TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 190 แบ่งกลุ่มโจมตีอบิส

    ตอนที่ 190 แบ่งกลุ่มโจมตีอบิส


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 




    ไม่แปลกใจที่ยอเน๊จะตกใจ เพราะผู้คนทั่วประเทศก็ตกใจเช่นเดียวกันที่เด็กหนุ่มผมสีเงินกำลังร่อนลงมาจากฟากฟ้าเคียงข้างมหาเถรปัญโญ โดยที่มีคณะสงฆ์อีกแปดท่านร่อนลงมาตามหลัง


    ไม่เพียงแต่เด็กหนุ่มสามารถบินบนท้องฟ้าได้ แต่เขายังร่อนลงมาเสมอกับมหาเถรปัญโญ นั่นหมายความว่าเขานั้นต้องมีฐานะที่ไม่ธรรมดา


    ผู้คนต่างคาดเดากันทันทีเลยว่าเขาคืออาจจะเป็นแรงค์ SSS ที่เป็นปริศนาคนนั้น


    แล้วก็มีนักข่าวตาดีที่รายงานออกมาว่าใบหน้าของเด็กหนุ่มคล้ายกับ “เฟิร์สวัน” ว่าที่แรงค์ SSS ที่หายตัวไปเมื่อเจ็ดปี


    นอกจากเรือนผมสีเงินที่ถูกมัดรวบไว้ด้านหลังแล้ว ทั้งรูปร่างและใบหน้าของเด็กหนุ่มแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ด้วยใบหน้าที่เหมือนเด็กมัธยมต้นจึงทำให้คนเป็นที่จดจำได้ดี แม้เวลาจะผ่านไปถึงเจ็ดปีแล้วแต่เด็กหนุ่มยังคงรูปลักษณ์เดิม นั่นทำให้พวกเขาสามารถจำเด็กหนุ่มได้ในทันที


    “เฟิร์สวัน!” 


    ชื่อนี้ถูกสำนักข่าวมากมายกระจายออกไปในทันที 


    ประวัติของเฟิร์สวันถูกขุดออกมาอย่างรวดเร็ว


    ในอินเตอร์เน็ตชื่อของเขาเป็นฮ็อตเชิร์ตในหัวข้อที่ร้อนแรง


    ยอเน๊ที่ได้ฟังการคาดการณ์ของนักข่าวนั้นทำให้เขายังไม่หายอ้าปากค้างและดูเหมือนว่าจะมีอาการแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ


    นักข่าวจำนวนมากต้องการสัมภาษณ์แรงค์ SSS ทั้งสอง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการยืนยันว่าเฟิร์สวันเป็นแรงค์ SSS คนนั้น 


    แต่น่าเสียดายที่บุคคลทั้งสองนั้นรักสันโดษเป็นอย่างมาก ทันทีที่ร่อนลงมาจากฟากฟ้าก็ตรงดิ่งไปที่ประตูอบิสทันที


    ด้วยการมีอยู่ของประตูอบิสระดับสีน้ำเงินทำให้ผู้คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้ แม้แต่เวเนเตอร์ที่อ่อนแอก็ยังได้รับผลกระทบจากมัน


    ทั้งเฟิร์สและมหาเถรปัญโญสนทนากันด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง คำพูดของพวกเขาราวกับเป็นการสนทนาของผู้ที่อยู่มานานจนทำให้เหล่าคณะสงฆ์ที่ตามหลังมาติดๆ ต้องประหลาดใจ


    แต่ถึงอย่างนั้นพระสงฆ์หลายท่านยังมีความรู้สึกเลื่อมใสที่เด็กหนุ่มสามารถสนทนากับมหาเถรปัญโญได้ขนาดนี้ แม้พวกเขาจะพึ่งพบกันเป็นครั้งแรกไม่นานมานี้เอง


    ตอนนี้ตัวตนระดับแรงค์ SSS ทั้งสามได้เผชิญหน้ากัน ท่ามกลางกลุ่มตัวตนระดับแรงค์ SS นับสิบ


    เฟิร์สกวาดสายตามองดูตัวตนเหล่านั้น เขาพบว่าบางคนเป็นเพียงเวเนเตอร์ดาราแดงแต่กลับมีพลังรบถึงระดับแรงค์ SS แล้ว นับว่าเป็นยอดฝีมือที่มีพรสวรรค์หาตัวจับได้ยาก แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่ได้รับฉายาว่าที่แรงค์ SSS เหมือนกับเขา นั่นเพราะอายุของพวกเขาล้วนอยู่ในจุดที่สูงวัยทั้งสิ้น


    หากกวาดตามองยอดฝีมือเจ็ดสิบกว่าคนที่อยู่ที่นี่ ที่มีทั้งเวเนเตอร์ของทั้งประเทศไทยและประเทศพม่า เฟิร์สนั้นนับว่ามีอายุน้อยที่สุดแล้ว


    “สวัสดีเฟิร์สวัน ฉันได้ยินข่าวของคุณมานาน ในที่สุดพวกเราก็ได้เจอกันซักที” บัญชาเมฆเดินเข้ามาและเอ่ยทักทาย


    เฟิร์สยิ้มเล็กน้อยและเอ่ย “สวัสดีครับ ผมก็ยินดีที่ได้เจอคุณเช่นกัน” 


    เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย ท่าทางของเขานั้นสงบนิ่งท่าทีการวางตัวแทบจะไม่ต่างไปจากผู้สูงส่งเลยแม้แต่น้อย


    “โยมบัญชาเมฆ พวกเราเจอกันอีกแล้ว” มหาเถรปัญโญกล่าวด้วยรอยยิ้ม


    “นมัสการครับมหาเถร หลังจากหลายปีก่อนที่พวกเราร่วมมือกันจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย”


    “พบกันครั้งนี้นับว่าเป็นวาสนาของพวกเราแล้วล่ะ”


    ตัวตนทั้งสามพูดคุยกันอยู่ด้านหน้าราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้ 


    หลายคนต้องการที่จะเข้าไปพูดคุยกับเด็กหนุ่ม แต่เมื่อเห็นว่าตัวตนที่อยู่ด้านข้างของเขาคือแรงค์ SSS ที่ทรงพลังทั้งสอง พวกเขาจึงรู้ตัวว่าไม่มีที่ว่างที่จะแทรกเข้าไป


    ตอนนั้นเองสื่อต่างๆ ก็เริ่มแน่ใจแล้วว่าเด็กหนุ่มเฟิร์สวันคนนั้นคือเวเนเตอร์แรงค์ SSS ปริศนาคนนั้น 


    แรงค์ SSS คนใหม่เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ข่าวนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อย่างที่รู้กันว่าแม้จะเป็นเวเนเตอร์แต่พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีอายุขัยที่จำกัด 


    สถานการณ์ของประเทศในโลกอนาคตต้องขึ้นอยู่กับพวกเขา 


    แม้ประเทศใดประเทศหนึ่งในตอนนี้จะมีเวเนเตอร์แรงค์ SSS กำกับอยู่ แต่เมื่อผ่านไปหลายสิบปีแน่นอนว่าพวกเขาต้องร่วงโรยไป แรงค์ SSS อายุน้อยจึงเป็นความหวังของประเทศในอนาคต


    โลกในตอนนี้หากไม่นับสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ตัวตนแรงค์ SSS จึงมีอยู่น้อยมาก และส่วนมากล้วนเป็นผู้สูงวัยทั้งสิ้น


    ผู้สื่อข่าวทั่วโลกต่างเผยแพร่ข่าวนี้ออกไปอย่างคึกโครม ไม่นานผู้คนทั้งโลกก็ได้รู้จักกับเฟิร์ส สายตานับไม่ถ้วนต่างจับจ้องมาที่เขา


    เมื่อคนทั้งสามพูดคุยกันอย่างหอมปากหอมคอ บัญชาเมฆที่เป็นผู้นำของภารกิจนี้ก็เอ่ยขึ้น


    “คงได้เวลาแล้ว พวกเราควรเข้าสู่อบิสได้แล้ว แคลนบัญชาฟ้าและแคลนพันธมิตรโปรดตามผมมา” 


    บุรุษสูงใหญ่เกือบสองเมตรกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นผู้นำ คำพูดของเขาได้ปลุกขวัญกำลังใจของผู้คนอย่างไม่รู้ตัว


    แล้วตอนนั้นเองเวเนเตอร์นับสิบก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้


    เฟิร์สยังคงสงบนิ่งเหมือนดังเริ่มแรก ไม่ต่างไปจากมหาเถรที่อยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย


    แรงค์ SSS ทั้งสามเป็นผู้นำในการเดินเข้าไปเข้าสู่อบิสระดับสีน้ำเงินที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินตามเข้าไป


    ยอดฝีมือแรงค์ SS ขึ้นไปเกือบแปดสิบคนได้เคลื่อนพลเข้าไปด้านในของอบิสแล้ว


    เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้คนคาดเดาไปต่างๆ นานา พวกเขากำลังลุ้นว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถทำมันได้สำเร็จหรือไม่ แล้วพวกเขาจะพบกับการสูญเสียมากเท่าใด นี่ไม่ใช่อบิสระดับธรรมดา ในทุกๆ ที่มีการลงอบิสระดับนี้ล้วนไม่อาจหลบหนีการสูญเสียไปได้


    บ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่บนดอย


    ชายวัยกลางคนกำลังเอื้อมมือไปจับมือขาวของภรรยา


    “แม่ไม่ต้องห่วงเจ้าเฟิร์สไปหรอก เจ้าเฟิร์สมันเก่ง มันสามารถเอาตัวรอดได้” เขากล่าวกับภรรยาด้วยรอยยิ้ม


    ภรรยาของเขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา สิ่งที่เธอทำคือยิ้มเล็กและพยายามจะเชื่อมั่นว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น


    ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนที่ยังอยู่ที่นี่ สายตาจ้องมองทีวีอย่างตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา


    “พี่ชายเก่งมากอยู่แล้ว ถึงยังไงเขาก็เป็นถึงแรงค์ SSS มันเป็นไปได้น้อยมากที่แรงค์ SSS จะพลาดท่าให้กับอบิสแบบนี้” ยอเน๊กล่าวพึมพำ


    ……………..


    ด้านในของอบิสระดับสีน้ำเงิน


    ทันทีที่พวกเขามาถึงก็ต้องพบกับแรงกดดันมหาศาลของพลังสปีริต 


    สถานที่ที่ประตูอบิสปรากฏมันคือกลางอากาศ โลกมิติแห่งนี้เต็มไปด้วยสายลมกรรโชกและแผ่นดินเล็กๆ มากมายที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าราวกับเป็นเกาะแห่งหนึ่งเท่านั้น เพราะเหตุนี้การสำรวจของพม่าครั้งแรกจึงประสบความล้มเหลวที่พวกเขานำเวเนเตอร์แรงค์ S เข้ามา


    นั่นเพราะหากเวเนเตอร์ไม่สามารถบินได้ พวกเขาก็จะตกอยู่ในหายนะของสถานที่แห่งนี้ทันที เพราะสายลมในโลกนี้รุนแรงมาก ต่อให้บินได้ก็ต้องระวังตัวให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจถูกสายลมพัดจนทำให้แตกกลุ่ม และยังไม่นับถึงเรื่องต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ที่โหดร้าย แต่ละตัวล้วนมีพลังรบในระดับแรงค์ SS ขึ้นไปทั้งสิ้น


    หากเป็นบนพื้นดินแรงค์ S หรือ S+ อาจจะพอมีประโยชน์ช่วยเหลือในการต่อสู้ได้บ้าง แต่สถานที่แห่งนี้กลับไม่ใช่ที่ที่พวกเขาจะเข้ามาเดินเล่นได้


    เพราะเหตุนี้ภารกิจจึงรับแต่เวเนเตอร์แรงค์ SS ขึ้นไปที่สามารถบินได้ทั้งสิ้น


    ทันทีที่มาถึงบัญชาเมฆก็แจกแจงภารกิจให้พวกเขา


    “ภารกิจครั้งนี้คือการกวาดล้างมอนสเตอร์ภายในรัศมีหนึ่งร้อยไมล์ พวกเราจะแบ่งเป็นสามกลุ่มโดยจะมีแรงค์ SSS เป็นผู้นำที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของพวกคุณ พวกเราจะเคลื่อนที่เป็นวงกลมและขยายระยะทางออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครอบคลุมพื้นที่หนึ่งร้อยไมล์ เมื่อภารกิจสำเร็จให้ทุกคนกลับมารวมตัวที่นี่ ภารกิจนี้หากสำเร็จได้ไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่พวกเราจะรั้งอยู่ด้านนานนัก” บุรุษสูงใหญ่บัญชาเมฆเอ่ยอธิบายออกมา


    มันเป็นเพราะว่าเขามีประสบการณ์ในการทำภารกิจระดับนี้มากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว นอกจากอบิสสีน้ำเงินที่ประเทศไทย เขายังเคยไปช่วยเหลืออบิสสีน้ำเงินที่ประเทศอื่นๆ อีกด้วย


    สำหรับผู้แข็งแกร่งแรงค์ SSS แล้ว หนทางเดียวที่พวกเขาจะก้าวหน้าก็คือการเข้าสู่อบิสที่อันตรายแบบนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงจะไม่สามารถหาแกนสปีริตสีน้ำเงินมาบ่มเพาะได้


    “เอาล่ะ พวกเราเริ่มแบ่งทีมกันเถอะ” 


    ผู้คนต่างทยอยแยกตัวเป็นกลุ่มทันที แน่นอนว่าแคลนบัญชาฟ้าย่อมติดตามบัญชาเมฆ ส่วนคณะสงฆ์ทั้งของไทยและพม่าต่างติดตามมหาเถรปัญโญ


    ส่วนเฟิร์สนั้นกลุ่มของชายชราที่เขาคุ้นหน้าก็ทะยานตรงมาที่เขา พวกเขาก็คือกลุ่มของผู้การภาวินหรือกลุ่มตัวแทนของนิวโฮปนั่นเอง


    “สวัสดีคุณเฟิร์สวัน พวกเราต้องรบกวนคุณแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน