ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 65 สิ่งที่ข้ากับมันแบกนั้นไม่เท่ากัน

            หลังจากได้ยินประกาศว่าผู้ชนะครบสิบห้าคนแล้ว..

            ผมก็ยังไม่ทันจะทำใจสงบดี ฮูจินก็เรียกพวกเราที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดขึ้นไปบนสนามอีกครั้ง รวมถึงตงเสวี่ยซานด้วย

            แค่ยืนอยู่ตรงนั้น มองหน้าคนอื่นอีกสิบห้าคน

            มันก็ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่เวทีใหญ่จริง ๆ แล้วแหละ

            ยกเว้นตงเสี่ยวซานนะ..

            เห็นแล้วคัดมือนิด ๆ

             

            “ในรอบสิบหกคนสุดท้ายนั้นจะมีการจัดแข่งขันที่แตกต่างจากรอบอื่น ๆ

            กฎกติกาการประลองยังคงไว้ซึ่งแบบเดิมแต่ที่ปรับเปลี่ยนไปก็คือจะมีการแบ่งสายเป็นสองสาย คือสายบนและสายล่าง”

            ฮูจินค่อย ๆ แจกแจงกฎแบบละเอียด เหมือนกำลังสอนเด็กน้อยใช้ตะเกียบ

            ผมนั่งฟังไปก็พยักหน้าหงึก ๆ ไปทั้งที่ในใจเริ่มอยากลุกไปงีบแล้วด้วยซ้ำ

            ใจความมันก็ง่าย ๆ นะ..

            รอบต่อจากนี้จะเป็นแบบแบ่งสาย สายบนกับสายล่าง ใครชนะก็อยู่สายบนต่อ ใครแพ้ก็ไหลลงล่าง

            พูดง่าย ๆ คือแพ้ไม่ตกรอบทันที แต่ต้องลุยเพิ่มอีกเท่าตัว และถ้าคิดจะชิงแชมป์ก็ต้องผ่านผู้ชนะสายบนให้ได้ในรอบสุดท้ายอีกอยู่ดี

            ฟังแล้วผมก็แอบนึกถึงการแข่ง Dota นั่นแหละ..

            ใครเคยดูรอบเมนสเทจจะเข้าใจทันที บรรยากาศมันไม่ต่างกันเลย ยกเว้นแค่ที่นี่เราไม่ได้คลิกเมาส์..

            แต่คลิกกระบี่แทน..

             

            “โดยจะแบ่งเป็นรอบเช้าสี่คู่ รอบบ่ายอีกสี่คู่ ผู้ที่แพ้ตกลงไปในสายล่างจะแข่งขันอีกคราในวันถัดไป ส่วนคู่ประลองของพวกเจ้านั้น..”

            อยู่ดี ๆ สายตาของฮูจินก็ชะงัก แล้วจ้องมาทางผมตรง ๆ เหมือนจะเขียนชื่อผมลงบัญชีหนี้ยังไงยังงั้น

            ผมรู้สึกได้ทันที..

            ไม่ต้องใช้เนตรพิเศษใด ๆ เลย ก็เข้าใจได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะตกลงมาบนหัวอีกลูก

            “เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น เรื่องการประกบคู่ประลองนั้นข้าจะประกาศอีกครั้งในวันพรุ่ง”

             

            คิ้วผมกระตุกถี่ยิบอีกแล้ว..

            วันนี้ทั้งวันมันไม่ว่างเว้นจริง ๆ พอเจอจังหวะนี้ถึงกับเผลอสบถในใจ 'เหย...เห่ย...เห้ย! จะจ้องข้าทำไมกันเล่า ไม่ได้อยากเข้ารอบด้วยวิธีแบบนี้สักหน่อยนะ!'

            เอาเข้าไปสิ..

            อยู่เฉย ๆ ก็ถูกจับจ้องเหมือนเป็นตัวปัญหาอีกแล้ว

             

            “เอาล่ะ..

            ข้าฮูจิน อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลฮูขอกล่าวประกาศจบงานประลองในวันนี้เพียงเท่านี้ ผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดสามารถไปขอเบิกโอสถ 'หมื่นทิพย์หกประการ' ได้ที่แผนกโอสถของสนามประลองคนละเม็ดเพื่อใช้รักษาอาการและความเหนื่อยล้าของพวกเจ้าได้

            และในทุกวันพวกเจ้าสามารถไปขอเบิกโอสถวิเศษนี้ได้ตลอดคนละเม็ดจนกว่าพวกเจ้าจะตกรอบไป..”

