ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 การประลองยุทธภัณฑ์แบบพิสดาร

            โดยกลุ่มที่เดินมาก่อนคือทั้งสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอวิ๋นเฉิงทั้งสองฝ่ายเดินขึ้นเวทีพร้อมกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็มีทีท่าไม่ยอมกัน

            “ว้าว ข้าอยู่มาจนป่านนี้เพิ่งจะเคยเห็นสามตระกูลใหญ่ปรากฏตัวพร้อมกันแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย...”

            “แต่ข้าน่ะเห็นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วหึหึ คอยดูไปเถอะ ไม่แน่นะว่า หลังจากวันนี้ไปสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอวิ๋นเฉิงอาจจะเหลือแค่สองตระกูลใหญ่แล้วก็ได้กระมัง”

            ภายในฝูงชนมีอยู่หลายคนที่หูตาว่องไวพวกเขาได้ยินเรื่องความขัดแย้งของตระกูลใหญ่มาไม่น้อยตอนนี้พวกเขาเลยได้กลายเป็นจุดสนใจไปแล้ว

            “พี่น้องท่านนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ?”

            “หึหึ!!” เหล่าคนที่รู้เรื่องราวเบื้องหลังนั่นทำท่าทางอวดเบ่งเสียใหญ่โต“เวินติ่งเทียนน่ะนะ ช่วงครึ่งปีมานี้ถูกเฉินเย่เซิงและโอวหยางกงร่วมมือกันรังแกอย่างหนักข้าว่าเวินติ่งเทียนต้องมาล้างแค้นในเทศกาลครั้งนี้แน่!!”

            “ข้ายังได้ยินมาอีกด้วยนะว่าในเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณครั้งนี้มีการเดิมพันครั้งใหญ่เอาไว้ด้วยถ้าตระกูลเวินแพ้ละก็ จะต้องสละโรงงานช่างทั้งหมดในเมืองอวิ๋นเฉิงทิ้งแต่ถ้าตระกูลเฉินแพ้ ก็จะต้องจ่ายค่าชดใช้ก้อนโต!!”

            “เหอะ เรื่องแค่นั้นเองรึ พวกเจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องเหตุการณ์สังหารโหดที่เทือกเขาเมฆมรกตเมื่อครึ่งปีก่อนรึไงคนของตระกูลเวินถูกฆ่าตายไปหกสิบกว่าคน...ข้าว่าพวกเขาอาจจะมาจัดการเรื่องนี้กันจนแตกหักกันทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้...”

            ตอนนี้ความคิดของผู้คนแตกเป็นหลายเสียงแทบจะไม่เหมือนกันเลย

            แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือพวกเขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกันมากขึ้นเรื่อยๆในแววตาของประมุขของทั้งสามตระกูลตอนนี้เองก็ราวกับกำลังลุกเป็นไฟเหล่าชาวเมืองตอนนี้ต่างก็กำลังรอดูเรื่องสนุกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในงานเทศกาลแห่งนี้ว่ามันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

            หลินหยาง วันนี้คลุมผ้าคลุมสีขาวเอาไว้แฝงตัวอยู่กับคนของตระกูลเวินนับร้อยคน ไม่มีใครรับรู้ถึวตัวตนของหลินหยางเลยสักคน

            เมื่อคืนก่อน เขาและพวกของเวินติ่งเทียนได้วางแผนเตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้ววันนี้ตระกูลเวินไม่ได้มาเพื่อแค่จะเข้าร่วมการประลองเฮงซวยที่กำหนดผลแพ้ชนะเอาไว้แล้วนี้แน่

            พวกเขา มาเพื่อที่จะชำระหนี้แค้นที่พวกตระกูลเฉินมันติดค้างพวกเขาเอาไว้ทั้งหมด!!

            ส่วนเจ้าหั่วเอ๋อร์ก็...

