หลังจากได้ยินประกาศว่าผู้ชนะครบสิบห้าคนแล้ว..
ผมก็ยังไม่ทันจะทำใจสงบดี ฮูจินก็เรียกพวกเราที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดขึ้นไปบนสนามอีกครั้ง รวมถึงตงเสวี่ยซานด้วย
แค่ยืนอยู่ตรงนั้น มองหน้าคนอื่นอีกสิบห้าคน
มันก็ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่เวทีใหญ่จริง ๆ แล้วแหละ
ยกเว้นตงเสี่ยวซานนะ..
เห็นแล้วคัดมือนิด ๆ
“ในรอบสิบหกคนสุดท้ายนั้นจะมีการจัดแข่งขันที่แตกต่างจากรอบอื่น ๆ
กฎกติกาการประลองยังคงไว้ซึ่งแบบเดิมแต่ที่ปรับเปลี่ยนไปก็คือจะมีการแบ่งสายเป็นสองสาย คือสายบนและสายล่าง”
ฮูจินค่อย ๆ แจกแจงกฎแบบละเอียด เหมือนกำลังสอนเด็กน้อยใช้ตะเกียบ
ผมนั่งฟังไปก็พยักหน้าหงึก ๆ ไปทั้งที่ในใจเริ่มอยากลุกไปงีบแล้วด้วยซ้ำ
ใจความมันก็ง่าย ๆ นะ..
รอบต่อจากนี้จะเป็นแบบแบ่งสาย สายบนกับสายล่าง ใครชนะก็อยู่สายบนต่อ ใครแพ้ก็ไหลลงล่าง
พูดง่าย ๆ คือแพ้ไม่ตกรอบทันที แต่ต้องลุยเพิ่มอีกเท่าตัว และถ้าคิดจะชิงแชมป์ก็ต้องผ่านผู้ชนะสายบนให้ได้ในรอบสุดท้ายอีกอยู่ดี
ฟังแล้วผมก็แอบนึกถึงการแข่ง Dota นั่นแหละ..
ใครเคยดูรอบเมนสเทจจะเข้าใจทันที บรรยากาศมันไม่ต่างกันเลย ยกเว้นแค่ที่นี่เราไม่ได้คลิกเมาส์..
แต่คลิกกระบี่แทน..
“โดยจะแบ่งเป็นรอบเช้าสี่คู่ รอบบ่ายอีกสี่คู่ ผู้ที่แพ้ตกลงไปในสายล่างจะแข่งขันอีกคราในวันถัดไป ส่วนคู่ประลองของพวกเจ้านั้น..”
อยู่ดี ๆ สายตาของฮูจินก็ชะงัก แล้วจ้องมาทางผมตรง ๆ เหมือนจะเขียนชื่อผมลงบัญชีหนี้ยังไงยังงั้น
ผมรู้สึกได้ทันที..
ไม่ต้องใช้เนตรพิเศษใด ๆ เลย ก็เข้าใจได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะตกลงมาบนหัวอีกลูก
“เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น เรื่องการประกบคู่ประลองนั้นข้าจะประกาศอีกครั้งในวันพรุ่ง”
คิ้วผมกระตุกถี่ยิบอีกแล้ว..
วันนี้ทั้งวันมันไม่ว่างเว้นจริง ๆ พอเจอจังหวะนี้ถึงกับเผลอสบถในใจ 'เหย...เห่ย...เห้ย! จะจ้องข้าทำไมกันเล่า ไม่ได้อยากเข้ารอบด้วยวิธีแบบนี้สักหน่อยนะ!'
เอาเข้าไปสิ..
อยู่เฉย ๆ ก็ถูกจับจ้องเหมือนเป็นตัวปัญหาอีกแล้ว
“เอาล่ะ..
ข้าฮูจิน อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลฮูขอกล่าวประกาศจบงานประลองในวันนี้เพียงเท่านี้ ผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดสามารถไปขอเบิกโอสถ 'หมื่นทิพย์หกประการ' ได้ที่แผนกโอสถของสนามประลองคนละเม็ดเพื่อใช้รักษาอาการและความเหนื่อยล้าของพวกเจ้าได้
และในทุกวันพวกเจ้าสามารถไปขอเบิกโอสถวิเศษนี้ได้ตลอดคนละเม็ดจนกว่าพวกเจ้าจะตกรอบไป..”
ฮูจินกล่าวจบก็ค่อย ๆ เหินร่างขึ้นเหนือพื้น
แต่ยังไม่ทันลอยได้สูงนัก..
ตงเสวี่ยซานพลันกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าพระเจ้าของทราบ..
ว่าข้าพระเจ้านั้นมีสิทธิ์สามารถขอเบิกโอสถหมื่นทิพย์หกประการด้วยได้หรือไม่?”
ร่างของฮูจินที่กำลังลอยอยู่ถึงกับชะงักกลางอากาศหยุดนิ่งอยู่ราวครึ่งเมตรเหนือพื้น
เขาหันไปมองตงเสวี่ยซานนิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่ง สีหน้าดูอึ้งปนระอา ประมาณว่าคงไม่คิดว่าจะถูกถามแบบนี้เข้าให้
แล้วจึงค่อยตอบกลับไป
“เจ้าไม่ได้ลงแข่งขันในวันนี้ตลอดทั้งวัน เจ้ามีเหตุผลอันใดที่จะต้องใช้โอสถวิเศษนั้น?”
“ข้าพระเจ้าไม่ได้ถามเพื่อให้ท่านถามกลับมา..
ข้าพระเจ้าเพียงถามว่า ตัว..ของ..เรา..! ตง..เสวี่ย..ซาน..ผู้..นี้.. มีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์?”
ต่อให้คนตรงหน้านี่คืออาวุโสอันดับหนึ่งของห้าตระกูลหลัก ตงเสวี่ยซานก็ยังยืนเชิดหน้าพูดใส่ฮูจินด้วยท่าทีหยิ่งทะนง
เหมือนไม่คิดจะกลัวใครในสนามนี้เลยสักนิดเดียว
ผมยืนดูอยู่ก็อดแอบคิดไม่ได้ว่าความมั่นใจขนาดนี้มันคืออะไร
เป็นเลือดบ้าหรือความเชื่อมั่นในพลังตัวเองกันแน่
ไม่ก็ทั้งสองอย่าง
ฮูจินเองเห็นท่าทีแบบนั้นเข้า..
ตาแก่คนนั้นก็ได้แต่แสยะยิ้มออกมา
ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร เพียงแต่รับรู้และยอมรับความผยองของอีกฝ่ายด้วยสายตาของคนที่เคยผ่านอะไรมามากกว่า
“ข้ากล่าวไปแล้ว..
ว่า 'ผู้ผ่านเข้ารอบ' หากเจ้าเป็นผู้ผ่านเข้ารอบก็มีสิทธิ์ที่จะไปขอเบิกโอสถนั้นได้หนึ่งเม็ด”
“เช่นนั้นโอสถของข้าพระเจ้าเม็ดนั้น..
เราขอส่งมอบให้แก่หลิวเจี้ยน..ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา”
ตงเสวี่ยซานพูดเสียงดัง ๆ ราวกับต้องการให้คนทุกคนในที่นั่นได้ยินสิ่งที่มันพูด แถมยังผายมือมาทางผมตรง ๆ
พอเห็นแววตาแบบนั้น ผมก็รู้เลยว่าหมอนี่ไม่ได้หวังดีอะไรทั้งนั้น
แววตามันพูดชัดว่า 'ถือว่านี่เป็นของขวัญนะ แต่ก็อย่าทำขายหน้าตกรอบเร็วนักล่ะ'
สายตาแบบนี้..
เชื่อเถอะ!! มีแค่ผมกับโหวหวังเท่านั้นที่อ่านขาด ส่วนคนอื่นบนสนามต่างก็จินตนาการไปอีกเรื่องกันหมด
โดยเฉพาะพวกคนที่อยู่บนอัฒจันทร์ที่ดูท่าจะถูกใจเรื่องแบบนี้
เพราะทำให้มีเรื่องสนุกปากให้นินทา
“นั่นมันอะไรกัน! ใคร ๆ ก็เห็นก็รู้ว่าเจ้าคนแซ่หลิวคนนั้นมันไม่ได้บาดเจ็บหรือเหน็ดเหนื่อยอะไรเลย เหตุใดถึงต้องมอบโอสถวิเศษตัวนั้นให้มันด้วย”
“ออกนอกหน้า! จะช่วยกันจนออกนอกหน้าจนเกินไปแล้ว!!”