            ฮูจินกล่าวจบก็ค่อย ๆ เหินร่างขึ้นเหนือพื้น

            แต่ยังไม่ทันลอยได้สูงนัก..

            ตงเสวี่ยซานพลันกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน

             

            “ข้าพระเจ้าของทราบ..

            ว่าข้าพระเจ้านั้นมีสิทธิ์สามารถขอเบิกโอสถหมื่นทิพย์หกประการด้วยได้หรือไม่?”

             

            ร่างของฮูจินที่กำลังลอยอยู่ถึงกับชะงักกลางอากาศหยุดนิ่งอยู่ราวครึ่งเมตรเหนือพื้น

            เขาหันไปมองตงเสวี่ยซานนิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่ง สีหน้าดูอึ้งปนระอา ประมาณว่าคงไม่คิดว่าจะถูกถามแบบนี้เข้าให้

            แล้วจึงค่อยตอบกลับไป

            “เจ้าไม่ได้ลงแข่งขันในวันนี้ตลอดทั้งวัน เจ้ามีเหตุผลอันใดที่จะต้องใช้โอสถวิเศษนั้น?”

             

            “ข้าพระเจ้าไม่ได้ถามเพื่อให้ท่านถามกลับมา..

            ข้าพระเจ้าเพียงถามว่า ตัว..ของ..เรา..! ตง..เสวี่ย..ซาน..ผู้..นี้.. มีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์?”

            ต่อให้คนตรงหน้านี่คืออาวุโสอันดับหนึ่งของห้าตระกูลหลัก ตงเสวี่ยซานก็ยังยืนเชิดหน้าพูดใส่ฮูจินด้วยท่าทีหยิ่งทะนง

            เหมือนไม่คิดจะกลัวใครในสนามนี้เลยสักนิดเดียว

             

            ผมยืนดูอยู่ก็อดแอบคิดไม่ได้ว่าความมั่นใจขนาดนี้มันคืออะไร

            เป็นเลือดบ้าหรือความเชื่อมั่นในพลังตัวเองกันแน่

            ไม่ก็ทั้งสองอย่าง

             

            ฮูจินเองเห็นท่าทีแบบนั้นเข้า..

            ตาแก่คนนั้นก็ได้แต่แสยะยิ้มออกมา

            ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร เพียงแต่รับรู้และยอมรับความผยองของอีกฝ่ายด้วยสายตาของคนที่เคยผ่านอะไรมามากกว่า

            “ข้ากล่าวไปแล้ว..

            ว่า 'ผู้ผ่านเข้ารอบ' หากเจ้าเป็นผู้ผ่านเข้ารอบก็มีสิทธิ์ที่จะไปขอเบิกโอสถนั้นได้หนึ่งเม็ด”

             

            “เช่นนั้นโอสถของข้าพระเจ้าเม็ดนั้น..

            เราขอส่งมอบให้แก่หลิวเจี้ยน..ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา”

            ตงเสวี่ยซานพูดเสียงดัง ๆ ราวกับต้องการให้คนทุกคนในที่นั่นได้ยินสิ่งที่มันพูด แถมยังผายมือมาทางผมตรง ๆ

            พอเห็นแววตาแบบนั้น ผมก็รู้เลยว่าหมอนี่ไม่ได้หวังดีอะไรทั้งนั้น

            แววตามันพูดชัดว่า 'ถือว่านี่เป็นของขวัญนะ แต่ก็อย่าทำขายหน้าตกรอบเร็วนักล่ะ'

            สายตาแบบนี้..

            เชื่อเถอะ!! มีแค่ผมกับโหวหวังเท่านั้นที่อ่านขาด ส่วนคนอื่นบนสนามต่างก็จินตนาการไปอีกเรื่องกันหมด

            โดยเฉพาะพวกคนที่อยู่บนอัฒจันทร์ที่ดูท่าจะถูกใจเรื่องแบบนี้

            เพราะทำให้มีเรื่องสนุกปากให้นินทา

             

            “นั่นมันอะไรกัน! ใคร ๆ ก็เห็นก็รู้ว่าเจ้าคนแซ่หลิวคนนั้นมันไม่ได้บาดเจ็บหรือเหน็ดเหนื่อยอะไรเลย เหตุใดถึงต้องมอบโอสถวิเศษตัวนั้นให้มันด้วย”

            “ออกนอกหน้า! จะช่วยกันจนออกนอกหน้าจนเกินไปแล้ว!!”

            “ข่าวที่มันเป็นลูกลับ ๆ ของท่าน.. อุ๊ป!!”

            “เจ้าอยากถูกเด็ดหัวหรือไร เงียบเข้าไว้หากไม่รู้คำใดควรกล่าวหรือไม่ควรกล่าว!!”

             

            เหอะ..เหอะ..

            อะไรก็ผม..

            เรื่องแบบนี้มันเกิดแต่กับผมจริง ๆ สิน่า..

            พับผ่าสิ

             

            อ้อ.. นอกเรื่องนิดนึง

            โอสถหมื่นทิพย์หกประการนี่ ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็เหมือนเอาทองคำผสมหยกมาหลอมรวมกันแบบโบราณสุด ๆ กว่าจะได้มาสักเม็ด

            แต่ละเม็ดต้องให้ปรมาจารย์หลอมโอสถถึงห้าคนช่วยกันลงมือ ใช้สมุนไพรหายากสารพัดชนิด แถมต้องนั่งเฝ้ากันเป็นอาทิตย์ ๆ

            ถ้าพลาดแค่จุดเดียว เม็ดยาวิเศษนี่ก็จะกลายเป็นก้อนกรวดธรรมดา ๆ ทันที

            ส่วนสรรพคุณก็สมชื่อ..

            ทั้งรักษาอาการบาดเจ็บ เสริมแรง เพิ่มปราณ เยียวยาเส้นปราณ เชื่อมกระดูก และผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ครบหกประการแบบไม่ขาดตก

            ของที่ว่ายากและล้ำค่าขนาดนี้ แต่ตงเสวี่ยซานกลับพูดจาเหมือนแจกขนมเด็กให้ผมกลางสนาม

            คนที่ฟังอยู่แล้วรู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่ก่อนก็ยิ่งเอะใจหนักเข้าไปอีก นี่มันจะไม่ทำให้ใครเข้าใจผิดได้ยังไง

             

            หลังจากโดนตงเสวี่ยซานปาระเบิดลูกใหญ่ใส่กลางสนาม ทิ้งให้ผมยืนเหวอ ๆ อยู่กลางเวที..

            เจ้าตัวก็เดินลงไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            เอาจริง ๆ ผมก็ไม่ยอมให้ตัวเองดูแย่นักหรอก ได้ทีเลยแกล้งทำท่าโมโหออกนอกหน้าหน่อย ๆ หลอกคนดูแล้วรีบเดินลงเวที มุ่งตรงไปที่ห้องแจกจ่ายโอสถพร้อมเจ้าโหวหวังที่เดินตามมาแบบไม่ต้องสั่ง

            แล้วพอถึงแผนกโอสถ ผมก็ไม่รีรอจะขอเบิกโอสถหมื่นทิพย์หกประการออกมาสองเม็ดทันที จากนั้นก็จัดการเก็บโอสถทั้งสองเม็ดเข้าแหวนมิติของตัวเองอย่างไม่ลังเล

             

            อะไร?

            ก็มันอุตส่าห์ยกให้ผม ผมจะปฏิเสธน้ำใจในข้อนี้ของมันได้ยังไงกันล่ะ?

            ของดีขนาดนี้มีคนอื่นยกให้ไม่เอาสิแปลก

             

            “วันนี้เหงื่อก็ไม่ออก อันใดถึงนำโอสถมาถึงสองคราบเลยเล่า?”

            โหวหวังอดไม่ได้ต้องถามขึ้น ทั้งที่ตัวมันเองก็เพิ่งไปเบิกโอสถวิเศษมาด้วยเหมือนกัน

            แต่ไม่ได้คิดจะใช้ในวันนี้ เพราะสภาพมันยังแข็งแรงดี ไม่ได้บาดเจ็บหรืออ่อนล้าอะไรถึงขั้นต้องพึ่งยาวิเศษ

             

            “เม็ดหนึ่งเป็นสิทธิ์ของข้า..