            เจ้าตัวเลี้ยงไม่เชื่องนี่ตอนนี้กำลังเกาะอยู่บนไหล่ของเวินชิงชิง

            หนึ่งคนหนึ่งตัวพอได้เจอกันที่ห้องครัวเมื่อคืนแล้วก็เหมือนจะสนิทกันได้แทบจะทันทีเป็นเพราะว่าเวินชิงชิงกับเจ้าปี้ฟังน้อยตัวนี้มีความชอบเดียวกันนั่นก็คือ - กวนประสาทหลินหยาง

            ดังนั้นทั้งคู่ตอนนี้เลยมาอยู่ด้วยกันได้ทั้งคู่คุยเล่นกันสนุกสนานจนดูขัดกับบรรยากาศโดยรอบที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกดดันนี้คงเป็นเพราะว่าเวินชิงชิงรู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้แล้ว - ตระกูลเฉินเตรียมตัวซวยครั้งใหญ่ได้เลย

            และในขณะที่พวกเขากำลังจะนั่งลงบนที่นั่งนั่นเอง เฉินเย่เซิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็กำลังเดินหัวเราะฮ่าฮ่าเข้ามาจะหาเรื่องแล้ว

            “พี่น้องเวิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ สบายดีกันไหม!!” เฉินเย่เซิงพูดคนเดียวด้วยท่าทางที่เหมือนกับผู้ที่ชนะไปแล้ว

            ด้านหลังของเขา มีโอวหยางกงที่ตอนนี้ใบหน้าอ้วนกลมกว่าเดิมหลายส่วนก็กำลังหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจใคร

            “พี่น้องเฉินท่านดูสีหน้าอิดโรยของพี่น้องเวินนั่นสิ ดูท่าว่าเมื่อคืนจะไม่ค่อยได้พักผ่อนกันสักเท่าไรท่านยังจะไปถามพวกเขาอีกทำไมเล่า?”

            ฮ่าฮ่าฮ่า!!

            สองผู้นำกับผู้ติดตามอีกกว่าห้าร้อยคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันจนดังลั่นเห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่เห็นคนของตระกูลเวินในสายตาแม้แต่น้อย

            สำหรับพวกเขาแล้วตระกูลเวินถูกพวกเขาตระกูลเฉินและตระกูลโอวหยางเหยียบหน้าเอาไว้มาตลอดครึ่งปีวันนี้พวกเขาก็แค่มาเหยียบซ้ำให้จมดินหายไปอย่างสิ้นเชิงก็เท่านั้นเองพวกตระกูลเวินไม่มีโอกาสตอบโต้ได้แน่ๆ

            เวินติ่งเทียนมองกลับไปที่ทั้งสองคนด้วยสีหน้านิ่งสงบ

            “พูดเสร็จรึยัง? ถ้าเสร็จแล้วก็เชิญกลับไปเถอะพวกเจ้าทำให้ข้าอึดอัดนะ”

            หืม?

            ช่วงครึ่งปีมานี้ เฉินเย่เซิงก็เพิ่งจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของเวินติ่งเทียนตอนแรกก็อึ้งไปบ้าง แต่สักพักเขาก็แสยะยิ้มที่ดูชั่วร้ายออกมา

            “หึหึดูท่าว่าตระกูลเวินวันนี้จะเตรียมพร้อมมากันดี...” ระหว่างที่พูดอยู่เขาก็ยื่นหน้าไปใกล้เวินติ่งเทียนแล้วกล่าวต่ออย่างเย็นชาว่า “เวินติ่งเทียนนี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่เจ้าจะได้แสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาต่อหน้าข้า ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะยังทำใจเย็นแบบนี้ไปได้อีกสักกี่น้ำ!!”

            “อย่างนั้นก็เชิญเจ้ารอไปเถอะข้าเองก็รอที่จะได้เห็นสีหน้าของเจ้าอยู่เหมือนกัน”

            เวินติ่งเทียนมองหน้ากดดันกลับไปใส่พวกเฉินเย่เซิงและโอวหยางกง

            และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดนตรีสรรเสริญบรรเลงขึ้นจากทางด้านหลังของเวทีฝ่ายจัดงานเทศกาลในครั้งนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว - เหล่าข้าราชการจากฝ่ายผู้ดูแลภายในมาถึงแล้ว

            เหล่าทหารองครักษ์ของราชสำนักจำนวนสองร้อยนายที่สวมใส่ชุดเกราะเคลือบทองพร้อมกับถือทวนยาวเอาไว้ในมือพวกเขาดูคล้ายกับคมดาบอันแหลมคมที่ทำให้เหล่าฝูงชนต้องเปิดทางให้พวกเขาเดินผ่าน

            คนที่เหล่าองครักษ์คุ้มกันอยู่ก็คือ หวังหมิงชง

            เวลาผ่านไปครึ่งปีแล้วแต่เจ้าหวังหมิงชงนี่ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย แววตาเคร่งขรึม เคราแพะที่ถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยบรรยากาศรอบตัวที่ดูองอาจยิ่งใหญ่นั่น ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งเวที

            หวังหมิงชงเป็นหนึ่งในสี่ผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดของเมืองอวิ๋นเฉิงและเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินการประลองที่จะจัดขึ้นในงานวันนี้ด้วย

            ที่ด้านหลังของเขา คือผู้บังคับบัญชาทหารองครักษ์ของราชสำนักเหล่านี้ซูหมิงชุน และแม่ทัพแห่งกองกำลังพิทักษ์เมืองอวิ๋นเฉิง ตู้หมิง

            ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดทหารโบราณบรรยากาศที่ทั้งสองแผ่ออกมาดูน่าเกรงขามสมกับเป็นยอดฝีมือแต่ตู้หมิงตอนนี้ดูเหมือนกับกำลังเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ หลังจากที่เขาเข้ามาถึงบนเวทีแล้วเขาก็ไม่ได้สบตากับเวินติ่งเทียนเลยและสีหน้าของเขาก็ดูบึ้งตึงเหมือนกำลังหงุดหงิดอะไรบางอย่างด้วย

            “ยินดีต้อนรับท่านหวัง”

            พอหวังหมิงชงยืนประจำที่แล้ว ทุกคนก็กล่าวต้อนรับให้เขาส่วนหวังหมิงชงก็โบกมืออย่างองอาจพร้อมกับกล่าวว่า “เชิญนั่ง เชิญนั่ง”

            หลังจากนั้น ข้าราชการที่ดูแลเรื่องพิธีการต่างๆ ของฝ่ายผู้ดูแลภายในก็เข้ามาทำหน้าที่พิธีกรกล่าวเปิดงานเทศกาลครั้งนี้ตามมาด้วยหวังหมิงชงที่ลุกออกมากล่าวสุนทรพจน์ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ขึงขังและทรงพลังโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาการช่างว่ามีความสำคัญกับอาณาจักรชูอวิ๋นมากแค่ไหน และช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาณาจักรเรามีผลงานอะไรแล้วบ้างเป็นต้น

            ในช่วงสุดท้าย เขาก็พูดถึงหัวข้อหลักที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดของงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณในวันนี้

            “ในช่วงที่ผ่านมานั้นประมุขตระกูลอย่างท่านเวินติ่งเทียนแห่งครอบครัวตระกูลเวินได้สรรค์สร้างผลงานที่ทั้งคุณภาพดีและงดงามอยู่เพียงตระกูลเดียวมาเป็นเวลานานแล้วแต่ปีนี้ ท่านเฉินเย่เซิงประมุขตระกูลเฉินได้ทำการชุบเลี้ยงกลุ่มนักการช่างฝีมือดีขึ้นมากลุ่มหนึ่งฝ่ายผู้ดูแลภายในเราเลยอยากจะพัฒนาวงการของนักการช่างของอาณาจักรชูอวิ๋นเราให้รุ่งโรจน์มากยิ่งขึ้นดังนั้นเราเลยตัดสินใจจัดการประลองยุทธภัณฑ์ครั้งนี้ เพื่อให้ทั้งสองตระกูลใหญ่ได้มีโอกาสทดสอบความสามารถด้านการช่างของตนและเพื่อให้เหล่าประชาชนชาวอวิ๋นเฉิงมีโอกาสได้ชมการประลองกันด้วยทักษะการช่างขั้นสูงด้วยตาตัวเอง”

            ดี!!

            ผู้คนที่ยืนชมจากด้านล่างเวทีอย่างต่ำๆ ก็มีอยู่ประมาณแสนกว่าคนพอตะโกนขึ้นมาแล้วก็ดังสนั่นจนสั่นสะเทือนไปทั่วเหมือนกับว่าท้องฟ้ากำลังจะพังถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น

            ถุย

            อี้สิงอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆ ของเวินติ่งเทียนก็ถุยน้ำลายออกมาแรงๆหนึ่งที

            พูดเสียดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่วิธีการต่ำช้าไร้ยางอาย

            เจ้าหวังหมิงชงนี่ หัวจิตหัวใจของมันคงเอาไปให้สุนัขรับประทานแล้วกระมัง

            หวังหมิงชงโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลงจากนั้นก็พูดต่อว่า “เอาละ เข้าเรื่องหลักของเราดีกว่าการประลองในวันนี้จะแบ่งออกเป็นสองหัวข้อคือ หนึ่ง การประลองยุทธภัณฑ์ สองคือการประลองมหาสมบัติถ้าอย่างนั้น ขั้นแรก ขอให้ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนนักการช่างออกมาด้วยให้พวกเขาออกมาแสดงการประลองยุทธภัณฑ์อันน่าตื่นเต้นให้พวกเราได้รับชมอย่างเต็มอิ่มกันไปเลย!!!!”

            ผู้ชมด้านล่างเวทีส่งเสียงเชียร์กันดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง

            ทางด้านเฉินเย่เซิงนั้นมีซ่างกวันเฟยที่สวมชุดของนักการช่างที่ดูทรงภูมิ ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาด้วยท่าทางหยิ่งผยองและเย็นชา

            ส่วนตัวแทนของตระกูลเวินก็คือนักการช่างที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการช่างอันดับหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋นนักการช่างที่เป็นดั่งสมบัติของชาติ - อี้ชังไห่

            ทั้งสองคนยืนประจำที่อยู่บนแท่นตีอาวุธแล้วผู้ชมที่อยู่โดยรอบทั้งหมดพากันปรบมือต้อนรับเสียงดังโครมครามเหล่าชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นวิธีการสร้างยุทธภัณฑ์จริงๆ ก็พากันมารับชมด้วยความตื่นเต้นบรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความเร่าร้อนที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

            เจ้าซ่างกวันเฟยนี่ ไม่ได้เจอแค่ครึ่งปีดูท่าทางเหมือนระดับความสามารถด้านการช่างของมันจะก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วพอมันยืนอยู่บนแท่นตีอาวุธก็ดูคล้ายกับจอมราชันที่สามารถควบคุมบงการทุกสรรพสิ่งได้ก็ไม่ปาน

            เขามองไปทางอี้ชังไห่ที่กำลังยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ทางฝั่งตรงข้ามพลางแสะยิ้มตรงมุมปากขึ้น

            “ไอ้แก่ หลังจากวันนี้ไปฉายานักการช่างอันดับหนึ่งของชูอวิ๋นก็คงต้องเปลี่ยนคนแล้วล่ะ...”

            ซ่างกวันเฟยพูดออกมาอย่างมั่นใจ

            เขามาจากตระกูลนักการช่างที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตระกูลเวินหลายร้อยเท่าทักษะการช่างของอาณาจักรชูอวิ๋นในสายตาของเขามันไม่ต่างอะไรกับก้อนอุจจาระ อี้ชังไห่นี่ถ้าไปอยู่ที่ตระกูลของเขาละก็มันไม่มีทางได้เป็นแม้แต่ผู้อาวุโสแน่

            การประลองครั้งก่อนถ้าเขาไม่ได้ประมาทละก็เขาไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับไอ้หลินอี้นั่นอย่างเด็ดขาดวันนี้แหละที่เขาจะมาทวงคืนชื่อเสียงที่เสียไปกลับมา เขาจะกระทืบอี้ชังไห่ ไม่สิจะกระทืบตระกูลเวินให้จมลงไปคาเท้าเขาเลย

            ฝั่งตรงข้ามเขา

            อี้ชังไห่ที่ถูกท้าทายอยู่นั้นไม่แม้แต่จะเปิดเปลือกตาขึ้นมามองหน้าเขา

            ให้ความรู้สึกเหมือนกับชายชรามากประสบการณ์ที่ถูกเด็กน้อยจอมซนคนหนึ่งท้าทายอี้ชังไห่ไม่ได้สนใจอะไรมันเลยแม้แต่น้อย

            เชอะ...

            ซ่างกวันเฟยที่ยั่วยุท้าทายไม่สำเร็จนั้นจึงเบะปากออกอย่างเย็นชา

            ทำเป็นวางท่าไปได้นะไอ้แก่นี่เดี๋ยวรอตอนสร้างอาวุธเสร็จก่อนเถอะ ข้าจะดูว่าสีหน้าตอนร้องไห้ของเจ้าจะเป็นอย่างไร!!

            หลังจากนั้นไม่นานการประลองยุทธภัณฑ์ก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

            ส่วนเรื่องกฎกติกาก็ใช้ตามแบบทั่วไป ครั้งนี้ซ่างกวันเฟยเป็นฝ่ายโจมตีสร้างยุทธภัณฑ์สำหรับโจมตี ส่วนอี้ชังไห่เป็นฝ่ายป้องกันสร้างยุทธภัณฑ์สำหรับป้องกัน และสุดท้ายก็วัดผลโดยให้ฝ่ายโจมตีโจมตีใส่ฝ่ายป้องกันด้วยยุทธภัณฑ์ที่ตัวเองสร้างขึ้น

            หลังจากที่กรรมการประกาศเริ่มการประลองแล้วซ่างกวันเฟยก็เริ่มแสดงทักษะการช่างอันงดงามของเขาออกมา

            ไฟวิญญาณที่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าดุจเทพอัคคีที่กำลังเริงระบำ ส่องแสงใส่ใบหน้าอันมุ่งมั่นและหล่อเหลาของซ่างกวันเฟย

            เขาเคลื่อนที่ไปทั่วพื้นที่เก็บวัตถุดิบราวกับแมงปอที่กำลังเดินอยู่บนผิวน้ำพร้อมกับคัดเลือกเอาวัตถุดิบที่จะใช้ออกมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบจากนั้นก็นำมันมาผ่านกระบวนการสกัด หลอมรวม ขึ้นรูปอย่างรวดเร็วในไม่กี่อึดใจขั้นตอนทั้งหมดเป็นไปอย่างไหลลื่นดุจสายน้ำที่ลื่นไหลงดงามจนไม่ว่าใครก็ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลยทั้งกระบวนการทำให้เกิดเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้ชมไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง

            หึ!!

            เห็นหรือยังเล่า?

            นี่ต่างหากทักษะการช่างที่แท้จริง พวกนักการช่างไม่ได้เรื่องของเลี่ยนเทียนเฮ่าควรจะเปลี่ยนไปเรียก ช่างตีเหล็ก แทนเสียมากกว่า!!

            ซ่างกวันเฟยเหวี่ยงค้อนเหล็กอันหนักอึ้งในมือพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างได้ใจไปด้วย

            วันนี้เขาสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ อี้ชังไห่มันไม่มีทางสู้ได้แน่

            แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้แก่นั่นมันจะสร้างอะไรมารับมือ...

            พอคิดได้อย่างนั้น เขาก็หันหน้าไปมองทางฝั่งตรงข้าม

            แต่ภาพที่เห็นทำเอาเขาตกใจจนเกือบจะทำค้อนหลุดออกจากมือเลยทีเดียว

            อะไรของมันกัน

            ไอ้แก่นั่นมันทำอะไรของมัน?

            ซ่างกวันเฟยเสียหลักจนเกือบโดนค้อนของตัวเองทุบใส่

            เหล่าคนดูเองก็มีสีหน้าประหลาดใจเหมือนกันเมื่อเห็นสิ่งที่อี้ชังไห่กำลังทำอยู่

            แบบนั้นก็เรียกว่าวิชาการช่างหรือ?

            ดูอย่างไรก็กำลังนวดแป้งอยู่ชัดๆ!!!!

            ใช่แล้ว

            อี้ชังไห่กำลังนวดแป้งอยู่

            เขาได้เลือกใช้วัตถุดิบชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “กาวอวิ๋นกุย” ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีใครคาดถึงจากนั้นเขาก็เอากาวอวิ๋นกุยนี่มานวดเหมือนที่พ่อค้าบะหมี่นวดแป้งจนกาวนี่มันกลายเป็นก้อนขนาดใหญ่พร้อมกับเทผงสีแดงลงไปผสมเป็นระยะๆ

            การเคลื่อนไหวของเขานั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าแถมยังดูเหมือนจะไม่ค่อยตั้งใจทำอย่างไรก็ไม่รู้

            นี่ใช่นักการช่างอันดับหนึ่งของอาณาจักรแน่หรือ?

            แล้วนี่มันดูเหมือนการประลองที่เกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญตรงไหนกัน!!!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน