ท่ามกลางความวิจิตรของลานศิลาขาว ที่แผ่ขยายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เจ้าจ้อย ก้มลงมองพื้นศิลาที่ขัดเงาจนวาววับราวกับกระจกทิพย์มันสะท้อนเงาขนปุยและหางพวงยาวของเขาออกมาได้ทุกรายละเอียด เมื่อมองออกไปไกลๆท้องนภากับผืนดินดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ราวกับพวกเขากำลังเดินอยู่บนอากาศธาตุ
“ไอ้หยา...ช่างสิ้นเปลืองแท้ๆ!” เจ้าจ้อยบ่นพึมพัมพลางลองเอาเล็บสะกิดพื้น “ศิลาอาคมเนื้อดีขนาดนี้ ถ้าเอามาแทะกินคงจะเพิ่มพลังได้ไม่น้อยแต่กลับเอามาปูพื้นให้คนเดินเหยียบย่ำเสียนี่ พวกเทวดานี่มันยังไงกันนะจะไปประชุมกันบนฟ้า ทำไมไม่เหาะขึ้นไปเลยล่ะเจ้าคะ? จะมาสร้างลานกว้างๆให้เมื่อยขาทำไม?”
แม่หญิงจันทราได้ยินดังนั้นก็รีบเอื้อมมือมาปิดปาก เจ้ากระรอก จอมแสบทันทีเพราะกลัวว่าคำพูดไร้เดียงสาของมันจะไปเข้าหูเทพผู้คุมกฎเข้า
ขณะที่เจ้าจ้อยกำลังชั่งใจว่าจะแอบขุดศิลาขาวไปซ่อนไว้ในช่องมิติในท้องสักก้อนดีหรือไม่เทพบริพาร ท่านหนึ่งในชุดเครื่องทรงเต็มยศก็เดินตรงเข้ามาหาขบวนของพวกเราท่านพนมมือไหว้ แม่หญิงจันทราอย่างอ่อนช้อยและนอบน้อม
“แม่หญิงผู้เลอโฉมตามกฎของงานสโมสรสันนิบาตเทศกาลกลางฤดูนี้ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในเขตวิมานชั้นในค่ะ” เทพบริพารเอ่ยด้วยรอยยิ้มละไม“สัตว์พาหนะและสัตว์เลี้ยงทั้งหมดจะถูกแยกไปพักรอ ณ เขตรับรองพิเศษอีกด้านหนึ่งโปรดมอบ เจ้ากระรอก ตัวนี้ให้ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะดูแลมันอย่างดีค่ะ”
แม่หญิงจันทราขมวดคิ้วด้วยความกังวลนางโอบกอดเจ้าจ้อยไว้แน่นขึ้นส่วนเจ้าจ้อยเองก็รีบเอาอุ้งเท้าเกาะแขนแม่หญิงไว้แน่นราวกับตุ๊กแก “ไม่เอา!ผมไม่ไป! ใครจะรู้ว่าไอ้เขตรับรองที่ว่านั่นจะกลายเป็นโรงเชือดหรือเปล่า!”
เทพเมฆารีบเสริมขึ้นว่า “กฎก็คือกฎนะแม่หญิงแม้ว่างานนี้จะไม่ได้ห้ามนำสัตว์เข้ามาในสวรรค์แต่ในห้องโถงหลักที่เป็นที่ประทับขององค์อมรินทร์นั้น...สัตว์ทั่วไปเข้าไม่ได้จริงๆ อย่างไรเสียที่เขตรับรองสัตว์เลี้ยงเขาก็มีหน้าจอทิพย์ให้ดูบรรยากาศในงานอยู่นะข้าว่ายอมทำตามกฎจะปลอดภัยกว่า”
“ที่นี่...ยังไม่ใช่สถานที่จัดงานจริงหรือเจ้าคะ?” แม่หญิงถามด้วยความแปลกใจ
เทพเมฆาหัวเราะเบาๆ“ที่นี่เป็นเพียง 'ลานเคลื่อนย้าย'เท่านั้น องค์เทวราชผู้ยิ่งใหญ่จะประทับรออยู่ใน มิติจำลองพิเศษที่นั่นสวยงามกว่าที่นี่หลายร้อยเท่านัก!”