            อย่างไรนำมาด้วยย่อมเกิดประโยชน์ ส่วนอีกเม็ดของตงเสวี่ยซานนั้น..”

            ผมแอบยิ้มนิด ๆ อย่างคนที่ซ่อนอะไรไว้ในใจ

            “ข้ามีวิธีใช้อยู่..”

             

            “ยิ้มราวกับโจรป่าเห็นแม่หญิงงามแก้ผ้าอาบน้ำเช่นนี้..

            คงเป็นเรื่องหฤหรรษ์แน่..”

            โหวหวังพูดแค่นั้น ไม่ได้ซักไซ้ต่อว่าผมจะเอาโอสถหมื่นทิพย์หกประการไปใช้ยังไง

            มันรู้จักนิสัยผมดี..

            ที่ทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น ทั้งกวนประสาทใครต่อใครได้โล่

            ไอ้แผนแปลก ๆ ในหัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมันหรอก ถึงไม่ต้องถาม

            แต่ก็อยากรอดูเองกับตาว่าสุดท้ายผมจะงัดมุกอะไรออกมา

             

            หลังออกจากสนามประลอง ผมกับโหวหวังก็เดินกลับที่พักด้วยกัน แต่พอถึงบ้านรับรอง..

            โหวหวังก็แยกตัวไปอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก และไม่ลืมจะจุดยันต์สื่อสารแสนลี้ส่งข่าวให้คนรักรู้ว่าตัวเองยังไม่เป็นอะไร

            ส่วนผมก็เดินกลับห้องของตัวเองแบบเนือย ๆ ในหัวมีแต่เรื่องให้คิด

             

            พอเปิดประตูเข้าห้องไป ก็หลินซินนั่งรออยู่แล้ว

            และทันทีที่เธอเห็นผมกลับมา ยัยนั่นก็เดินเข้ามาหาพร้อมสายตาเป็นห่วงสุด ๆ

            มือไม้เธอเริ่มจับโน่นจับนี่ ตรวจเช็กว่าผมมีบาดแผลตรงไหนหรือเปล่า แต่พอเห็นว่าผมไม่ได้มีแผลหรือดูอ่อนเพลียจากศึกหนักอะไร เธอกลับทำหน้าเหวอปนสับสน เหมือนสมองประมวลผลไม่ทัน ว่าคนเพิ่งไปแข่งมาแต่ไม่เจ็บอะไรเลยมันเป็นไปได้ยังไง

            แล้วพอผมเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟังหมด..

            หลินซินที่ปกตินิ่งขรึม กลับทำหน้าบึ้งแล้วลุกขึ้นมาโมโหแทนผมเสียอย่างนั้น

            ซึ่งก็แปลกดี..

            ปกติเธอไม่ค่อยแสดงอารมณ์แบบนี้ให้เห็นเท่าไหร่ แต่คราวนี้โกรธจนผมเองยังรู้สึกว่าแรงกว่าตัวเองซะอีก

             

            “คุณชายตงผู้นั้นเป็นกระไร

            ทั้ง ๆ ที่นายอุตส่าห์ฝึกซ้อมมานานหลายเดือนถึงเพียงนี้แต่กลับใช้เล่ห์เพทุบายทำให้นายน้อยต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง

            หากวันนั้นหลินซินรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หลินซินคงไล่เขาลงจากเขาไปตั้งแต่แรกแล้ว”

             

            “โอ้ว..

            ของแรร์หายากนะเนี่ย.. ที่เจ้าโมโหใส่คนอื่น”

            ผมถึงกับเลิกคิ้วขึ้น..

            ปกติหลินซินแทบไม่เคยแสดงอารมณ์อะไรแบบนี้ให้เห็น

            แต่คราวนี้กลับเห็นด้านที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก..

            เธอที่มักจะดูหม่น ๆ ตลอด แต่พอโกรธแทนผมขึ้นมาทีไร ไฟในตากลับลุกโชนจนน่าตกใจ

             

            “ไม่ให้โมโหได้อย่างไรล่ะเจ้าค่ะ!

            ไม่เพียงนายน้อยหรือสำนักสี่ขุนเขาเท่านั้นที่ต้องด่างพร้อย

            หากคนอื่นรู้ว่านายน้อยมาจากตระกูลหลิวไหน นายหญิงท่านคงไม่อาจหลบเลี่ยงข้อครหานี้ได้

            ไหนจะความดีงามของคุณท่านคนอื่น ๆ ที่ล่วงลับอีก..

            หละ..หลินซินรู้สึกโกรธมาก ๆ จริง ๆ เจ้าค่ะ!”

             

            “เอาล่ะใจเย็นก่อนคุณผู้หญิงที่เคารพ..

            ข้าสบายดี..

            และไม่นานตงเสวี่ยซานมันจะพลัดตกหลุมตนเองแน่หากข้าสามารถชนะมันได้ในการประลอง”

             

            พอหลินซินเห็นว่าผมไม่ค่อยแคร์กับเรื่องที่โดนกลั่นแกล้งเท่าไหร่

            ไอ้ไฟโกรธในตาสีบานเย็นของเธอก็ดับลงไปครึ่งหนึ่งแทบจะทันที

            แต่สิ่งที่ผมเห็นแทนที่กลับเป็นแววสงสัยปนอยากรู้มากกว่า

            “อย่างไรรึเจ้าคะ?”

             

            “ง่ายนิดเดียว..

            สิ่งที่ข้าแบกไว้กับสิ่งที่ตงเสวี่ยซานแบกในศึกนี้นั้นไม่เท่ากัน

            ผมพูดพลางเดินอ้อมตัวหลินซินไปนั่งที่ขอบเตียงของตัวเอง ทำเหมือนไม่มีอะไรในใจ ทั้งที่ในหัวกำลังวางหมากลึกกว่าที่เห็น

            “คนทั่วไปนั้นรู้..

            ว่าสำนักสี่ขุนเขานั้นไม่ได้ส่งศิษย์เข้าร่วมงานประลองนี้มาหลายสิบปี เท่ากับว่าคนทั้งแผ่นดินรู้ว่าสำนักสี่ขุนเขานั้นไม่สนใจการประลองนี้สักเท่าไหร่

            ส่วนข้าคือคนนอกคอกที่มาลงแข่งขัน..

            แตกต่างกับตงเสวี่ยซานที่คนทั่วอาณาจักรรู้ว่ามันคือตัวแทนจากตระกูลตงที่ได้รับชัยติดต่อกันมาหลายปี..

            เจ้าลองคิดดูสิหลินซิน..

            ว่าสิ่งที่ข้าแบกกับมันแบกนั้นเท่ากันรึ?”

             

            หลินซินดูจะเข้าใจตามที่ผมพูดจริง ๆ

            เอาเข้าจริง..

            ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นลูกของอาป๊ากับอาม้า..

            เกล็ดครามแห่งซื่อซานและห้วงคะนึงแห่งหงสา.. สองจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่

            คนทั้งสนามเห็นผมแค่ในนามศิษย์สำนักสี่ขุนเขาเท่านั้น

            ทุกคนก็รู้ดีว่าสำนักสี่ขุนเขาแทบไม่ได้ใส่ใจศึกนี้สักเท่าไร

            ใครอยากจะลงแข่งขันประลองก็แล้วแต่ ไม่ได้สำคัญ

            ศิษย์ส่วนใหญ่ก็มุ่งเก็บคุณงามความดี ไม่ได้คาดหวังชัยชนะอะไรสักนิด

            เพราะงั้นสำหรับศึกนี้..

            ผมแทบไม่มีอะไรต้องแบกเลยจริง ๆ

            ถ้าผมแพ้..

            อย่างมากก็แค่โดนด่าเดี่ยว ๆ ไม่ต้องห่วงชื่อเสียงสำนักหรือใครต่อใครมารับเคราะห์ด้วย

            ตรงข้ามกับตงเสวี่ยซาน..

            เจ้าหมอนั่นคือความหวังของตระกูลปีกมังกร..

            ตระกูลที่คนทั้งปัญจมิตรรู้จักและได้แชมป์ต่อเนื่องมาหลายปี

            ถ้าตงเสวี่ยซานแพ้..

            มันจะไม่ได้โดนด่าคนเดียว..

            แต่จะกลายเป็นว่าตระกูลตงทั้งตระกูลจะถูกหาว่าอ่อนแอลง

            เพราะแพ้ผม

             

            “นอกจากนี้..”

            ผมพูดต่ออีกครั้ง

            “เจ้าลองมองในมุมกลับ..

