นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 75 รายงานตัว

    ตอนที่75 รายงานตัว


    ซูเวยนั่งเท้าคางจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเบื่อหน่ายบางจังหวะเธอแอบเหล่ตามองเด็กหญิงที่เคยจ้องมองตนเองเธอพบว่าเด็กหญิงคนนั้นก้มหน้าทำข้อสอบอย่างขะมักเขม้นโดยไม่สนใจตัวเองอีกทำให้ซูเวยรู้สึกผ่อนคลาย


    ครั้นถึงเวลา14.30 น. แล้ว ซูเวยลุกเดินไปส่งข้อสอบอย่างรวดเร็วเช่นเดิมกรรมการทั้งหลายในห้องสอบเริ่มคุ้นเคยกับพฤติกรรมของซูเวยแล้วเนื่องจากมีนักเรียนหญิงแค่คนเดียวที่ส่งข้อสอบก่อนเวลาเช่นนี้ โดยคนที่เร็วเป็นอันดับสองรองจากซูเวยคือ เหอเฟยเซียน ถึงอย่างนั้นก็ห่างจากซูเวยมากถึงครึ่งชั่วโมง


    ขณะที่ซูเวยไปส่งข้อสอบมีเสียงซุบซิบของบรรดากรรมการคุมสอบทั้งหลายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับซูเวยว่า


    “คุณว่าเด็กนักเรียนคนนั้นจะทำข้อสอบได้เหมือนกับวิชาภาษาอังกฤษไหม?”


    “ได้แน่นอนผมไปแอบดูมาแล้ว เธอทำได้ทุกข้อและคำตอบถูกต้องด้วยนะ น่าทึ่งจริงๆ”


    “จริงหรือ? ผมนึกว่าเธอทำไม่ได้ก็เลยส่งข้อสอบเร็ว”


    “ผมก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกันพอไปดูใกล้ๆเท่านั้นแหละถึงได้รู้ความจริง”


    “ฉันว่าเด็กนักเรียนหญิงแปลกๆนะทำไมทำข้อสอบเร็วทุกวิชาขนาดนั้น?”


    “อย่าไปสนใจเลยสอบได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่นักเรียนจะเลือกเส้นทางชีวิตก็แล้วกัน”


    “แต่มันก็แปลกเกินไม่เคยมีใครส่งข้อสอบเร็วขนาดนี้มาก่อน เร็วสุดที่เคยเห็นก็ก่อนหมดเวลามากสุดแค่ครึ่งชั่วโมงไม่ใช่ใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวแบบนี้”


    เวลานี้ซูเวยเดินออกมาจากห้องสอบแล้วเธอไม่ได้สนใจเกี่ยวกับการพูดคุยของกรรมการคุมสอบแต่อย่างใด ซูเวยแจ้งกำหนดเวลาคร่าวๆของตนเองที่จะให้พี่ชายมารับในเวลา16.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่สามารถออกจากห้องสอบได้ตามเกณฑ์


    ซูเวยเดินเล่นในกระทรวงด้วยเส้นทางใหม่ที่แตกต่างจากตอนเช้าทันใดนั้นมีเสียงทักทายเธอด้วยความแปลกใจดังมาจากทิศทางหนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยครั้นเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคยที่แพ้พนันหินหยกกับตนเอง ทำให้ซูเวยส่งรอยยิ้มน้อยๆให้อย่างเป็นมิตร


    “ซูเวยมาสอบจบด้วยหรือ?” หวางเจี้ยนหัวถามซูเวยด้วยความแปลกใจเขาไม่คิดว่าจะพบเธอในสนามสอบเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกแปลกใจและสงสัยว่าซูเวยเป็นเด็กอัจฉริยะด้านการเรียนนอกเหนือจากทักษะพนันหินหยกเหมือนตนเอง


    “ใช่ค่ะ คุณก็มาสอบด้วย?”ซูเวยพยักหน้ายอมรับพลางถามเขากลับด้วยความแปลกใจเช่นกัน


    “ผมมาสอบเพื่อให้จบก่อนกำหนด ก่อนที่จะทุ่มเทเรื่องไปแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์โอลิมปิก”หวางเจี้ยนหัวยิ้มอย่างอารมณ์ดี โดยพูดโอ้อวดเล็กน้อยเรื่องที่ตนเองเป็นหนึ่งในตัวแทนโรงเรียนที่จะเข้าร่วมแข่งขันระดับประเทศเพื่อไปแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์โอลิกปิกที่ประเทศ M ซึ่งเป็นทักษะที่เขาภาคภูมิใจยกเว้นเรื่องที่เขาเคยพ่ายแพ้ให้กับแฮ็กเกอร์ทริปเปิลเอสที่เขาคงไม่กล้าพูดให้ใครฟัง


