายลงได้เช่นกัน วิธีนี้ของซูซินหยางจึงถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด บุรุษหนุ่มจึงส่งสัญญาณให้คนของตน

    “คุณหนูหานขอรับ นายท่านของข้าขอเชิญท่านให้ไปพบขอรับ”

    “นายท่านของเจ้าคือใครกัน”

    อาหมิงรีบเอ่ยขึ้นเมื่อพบบุรุษที่ไม่คุ้นหน้าเข้ามาทำความเคารพและเอ่ยเช่นนี้แก่คุณหนูของตน บุรุษหนุ่มได้หันมามองอาหมิงก่อนจะหันไปตอบหานลี่กัน

    “เมื่อคุณหนูไปแล้วคุณหนูจะทราบเองขอรับ”

    บุรุษหนุ่มทำความเคารพหานลี่กันก่อนจะผายมือเชิญ อาหมิงและอาหมิ่นทำท่าทีดั่งจะมิให้หานลี่กันไป หญิงสาวอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะยกมือห้ามมิให้อาหมิงและอาหมิ่นพูดอะไรออกมา

    “นำไปสิ”

    หานลี่กันเดินตามบุรุษหนุ่มนั้นไปยังเหลาสุราที่อยู่เยื้อง ๆ กับโรงน้ำชานั้นโดยมีอาหมิ่นและอาหมิงที่ทำสีหน้าเป็นกังวลเดินตามไปติด ๆ หานลี่กันเดินตามเข้าไปด้านในเหลาสุรา หญิงสาวพบว่าแม้จะเป็นบ่ายแก่ ๆ ของวันแต่เหลาสุรานั้นกลับมิได้ร้างราผู้คน กลับมีผู้คนนั่งดื่มและพูดคุยอยู่จำนวนไม่น้อย เด็กหนุ่มเดินนำหญิงสาวทั้งสามขึ้นทางบันไดที่ค่อนข้างลับตาคนไปยังชั้นสามของอาคารนั้นก่อนจะหยุดลงหน้าห้องที่ดูเป็นส่วนตัว

    “นายท่าน นายหญิงมาแล้วขอรับ”

    “ให้เข้ามา”

    หานลี่กัน อาหมิงและหมิ่นที่มัวแต่ตื่นเต้นกับการมองไปรอบ ๆ จึงมิได้สังเกตสรรพนามการเรียกของชายหนุ่มนั้น ร่างบุรุษหนุ่มสองคนนั่งอยู่อย่างนิ่งสงบสายตาพวกเขาจดจ้องมองสตรีที่กำลังเดินเข้ามา บนโต๊ะมีอาหารและเครื่องดื่มเตรียมพร้อมอยู่แล้ว บุรุษที่พาทั้งสามมาได้เดินไปยืนด้านหลังบุรุษที่สวมอาภรณ์ดำในทันที หานลี่กันเดินเข้าไปอย่างไม่เร่งรีบก่อนจะหยุดอยู่หน้าบุรุษทั้งสองนั้น บุรุษในอาภรณ์น้ำตาลดูแล้วเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ รอยยิ้มของเขาดูมีเสน่ห์และเจ้าชู้ไม่น้อย ส่วนบุรุษในอาภรณ์ดำนั้นแม้จะดูหล่อเหลาแต่ใบหน้าที่มีรอยบากขนาดใหญ่ที่เกิดจากรอยแผลเป็นจากการถูกฟันตั้งแต่คิ้วซ้ายลงมาจนถึงแก้มนั้นก็มิได้ทำให้ความหล่อเหลาลดลงไปแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้เขาดูมีเสน่ห์ดึงดูดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว หานลี่กันยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะคำนับคนทั้งสองตามมารยาท

    “แม่ทัพหยางและ....เอ่อออ”

    “เสียมารยาทแล้ว ข้าคือซูซินหยางเพื่อนสนิทของหยางเฟยหย่า ที่พวกข้าเชิญคุณหนูมาที่นี่นั้นก็เพราะมีเรื่องต้องคุยด้วยสักเล็กน้อย”

    หานลี่กันยิ้มน้อย ๆ

    “คุณชายซู”

    “เรียกข้าว่าพี่หยางดีหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรข้าก็มีอายุมากกว่าคุณหนูหานแล้วอีกอย่างคุณหนูหานเองก็เป็นถึงว่าที่ฮูหยินของเพื่อนรักข้า”

    หานลี่กันมิได้ตอบสิ่งใด อาหมิ่นกับอาหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นแอบมองหน้ากันก่อนจะคำนับบุรุษทั้งสองอย่างรวดเร็ว

    “พวกเจ้าทั้งสามออกไปรอด้านนอก ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับแมวน้อยของข้า”

    ‘แมวน้อย’ แม้จะไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยินแต่อาสือ อาหมิงและอาหมิ่นแน่ใจว่าแม่ทัพหยางนั้นเรียกหานลี่กันว่าแมวน้อยอย่างแน่นอน อาหมิงและอาหมิ่นมองไปทางคุณหนูของตน เมื่อพบว่าคุณหนูให้สัญญาณให้ทำตาม ทั้งสามจึงเดินออกไปยืนรอหน้าห้องตามคำสั่งนั้น

    “ที่แม่ทัพหยางเชิญข้ามาพบนั้นคงเป็นเรื่องสำคัญใช่หรือไม่”

    “อื่ม”

    เสียงหยางเฟยหย่าตอบเพียงเท่านั้นแล้วหยุดไปจนซูซินหยางที่อยู่ที่นั่นอดไม่ได้จึงได้รีบเอ่ยออกมาเพราะกลัวหานลี่กันจะเข้าใจผิด

    “ความจริงที่พวกเราเชิญคุณหนูมานั้นเพราะมีเรื่องที่คุณหนูหานควรจะต้องรู้”

    “เรื่องที่ข้าควรรู้”

    “ถูกต้อง”

    หานลี่กันมองไปทางหยางเฟยหย่าที่นั่งนิ่งหลังตรงและมองมาทางนางด้วยแววตาที่หญิงสาวเองก็ไม่แน่ใจว่าตนคิดถูกหรือไม่”

    ‘ทำไมแววตาของแม่ทัพผู้นี้ถึงได้มองข้าดั่ง....ทาสแมว...เช่นนี้ นี่ข้าคิดไปเองหรืออย่างไรกันนะ’ หานลี่กันบ่นกับตัวเองในใจก่อนจะมองไปทางซูซินหยางที่ตอนนี้ทำท่าทีจริงจังต่างจากเมื่อสักครู่ที่พบกันครั้งแรกนั้น

    “ไม่ทราบว่าคุณหนูเรื่องรู้เฟยหย่ามาอย่างไรบ้าง”

    ซูซินหยางเอ่ยถามหานลี่กันในทันที

    “เท่าที่ข้าทราบมานั้นคือ หลังจากที่แม่ทัพหยางแต่งงานกับคุณหนูใหญ่เซวีย เพียงไม่นานก็ต้องไปออกรบ การรบติดพันอย่างหนักจนไม่สามารถปลีกตัวกลับมาได้จนเมื่อคุณหนูใหญ่เซวียคลอดบุตรและตายจากไป ซึ่งตอนนั้นทางด่านหน้าเองก็ได้ส่งข่าวมาว่าแม่ทัพหยางได้รับบาดเจ็บเป็นตายเท่ากัน หลังจากนั้นก็มิได้มีเรื่องอันใดให้ทราบอีกนอกจากว่าแม่ทัพหยางยังสามารถออกรบได้แต่อาการบาดเจ็บนั้นก็ยังกำเริบอยู่จนไม่สามารถกลับมาเมืองหลวงได้ก็เท่านั้น”

    ซูซินหยางพยักหน้ารับช้า ๆ

    “ข่าวที่คุณหนูได้ยินนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด...แต่ยังมีอีกส่วนที่ไม่มีใครรู้และไม่สามารถให้ใครรู้ได้เพราะอาจเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ไม่หวังดีใช้จุดนี้ในการทำร้ายเฟยหย่าได้”

    “เรื่องที่ไม่มีใครรู้งั้นหรือ”

    ซูซินเหยาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะมองไปทางหยางเฟยหย่าที่ตอนนี้เอาแต่จ้องหานลี่กันด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม

    คล้ายกับเรื่องมามี้ของข้าไม่อ่อนโยน ที่คุณอ่าน