ระหว่างที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้นเองเทพเมฆาก็อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ “ดูนั่น! พระพาย เสด็จมาแล้ว!”
....
ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียงเรียกบนท้องนภาที่สว่างไสว ปรากฏบุรุษในชุดเครื่องทรงทองวาววับ มีรัศมีวูบวาบดั่งลมพัดพริ้วดูองอาจและเปี่ยมด้วยอำนาจข่มขวัญผู้คน ท่านเหาะเหินลงมาจากชั้นฟ้าอย่างสง่างามไม่ว่าจะเป็น พญานาคราช ที่ดูดุร้าย หรือนกการเวกที่เป็นสัตว์เทพชั้นสูงเมื่อท่านผู้นี้ผ่านไป ทุกตนต่างต้องก้มศีรษะลงเพื่อหลีกทางให้ด้วยความเกรงใจ
นี่คือบุรุษเพียงคนเดียวที่เจ้าจ้อยเห็นว่า"กล้าเหาะ" เหนือน่านฟ้าสวรรค์ในเขตหวงห้ามนี้อย่างไม่สะทกสะท้าน!
“ช่างสมกับเป็นจอมเทพผู้รวดเร็วและทรงพลังจริงๆ”เทพเมฆารำพึงด้วยความเลื่อมใส “ท่านเป็นถึงครูบาอาจารย์และเทพผู้มีบารมีใหญ่แม้แต่เหล่าเทพชั้นสูงยังต้องเกรงใจในวายุอำนาจของท่าน”
ผู้เฒ่าพยักหน้าเสริมด้วยสายตาที่ทอดมองไปไกล “เปรียบไม่ได้เลยจริงๆ ...ความเป็นมาของพระพายนั้นยิ่งใหญ่นัก มีฤทธานุภาพแผ่ไปทั่วจักรวาลเมื่อเทียบกับพวกเราแล้ว ข้ามันก็แค่เทวดาปลายแถวที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เท่านั้นเอง”
เจ้าจ้อยได้ยินดังนั้นก็รีบกระโดดออกห่างจากผู้เฒ่าทันที“โธ่! ตาแก่ อยากเป็นเศษสอยก็เป็นไปคนเดียวสิ อย่าลากพวกผมเข้าไปเกี่ยวด้วยผมยังเด็ก ยังหนุ่ม และยังมีไฟที่จะสร้างชื่อเสียงอีกเยอะ!”
ในตอนนั้นเองเทพบริพารได้เดินเข้าไปหาพระพายเพื่อทำความเคารพจอมเทพผู้เกรียงไกรเพียงสะบัดมือเบาๆ ราชสีห์ขนคำ ที่เดินตามหลังมาก็ทำท่าทางไม่สบอารมณ์นักแต่มันก็ยอมเดินตามเทพบริพารไปยังเขตรับรองสัตว์เลี้ยงแต่โดยดี
“นั่นมัน...สัตว์ทรงของพระพายนี่นา! แม้แต่บริวารของท่านยังต้องไปที่นั่นเลยหรือ?” เทพเมฆาอุทาน
เจ้าจ้อยหรี่ตามองพลางพึมพำ“พี่ชาย... ดูขาหลังของเจ้าราชสีห์ตัวนั้นสิ ทำไมเดินกะเผลกๆเหมือนคนไปตีขามาอย่างนั้นแหละ?”