    “อ้อ! หรือคะ?การแข่งขันนี้จะแข่งช่วงเวลาไหนคะ?”ซูเวยเข้าใจและกำลังคิดถึงเรื่องการแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ของตนเองที่ครูฉงส่งรายชื่อให้เข้าร่วมแข่งขันของตนเองไปแล้วเธออยากรู้ว่าตนเองจะได้เจอกับหวางเจี้ยนหัวอีกหรือไม่


    “วันที่ 10 เดือนเมษายนปี2010 นี้” หวางเจี้ยนหัวตอบกลับซูเวยตามจริง


    ซูเวยยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจเพราะเป็นช่วงเวลาที่ครูฉงแจ้งเธอไว้ก่อนแล้วว่าเป็นช่วงเวลานี้ที่เธอจะต้องกลับมาเมืองหลวงอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมแข่งขันกับบรรดานักเรียนที่มีทักษะคอมพิวเตอร์อันเก่งกาจ


    เมื่อถึงเวลาที่จะสอบในวิชาถัดไปซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายนั่นคือ วิชาวิทยาศาสตร์ ซูเวยแยกจากหวางเจี้ยนหัวและมุ่งหน้ากลับห้องสอบอย่างรวดเร็ว


    ซูเวยใช้เวลาทำข้อสอบอย่างรวดเร็วและนั่งเท้าคางรอในห้องสอบเพื่อส่งตามกำหนดเวลา


    ครั้นถึงเวลาส่งข้อสอบได้แล้วเธอลุกเดินไปส่งในทันทีโดยไม่สนใจสายตาและเสียงซุบซิบจากกรรมการและนักเรียนในห้อง


    ..........


    เวลานี้ซูเวยเดินมาถึงหน้าอาคารที่มีรถของกัวจวินจอดอยู่เขารีบเดินมาหาน้องสาวในทันทีที่มองเห็นพร้อมกับสอบถามเรื่องการสอบกับน้องสาวด้วยความห่วงใยว่า“เวยเวย เป็นยังไงบ้าง?”


    “ข้อสอบง่ายค่ะพรุ่งนี้ก็รู้ผลสอบแล้ว แต่หนูมีเรื่องที่ต้องคุยกับคุณปู่ตอนนี้ พี่ชายจวินรอหนูแป๊บนะคะ”ซูเวยต้องการคุยกับชายชรากัวเป่าทางโทรศัพท์ไปก่อนว่าเขามีความคิดเห็นยังไงหากเขาต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบและคัดเลือกเข้าร่วมกองกำลังพิเศษเธอตั้งใจที่จะไปพูดให้เขาฟังอย่างละเอียดหลังเข้ารับการทดสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว


    “มีอะไรหรือเวยเวย? ทำไมน้องดูเร่งรีบจังเลย?” กัวจวินมองท่าทางของน้องสาวด้วยความแปลกใจ


    เมื่อกัวเป่ารับสายจากซูเวยแล้วเธอรีบบอกเขาโดยตรงทันทีว่า “คุณปู่คะ หนูขออยู่เมืองหลวงต่ออีกสักวันนะคะ แล้วพรุ่งนี้ทำธุระเสร็จแล้วจะรีบกลับไปพูดให้ฟังค่ะ”


    “มีอะไรเร่งด่วนขนาดนั้นเชียวหรือเวยเวย?” กัวเป่าถามหลานสาวด้วยความแปลกใจ


    “เอาเป็นว่าถ้าเรื่องเรียบร้อยแล้วหนูจะไปเล่ารายละเอียดให้คุณปู่ฟังทั้งหมดนะคะ”ซูเวยไม่อยากเล่ารายละเอียดที่มีมากมาย รวมทั้งอาจมีคำถามจากชายชราและพ่อแม่บุญธรรมอีกด้วยดังนั้นเธอจึงต้องการตอบคำถามให้กับทุกคนไปพร้อมกันในคราวเดียว