“ข่าวที่มันเป็นลูกลับ ๆ ของท่าน.. อุ๊ป!!”
“เจ้าอยากถูกเด็ดหัวหรือไร เงียบเข้าไว้หากไม่รู้คำใดควรกล่าวหรือไม่ควรกล่าว!!”
เหอะ..เหอะ..
อะไรก็ผม..
เรื่องแบบนี้มันเกิดแต่กับผมจริง ๆ สิน่า..
พับผ่าสิ
อ้อ.. นอกเรื่องนิดนึง
โอสถหมื่นทิพย์หกประการนี่ ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็เหมือนเอาทองคำผสมหยกมาหลอมรวมกันแบบโบราณสุด ๆ กว่าจะได้มาสักเม็ด
แต่ละเม็ดต้องให้ปรมาจารย์หลอมโอสถถึงห้าคนช่วยกันลงมือ ใช้สมุนไพรหายากสารพัดชนิด แถมต้องนั่งเฝ้ากันเป็นอาทิตย์ ๆ
ถ้าพลาดแค่จุดเดียว เม็ดยาวิเศษนี่ก็จะกลายเป็นก้อนกรวดธรรมดา ๆ ทันที
ส่วนสรรพคุณก็สมชื่อ..
ทั้งรักษาอาการบาดเจ็บ เสริมแรง เพิ่มปราณ เยียวยาเส้นปราณ เชื่อมกระดูก และผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ครบหกประการแบบไม่ขาดตก
ของที่ว่ายากและล้ำค่าขนาดนี้ แต่ตงเสวี่ยซานกลับพูดจาเหมือนแจกขนมเด็กให้ผมกลางสนาม
คนที่ฟังอยู่แล้วรู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่ก่อนก็ยิ่งเอะใจหนักเข้าไปอีก นี่มันจะไม่ทำให้ใครเข้าใจผิดได้ยังไง
หลังจากโดนตงเสวี่ยซานปาระเบิดลูกใหญ่ใส่กลางสนาม ทิ้งให้ผมยืนเหวอ ๆ อยู่กลางเวที..
เจ้าตัวก็เดินลงไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เอาจริง ๆ ผมก็ไม่ยอมให้ตัวเองดูแย่นักหรอก ได้ทีเลยแกล้งทำท่าโมโหออกนอกหน้าหน่อย ๆ หลอกคนดูแล้วรีบเดินลงเวที มุ่งตรงไปที่ห้องแจกจ่ายโอสถพร้อมเจ้าโหวหวังที่เดินตามมาแบบไม่ต้องสั่ง
แล้วพอถึงแผนกโอสถ ผมก็ไม่รีรอจะขอเบิกโอสถหมื่นทิพย์หกประการออกมาสองเม็ดทันที จากนั้นก็จัดการเก็บโอสถทั้งสองเม็ดเข้าแหวนมิติของตัวเองอย่างไม่ลังเล
อะไร?
ก็มันอุตส่าห์ยกให้ผม ผมจะปฏิเสธน้ำใจในข้อนี้ของมันได้ยังไงกันล่ะ?
ของดีขนาดนี้มีคนอื่นยกให้ไม่เอาสิแปลก
“วันนี้เหงื่อก็ไม่ออก อันใดถึงนำโอสถมาถึงสองคราบเลยเล่า?”
โหวหวังอดไม่ได้ต้องถามขึ้น ทั้งที่ตัวมันเองก็เพิ่งไปเบิกโอสถวิเศษมาด้วยเหมือนกัน
แต่ไม่ได้คิดจะใช้ในวันนี้ เพราะสภาพมันยังแข็งแรงดี ไม่ได้บาดเจ็บหรืออ่อนล้าอะไรถึงขั้นต้องพึ่งยาวิเศษ
“เม็ดหนึ่งเป็นสิทธิ์ของข้า..
อย่างไรนำมาด้วยย่อมเกิดประโยชน์ ส่วนอีกเม็ดของตงเสวี่ยซานนั้น..”
ผมแอบยิ้มนิด ๆ อย่างคนที่ซ่อนอะไรไว้ในใจ
“ข้ามีวิธีใช้อยู่..”
“ยิ้มราวกับโจรป่าเห็นแม่หญิงงามแก้ผ้าอาบน้ำเช่นนี้..
คงเป็นเรื่องหฤหรรษ์แน่..”
โหวหวังพูดแค่นั้น ไม่ได้ซักไซ้ต่อว่าผมจะเอาโอสถหมื่นทิพย์หกประการไปใช้ยังไง
มันรู้จักนิสัยผมดี..
ที่ทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น ทั้งกวนประสาทใครต่อใครได้โล่
ไอ้แผนแปลก ๆ ในหัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมันหรอก ถึงไม่ต้องถาม
แต่ก็อยากรอดูเองกับตาว่าสุดท้ายผมจะงัดมุกอะไรออกมา
หลังออกจากสนามประลอง ผมกับโหวหวังก็เดินกลับที่พักด้วยกัน แต่พอถึงบ้านรับรอง..
โหวหวังก็แยกตัวไปอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก และไม่ลืมจะจุดยันต์สื่อสารแสนลี้ส่งข่าวให้คนรักรู้ว่าตัวเองยังไม่เป็นอะไร
ส่วนผมก็เดินกลับห้องของตัวเองแบบเนือย ๆ ในหัวมีแต่เรื่องให้คิด
พอเปิดประตูเข้าห้องไป ก็หลินซินนั่งรออยู่แล้ว
และทันทีที่เธอเห็นผมกลับมา ยัยนั่นก็เดินเข้ามาหาพร้อมสายตาเป็นห่วงสุด ๆ
มือไม้เธอเริ่มจับโน่นจับนี่ ตรวจเช็กว่าผมมีบาดแผลตรงไหนหรือเปล่า แต่พอเห็นว่าผมไม่ได้มีแผลหรือดูอ่อนเพลียจากศึกหนักอะไร เธอกลับทำหน้าเหวอปนสับสน เหมือนสมองประมวลผลไม่ทัน ว่าคนเพิ่งไปแข่งมาแต่ไม่เจ็บอะไรเลยมันเป็นไปได้ยังไง
แล้วพอผมเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟังหมด..
หลินซินที่ปกตินิ่งขรึม กลับทำหน้าบึ้งแล้วลุกขึ้นมาโมโหแทนผมเสียอย่างนั้น
ซึ่งก็แปลกดี..
ปกติเธอไม่ค่อยแสดงอารมณ์แบบนี้ให้เห็นเท่าไหร่ แต่คราวนี้โกรธจนผมเองยังรู้สึกว่าแรงกว่าตัวเองซะอีก
“คุณชายตงผู้นั้นเป็นกระไร
ทั้ง ๆ ที่นายอุตส่าห์ฝึกซ้อมมานานหลายเดือนถึงเพียงนี้แต่กลับใช้เล่ห์เพทุบายทำให้นายน้อยต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
หากวันนั้นหลินซินรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หลินซินคงไล่เขาลงจากเขาไปตั้งแต่แรกแล้ว”
“โอ้ว..
ของแรร์หายากนะเนี่ย.. ที่เจ้าโมโหใส่คนอื่น”
ผมถึงกับเลิกคิ้วขึ้น..
ปกติหลินซินแทบไม่เคยแสดงอารมณ์อะไรแบบนี้ให้เห็น
แต่คราวนี้กลับเห็นด้านที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก..
เธอที่มักจะดูหม่น ๆ ตลอด แต่พอโกรธแทนผมขึ้นมาทีไร ไฟในตากลับลุกโชนจนน่าตกใจ
“ไม่ให้โมโหได้อย่างไรล่ะเจ้าค่ะ!
ไม่เพียงนายน้อยหรือสำนักสี่ขุนเขาเท่านั้นที่ต้องด่างพร้อย
หากคนอื่นรู้ว่านายน้อยมาจากตระกูลหลิวไหน นายหญิงท่านคงไม่อาจหลบเลี่ยงข้อครหานี้ได้
ไหนจะความดีงามของคุณท่านคนอื่น ๆ ที่ล่วงลับอีก..
หละ..หลินซินรู้สึกโกรธมาก ๆ จริง ๆ เจ้าค่ะ!”
“เอาล่ะใจเย็นก่อนคุณผู้หญิงที่เคารพ..
ข้าสบายดี..
และไม่นานตงเสวี่ยซานมันจะพลัดตกหลุมตนเองแน่หากข้าสามารถชนะมันได้ในการประลอง”
พอหลินซินเห็นว่าผมไม่ค่อยแคร์กับเรื่องที่โดนกลั่นแกล้งเท่าไหร่
ไอ้ไฟโกรธในตาสีบานเย็นของเธอก็ดับลงไปครึ่งหนึ่งแทบจะทันที
แต่สิ่งที่ผมเห็นแทนที่กลับเป็นแววสงสัยปนอยากรู้มากกว่า
“อย่างไรรึเจ้าคะ?”
“ง่ายนิดเดียว..
สิ่งที่ข้าแบกไว้กับสิ่งที่ตงเสวี่ยซานแบกในศึกนี้นั้นไม่เท่ากัน
ผมพูดพลางเดินอ้อมตัวหลินซินไปนั่งที่ขอบเตียงของตัวเอง ทำเหมือนไม่มีอะไรในใจ ทั้งที่ในหัวกำลังวางหมากลึกกว่าที่เห็น
“คนทั่วไปนั้นรู้..
ว่าสำนักสี่ขุนเขานั้นไม่ได้ส่งศิษย์เข้าร่วมงานประลองนี้มาหลายสิบปี เท่ากับว่าคนทั้งแผ่นดินรู้ว่าสำนักสี่ขุนเขานั้นไม่สนใจการประลองนี้สักเท่าไหร่
ส่วนข้าคือคนนอกคอกที่มาลงแข่งขัน..
แตกต่างกับตงเสวี่ยซานที่คนทั่วอาณาจักรรู้ว่ามันคือตัวแทนจากตระกูลตงที่ได้รับชัยติดต่อกันมาหลายปี..
เจ้าลองคิดดูสิหลินซิน..
ว่าสิ่งที่ข้าแบกกับมันแบกนั้นเท่ากันรึ?”
หลินซินดูจะเข้าใจตามที่ผมพูดจริง ๆ
เอาเข้าจริง..
ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นลูกของอาป๊ากับอาม้า..
เกล็ดครามแห่งซื่อซานและห้วงคะนึงแห่งหงสา.. สองจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่
คนทั้งสนามเห็นผมแค่ในนามศิษย์สำนักสี่ขุนเขาเท่านั้น
ทุกคนก็รู้ดีว่าสำนักสี่ขุนเขาแทบไม่ได้ใส่ใจศึกนี้สักเท่าไร
ใครอยากจะลงแข่งขันประลองก็แล้วแต่ ไม่ได้สำคัญ
ศิษย์ส่วนใหญ่ก็มุ่งเก็บคุณงามความดี ไม่ได้คาดหวังชัยชนะอะไรสักนิด
เพราะงั้นสำหรับศึกนี้..
ผมแทบไม่มีอะไรต้องแบกเลยจริง ๆ
ถ้าผมแพ้..
อย่างมากก็แค่โดนด่าเดี่ยว ๆ ไม่ต้องห่วงชื่อเสียงสำนักหรือใครต่อใครมารับเคราะห์ด้วย
ตรงข้ามกับตงเสวี่ยซาน..
เจ้าหมอนั่นคือความหวังของตระกูลปีกมังกร..
ตระกูลที่คนทั้งปัญจมิตรรู้จักและได้แชมป์ต่อเนื่องมาหลายปี
ถ้าตงเสวี่ยซานแพ้..
มันจะไม่ได้โดนด่าคนเดียว..
แต่จะกลายเป็นว่าตระกูลตงทั้งตระกูลจะถูกหาว่าอ่อนแอลง
เพราะแพ้ผม
“นอกจากนี้..”
ผมพูดต่ออีกครั้ง
“เจ้าลองมองในมุมกลับ..
การที่ตงเสวี่ยซานทำเป็นออกหน้าเหมือนกำลังช่วยเหลือข้าอยู่..
หลายสิ่งหลายอย่างที่มันประเคนให้ข้า..
คนอื่นอาจคิดว่าข้าสนิทสนมกับตงเสวี่ยซาน..
มันจึงได้ออกหน้าเช่นนั้น
ทว่าหากข้าเกิดชนะตงเสวี่ยซานขึ้นมาได้..
อะไรจะเกิดขึ้น?”
“เหมือนคุณชายตงผู้นั้นกำลังติดสินบนนายน้อยทางอ้อมอยู่?”
ผมเห็นหลินซินพูดออกมา สีหน้าเธอยังดูลังเลอยู่เล็กน้อย เหมือนยังไม่แน่ใจนักกับข้อสรุปนั้น
“ถูกต้อง!”
แปะ!!
ผมตบมือลงที่น่องตัวเองเสียงดัง แล้วชี้นิ้วไปที่หลินซินก่อนจะยกนิ้วโป้งให้อย่างสะใจในความคิดเธอ
“หากข้าชนะตงเสวี่ยซานขึ้นมา ไม่เพียงคนอื่นจะคิดว่ามันนั้นเกรงกลัวข้า
ทั้งนี้ทั้งนั้น.. มันยังลามไปถึงคนตระกูลตงด้วยที่ยอมปล่อยให้ตงเสวี่ยซานทำเรื่องเช่นนั้นโดยไม่ห้ามปราม”
ผมแค่ยิ้มบาง ๆ ออกมา
“มันจะเท่ากับว่าคนตระกูลนั้นเกรงกลัวในตัวข้าทั้งตระกูล”
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นายน้อยก็จำเป็นที่จะต้องเอาชนะตงเสวี่ยซานให้ได้ด้วยมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“ช่าย... ข้าต้องเอาชนะมันให้ได้”
“แต่นายน้อยเคยบอกหลินซิน ว่าตงเสวี่ยซานผู้นั้นมีระดับพลังสูงกว่านายน้อย
มิใช่ว่าผ่านมาหลายเดือนแบบนี้ เขาจะไม่ยิ่งก้าวหน้าขึ้นไปหรือเจ้าคะ?”
“นั่นแหละเป็นจุดเดียวที่น่าเป็นกังวล”
ผมขยับยกขาขวาขึ้นไขว่ห้าง พาดแขนไปบนเข่า แล้วเอามือค้ำคางไว้
เหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดแผนซ้อนแผนอยู่เงียบ ๆ
“ระดับพลังมันเพิ่มพูนขึ้นมากจริง ๆ แต่ก็น้อยนิดนักเมื่อเทียบกับตอนแรกที่ข้าคาดเอาไว้”
ผมตอนที่แกล้งทำโมโหแล้วแอบใช้เนตรจ้าวมังกรส่องดูตงเสวี่ยซาน
ก็ได้เห็นชัดว่าระดับความหนาแน่นพลังปราณของหมอนั่น..
เอาเข้าจริงมันไม่ได้ขยับขึ้นมากอย่างที่คาด
แรกทีเดียวผมคิดว่าตงเสวี่ยซานน่าจะฝึกจนถึงระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นปลายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ที่เห็นกลับไม่ใช่
ดูเหมือนระดับฝีมือของอีกฝ่ายจะพัฒนาแค่เพียงเล็กน้อย
ซึ่งมันเหลืออยู่สองทาง..
ถ้าหมอนี่ไม่ได้รับบาดเจ็บช่วงแปดเดือนที่ผ่านมา ก็แปลว่าต้องไปมุ่งฝึกกระบวนท่าหรือสุดยอดวิชาอะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ เลยไม่ได้เน้นฝึกปราณเท่าที่ผ่านมา
และนั่นแหละ..
คือสิ่งที่ผมกังวลที่สุด
เพราะอย่าลืมว่า วิชาดาบกับวิชาฝ่ามือของตระกูลตง มันเป็นของจริง..
สองสุดยอดวิชาที่ใช้ปกป้องอาณาจักรนี้มานานนับพันปี