เมื่อสังเกตดูดีๆทุกคนก็ต้องแปลกใจเพราะสัตว์เทพผู้เก่งกล้ากลับเดินโขยกเขยกเหมือนได้รับบาดเจ็บมาจริงๆ
“สวรรค์ทรงโปรด!ใครกันที่กล้าทำให้บริวารของจอมเทพเจ็บตัว?” เทพเมฆาถามด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ไม่รู้สิ...”ผู้เฒ่าส่ายหน้า
เมื่อเห็นว่าขนาดบริวารของมหาเทพยังต้องทำตามกฎเจ้าจ้อยก็รู้ตัวว่าคงเลี่ยงไม่ได้แล้ว มันถอนหายใจยาวพลางมองสบตากับแม่หญิงจันทรา
“ไปเถอะเจ้าค่ะแม่หญิงจันทราไม่ต้องห่วงผม เดี๋ยวผมไปสำรวจที่นั่นดูหน่อย เผื่อจะมีอะไรอร่อยๆ ให้กิน”เจ้าจ้อยตบพุงตัวเองดังปึดๆ ก่อนจะกระโดดลงพื้นแล้วเดินตามเทพบริพารไป
....
เทพบริพารนำทางเจ้าจ้อยมาถึงอีกฟากหนึ่งของมิติทันทีที่มาถึง เจ้าจ้อยถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!
สภาพแวดล้อมที่นี่ดูร่มรื่นมีน้ำตกไหลลงมาจากชั้นฟ้ากระแทกเข้ากับทะเลสาบแก้วมณีใจกลางพื้นที่ รอบข้างเป็นภูเขาสูงที่ถูกถากเป็นชั้นๆเหมือนขั้นบันไดขนาดใหญ่ แต่ละชั้นปูด้วย ศิลาอาคมมีโต๊ะและม้านั่งจัดเตรียมไว้อย่างดี
แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าจ้อยขนลุกคือ"แขก" ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเหล่านั้น!
มันมีทั้ง หมูหมา วัว ควาย พญานาคราชตัวเขื่อง ไปจนถึงยักษ์ร่างแคระที่นั่งเรียงกันเป็นตับทุกตนมีจานเปล่าๆ ตั้งอยู่ตรงหน้า และกำลัง ถือช้อนทองหรือไม่ก็นั่งเท้าสะเอวจ้องมองมาที่ทางเข้าเป็นตาเดียว!
เจ้าจ้อยแหงนหน้ามองเทพบริพารแล้วถามด้วยเสียงสั่นๆ“พี่ชาย... พี่ทำงานพาร์ทไทม์ส่ง เฟสบุ๊ก หรือพวกรับส่งของกินหรือเปล่า?”
เทพบริพารทำหน้างงงวย“มันคือวิชาสายไหนกัน?”
เจ้าจ้อยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ“ไม่มีอะไร... ผมแค่จะถามว่า พี่พาผมมาที่นี่เพื่อเป็นแขก หรือพาผมมาเป็น 'อาหารจานหลัก' กันแน่? ดูไอ้พวกนั้นมองผมสิเหมือนเห็นน่องไก่ติดปีกเลย!”
เทพบริพารหัวเราะร่วน“เจ้ากระรอกน้อยช่างคิดไปได้ ที่นี่คือสโมสรสำหรับผู้ติดตามเจ้าอยากนั่งตรงไหนก็นั่งตามสบายเถอะ ที่นี่เราให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะหรอกค่ะ”
เจ้าจ้อยมองค้อนพลางคิดในใจ'เท่าเทียมกะผีดิวะ!ปากบอกว่าเท่าเทียม แต่ไอ้ตัวที่เกิดมาเป็นลูกท่านหลานเทพก็นั่งชั้นบนสุด ส่วนไอ้พวกสัตว์ป่าอย่างผมคงต้องไปเบียดที่ริมน้ำแน่ๆความเท่าเทียมมันมีแค่ในคำโฆษณาเท่านั้นแหละว้า!'
เจ้ากระรอกสะบัดขนก้นทีหนึ่งก่อนจะก้าวขาเดินเข้าไปหาที่ว่างใน"สวนสัตว์สวรรค์" แห่งนี้ โดยหารู้ไม่ว่าการมาเยือนของมันกำลังจะทำให้งานเลี้ยงที่สงบสุขนี้... ต้องปั่นป่วนจนเทพยังส่ายหน้า!