    “ตกลง ให้เสี่ยวจวินอยู่เป็นเพื่อนหลานและกลับมาบ้านพร้อมกันปู่จะคอยฟังข่าวอยู่ที่นี่” กัวเป่าตัดสินใจเชื่อใจหลานสาวพลางสั่งให้หลานชายทำหน้าที่คอยดูแลซูเวยแทนทุกคนในตระกูลกัว


    “ขอบคุณค่ะคุณปู่หนูจะบอกพี่ชายจวินให้เองค่ะ” ซูเวยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีที่กัวเป่ายอมอนุญาตให้ตนเองอยู่ต่ออีกหนึ่งวันทำให้เธอไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับรวมทั้งยังสามารถกลับไปทานอาหารอร่อยที่ร้านกันเองได้อีกครั้ง เนื่องจากยังมีรายการอาหารอีกหลายรายการที่เธอยังไม่ได้ลิ้มลอง


    “ตกลงคุณปู่ให้น้องอยู่ต่อละสิอารมณ์ดีเชียวนะ” กัวจวินพูดประชดน้องสาวโดยตรงเมื่อมองเห็นท่าทางดีใจของเธอ


    “ใช่ค่ะ” ซูเวยพยักหน้ายอมรับอย่างผ่อนคลาย


    “พรุ่งนี้เวยเวยจะไปเที่ยวที่ไหนหรือ?” กัวจวินถามน้องสาวด้วยความแปลกใจ เขาสงสัยที่ซูเวยขออนุญาตปู่เพื่ออยู่ต่อในเมืองหลวงอีกหนึ่งวันโดยที่เขาไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนทำให้เขาสนใจใคร่รู้ว่าน้องสาวคนเก่งมีเป้าหมายที่จะทำสิ่งใดกันแน่


    “พรุ่งนี้หนูจะบอกนะคะว่าให้พาไปที่ไหน?” ซูเวยยิ้มลึกลับให้กับพี่ชาย เธอไม่ต้องการบอกเหตุผลหรือสถานที่ที่จะไปในคืนนี้นั่นเป็นเพราะว่าเธอไม่ต้องการให้กัวจวินเป็นกังวลมากเกินไปโดยซูเวยต้องการให้กัวจวินไปเห็นสถานที่ของกองกำลังพิเศษด้วยสายตาของเขาเองจะดีกว่า


    ครั้นกัวจวินเห็นว่าน้องสาวไม่ยอมบอกข้อมูลใดๆให้กับเขา ทำให้เขาแสดงสีหน้าเซ็งเล็กน้อย ส่งผลให้ซูเวยรับรู้ได้ว่าพี่ชายเริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้วเธอจึงพูดเอาใจเขาในทันทีว่า


    “ไปเถอะค่ะหนูจะพาไปทานอาหารอร่อย ร้านอยู่ทางด้านหน้ากระทรวงนี่เอง” ซูเวยเอ่ยชวนเอาใจพี่ชายด้วยการชวนเขาไปทานอาหารเย็นด้วยกัน โดยเธอคิดว่าอาหารรสชาติอร่อยจะช่วยทำให้พี่ชายอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้าง


    “เพิ่งกี่โมงเองเวยเวยหิวข้าวแล้วหรือ?”กัวจวินถามน้องสาวด้วยความแปลกใจ เนื่องจากเขาพบว่าเวลาเพิ่งจะ 17.00 น. เป็นเวลาแต่หัววันเกินกว่าที่จะทานอาหารเย็นสำหรับคนทั่วไป


    “มีอาหารว่างอยู่หลายอย่างลองชิมไปทีละอย่าง เดี๋ยวก็ค่ำพอดี จะได้ไม่ต้องทานดึกเกินไป มันไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ”ซูเวยคะยั้นคะยอพลางพูดถึงนาฬิกาชีวิตที่ควรทำอะไรในช่วงเวลาไหนซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ โดยเวลาทานอาหารเย็นที่เหมาะสมคือช่วงเวลา17.00-19.00 น.


    เมื่อกัวจวินรับฟังคำอธิบายและชักชวนของน้องสาวแล้วทำให้เขาอยากทดสอบว่าร้านที่น้องสาวแนะนำนั้นจะมีอาหารรสชาติอร่อยมากแค่ไหน เขาจึงตกลงรับคำชวนของน้องสาว


    จากนั้นเขาพาน้องสาวขึ้นนั่งรถก่อนที่จะให้หูจยงขับพาไปจอดที่หน้าร้าน“กันเอง”


    ซูเวยพาพี่ชายทดลองชิมอาหารหลากหลายรายการปรากฏว่าอาหารทุกอย่างล้วนถูกปากกัวจวินและหูจยงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองคนทานมากกว่าซูเวยมากนักเนื่องจากทั้งสองคนเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่มากกว่าซูเวย โดยกัวจวินสูงมากถึง185 เซนติเมตร ส่วนหูจยงนั้นสูง 184 เซนติเมตรดังนั้นทั้งสามคนจึงทานอาหารอยู่ที่ร้านกันเองจนถึงเวลา 19.30 น.