            การที่ตงเสวี่ยซานทำเป็นออกหน้าเหมือนกำลังช่วยเหลือข้าอยู่..

            หลายสิ่งหลายอย่างที่มันประเคนให้ข้า..

            คนอื่นอาจคิดว่าข้าสนิทสนมกับตงเสวี่ยซาน..

            มันจึงได้ออกหน้าเช่นนั้น

            ทว่าหากข้าเกิดชนะตงเสวี่ยซานขึ้นมาได้..

            อะไรจะเกิดขึ้น?”

             

            “เหมือนคุณชายตงผู้นั้นกำลังติดสินบนนายน้อยทางอ้อมอยู่?”

            ผมเห็นหลินซินพูดออกมา สีหน้าเธอยังดูลังเลอยู่เล็กน้อย เหมือนยังไม่แน่ใจนักกับข้อสรุปนั้น

             

            “ถูกต้อง!”

            แปะ!!

            ผมตบมือลงที่น่องตัวเองเสียงดัง แล้วชี้นิ้วไปที่หลินซินก่อนจะยกนิ้วโป้งให้อย่างสะใจในความคิดเธอ

            “หากข้าชนะตงเสวี่ยซานขึ้นมา ไม่เพียงคนอื่นจะคิดว่ามันนั้นเกรงกลัวข้า

            ทั้งนี้ทั้งนั้น.. มันยังลามไปถึงคนตระกูลตงด้วยที่ยอมปล่อยให้ตงเสวี่ยซานทำเรื่องเช่นนั้นโดยไม่ห้ามปราม”

            ผมแค่ยิ้มบาง ๆ ออกมา

            “มันจะเท่ากับว่าคนตระกูลนั้นเกรงกลัวในตัวข้าทั้งตระกูล”

             

            “แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นายน้อยก็จำเป็นที่จะต้องเอาชนะตงเสวี่ยซานให้ได้ด้วยมิใช่หรือเจ้าคะ?”

             

            “ช่าย... ข้าต้องเอาชนะมันให้ได้”

             

            “แต่นายน้อยเคยบอกหลินซิน ว่าตงเสวี่ยซานผู้นั้นมีระดับพลังสูงกว่านายน้อย

            มิใช่ว่าผ่านมาหลายเดือนแบบนี้ เขาจะไม่ยิ่งก้าวหน้าขึ้นไปหรือเจ้าคะ?”

             

            “นั่นแหละเป็นจุดเดียวที่น่าเป็นกังวล”

            ผมขยับยกขาขวาขึ้นไขว่ห้าง พาดแขนไปบนเข่า แล้วเอามือค้ำคางไว้

            เหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดแผนซ้อนแผนอยู่เงียบ ๆ

            “ระดับพลังมันเพิ่มพูนขึ้นมากจริง ๆ แต่ก็น้อยนิดนักเมื่อเทียบกับตอนแรกที่ข้าคาดเอาไว้”

            ผมตอนที่แกล้งทำโมโหแล้วแอบใช้เนตรจ้าวมังกรส่องดูตงเสวี่ยซาน

            ก็ได้เห็นชัดว่าระดับความหนาแน่นพลังปราณของหมอนั่น..

            เอาเข้าจริงมันไม่ได้ขยับขึ้นมากอย่างที่คาด

             

            แรกทีเดียวผมคิดว่าตงเสวี่ยซานน่าจะฝึกจนถึงระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นปลายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ที่เห็นกลับไม่ใช่

            ดูเหมือนระดับฝีมือของอีกฝ่ายจะพัฒนาแค่เพียงเล็กน้อย

            ซึ่งมันเหลืออยู่สองทาง..

            ถ้าหมอนี่ไม่ได้รับบาดเจ็บช่วงแปดเดือนที่ผ่านมา ก็แปลว่าต้องไปมุ่งฝึกกระบวนท่าหรือสุดยอดวิชาอะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ เลยไม่ได้เน้นฝึกปราณเท่าที่ผ่านมา

            และนั่นแหละ..

            คือสิ่งที่ผมกังวลที่สุด

            เพราะอย่าลืมว่า วิชาดาบกับวิชาฝ่ามือของตระกูลตง มันเป็นของจริง..

            สองสุดยอดวิชาที่ใช้ปกป้องอาณาจักรนี้มานานนับพันปี