    เฮเลนทำอาหารบริการสุดฝีมือเธอแวะทักทายกับลูกค้าที่เข้ามาในร้านอย่างทั่วถึง โดยไม่ได้แสดงความสนิทสนมกับซูเวยเป็นพิเศษแต่อย่างใดซึ่งซูเวยเข้าใจการระวังตัวของเฮเลนเป็นอย่างดีจึงไม่ได้สร้างความลำบากใจให้กับเธอ


    “โอ้โฮ! เวยเวย พี่ไม่นึกเลยว่าน้องมาสอบแค่วันเดียวจะรู้จักร้านอาหารอร่อยเช่นนี้เยี่ยมจริงๆ” กัวจวินพูดชื่นชมน้องสาวที่สามารถหาร้านอาหารได้อย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งมาเมืองหลวงครั้งแรกซึ่งเขารู้สึกประหลาดในรสชาติอาหารที่อร่อยเลิศล้ำมากกว่าภัตตาคารดังในโรงแรมด้วยซ้ำไปแต่เขารู้สึกแปลกใจที่พบว่ามีลูกค้าเข้ามาในร้านไม่คึกคักเหมือนร้านชื่อดังทั่วไป


    “ถ้าชอบวันหลังก็ค่อยมาทานอีกก็ได้ค่ะ”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีที่กระเพาะอาหารของตนเองได้รับการเติมเต็มจนอิ่มแปล้เธอเข้าใจถึงความแตกต่างของการปรุงแต่งรสชาติอาหารของเฮเลนเป็นอย่างดีซึ่งแสดงว่าเฮเลนจะต้องเลือกลูกค้าที่จะแสดงทักษะของเอสเปอร์ที่แท้จริงโดยไม่ให้เกิดความสงสัยกับผู้คนส่วนใหญ่ได้


    ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่เฮเลนปรุงอาหารให้กับซูเวยและพี่ชายให้ได้ทานอาหารรสชาติอร่อยตามทักษะแท้จริงของเธอ


    “วันหลังพี่จะพาพ่อแม่และคุณปู่มาทานบ้างอร่อยจริงๆ” กัวจวินพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ เขาอยากให้สมาชิกในครอบครัวได้ทานอาหารดีรสชาติอร่อยบ้างเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากโรงแรมเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่มีบรรยากาศอบอุ่นสมชื่อว่า “ร้านกันเอง”


    หลังจากที่ซูเวยและพี่ชายทานอาหารอิ่มแล้วกัวจวินทำหน้าที่จ่ายเงินค่าอาหาร ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวออกจากร้าน เฮเลนเดินมาทักทายซูเวยอย่างเป็นมิตรพลางถามซูเวยด้วยความแปลกใจว่า“พี่ชายหรือคะ?”


    “ใช่ค่ะคุณยายคราวหน้าถ้าพี่ชายมาทานกับครอบครัว รบกวนฝากดูแลด้วยนะคะ”ซูเวยพยักหน้ารับตามจริงพลางพูดฝากให้เฮเลนช่วยทำอาหารตามทักษะเอสเปอร์ให้แก่คนในครอบครัวอย่างมีความนัย


    เฮเลนยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าในใจความหมายที่ซูเวยสื่อสารกับตนเองเธอตอบรับอย่างยินดีว่า “ได้สิ ฉันจำได้แล้วว่ามีใครบ้าง?”


    หลังจากนั้นซูเวยเดินออกจากร้านอาหารไปพร้อมกับพี่ชายและหูจยงโดยที่ซูเวยและเฮเลนต่างฝ่ายต่างหันหลังเดินกลับไปทำหน้าที่ของตนเองเหมือนไม่รู้จักกันแต่เป็นแค่ลูกค้าที่เคยเข้ามาใช้บริการในร้านเท่านั้น


    หลังจากนั้นซูเวยกลับโรงแรมเดิมเธอเข้าห้องพักผ่อนด้วยการฝึกตน เนื่องจากตำราแพทย์เทวดานั้นอ่านจบหมดแล้วซูเวยกำลังรอให้ตำราในชั้นสามเปิดออกเพื่อให้ตนเองหยิบมาศึกษาได้ปรากฏว่าชั้นสามมีหมอกหนามากกว่าชั้นสอง บ่งบอกว่าซูเวยจะต้องใช้เวลามากกว่า 7 วันทำให้เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย


    “แสดงว่าตำราแต่ละชั้นจะใช้เวลามากขึ้นกว่าเดิมงั้นหรือ?”ซูเวยนั่งจ้องมองชั้นหนังสือด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ทว่าไม่มีคำตอบใดสำหรับตนเองทำให้ซูเวยทำได้แค่รอเวลาจนกว่าหมอกขาวจะจางหายไปเท่านั้น


    ……….


    เมื่อถึงรุ่งเช้าซูเวยแอบไปฝึกซ้อมทักษะต่อสู้ที่ดาดฟ้าของโรงแรมเหมือนเดิมเมื่อกลับมาที่ห้องและอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดกีฬาที่ดูกระฉับกระเฉงสำหรับตัวเองแล้วเธอเปิดประตูห้องออกมาและพบกับสายตาสงสัยของพี่ชายที่จ้องมองมาพร้อมกับถามเธออย่างจริงจังว่า


    “เวยเวยตกลงน้องจะบอกพี่ได้หรือยังว่าจะไปไหนวันนี้?”กัวจวินยืนกอดอกมองน้องสาวด้วยความสงสัยกับเป้าหมายของเธอในวันนี้ ซึ่งน้องสาวบ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอกตั้งแต่เมื่อวาน


    “งั้นพี่ชายจวินพาหนูไปที่พิกัดนี้แล้วหนูจะบอกว่าไปทำอะไรค่ะ” ซูเวยยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจในความสงสัยของพี่ชายเธอส่งพิกัดที่อยู่ของกองกำลังพิเศษจากสมาร์ตโฟนตนเองเข้าโทรศัพท์ของพี่ชายในทันที


    กัวจวินหยิบโทรศัพท์ตนเองมาดูเมื่อพบว่ามีสัญญาณแจ้งเตือนข้อความเข้าวีแชต


    เขาแปลกใจเมื่อพบว่าพิกัดสถานที่ที่น้องสาวส่งมาให้นั้นเป็นเขตพื้นที่ของกองทัพ ทำให้เขาสอบถามน้องสาวอย่างจริงจังว่า “เวยเวยน้องจะไปทำอะไรในกองทัพ?”


    “ไปถึงแล้วพี่ชายจวินจะรู้เองค่ะพวกเราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสายเกินไป” ซูเวยยิ้มลึกลับให้พี่ชายก่อนชวนเขาลงไปทานข้าว


    กัวจวินเดินตามหลังน้องสาวด้วยความแปลกใจเขาคิดว่าน้องสาวมีความลับมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกินกว่าที่เขาเคยคาดเดาไว้มากนักทำให้เขารู้สึกแปลกใจและใคร่รู้ว่าน้องสาวจะมีความลับเรื่องอื่นใดอีกหรือไม่


    หลังจากทุกคนทานอาหารเช้าของโรงแรมอิ่มแล้วหูจยงทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาซูเวยและกัวจวินไปตามพิกัดที่เขาได้รับมาจากเจ้านายเมื่อทุกคนมาถึงประตูหน้าทางเข้าค่ายทหาร มีทหารเดินมาตรวจสอบที่รถโดยให้เปิดกระจกหมดทุกด้านพร้อมกับสอบถามอย่างเข้มงวดว่า“มาพบใครหรือมีเรื่องติดต่อราชการอะไรที่นี่ครับ?”


    ซูเวยยื่นโทรศัพท์ตนเองที่มีบาร์โค้ดแสดงตัวตนให้กับทหารโดยทหารใช้สมาร์ตโฟนของเขาสแกนตรวจสอบรหัสของซูเวยทันที


    “ทริปเปิลเอสเวลานัดหมายเก้านาฬิกางั้นหรือ?” ทหารถามซูเวยกลับคืนด้วยความแปลกใจเขาไม่คิดว่าจะมีคนมาที่กองกำลังพิเศษที่อายุน้อยเช่นนี้มาก่อนทำให้เขาขมวดคิ้วพลางมองซูเวยด้วยความสงสัย