สถานการณ์พลันกลับตาลปัตร หลังจากที่หยางเจินใช้คัมภีร์เคลื่อนย้ายพิเศษเพื่อหนีจากมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์
ร่างของเขาปรากฏขึ้นที่บริเวณหนึ่งของเมืองหรู่หมิง สภาพของเขาตอนนี้อ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้
ร่างกายถูกเผาด้วยพลังอันมหาศาลของหอกกุงเนียร์ ทว่าความเคียดแค้นและชิงชังที่เต็มไปในดวงตาของเขานั้นแทบจะลุกโชนเป็นเปลวเพลิง เขาได้แต่สถบคำด่าอย่างหัวเสีย
“อนาเธอร์… ฉันจะไม่ยอมปล่อยแกให้รอดพ้นไปได้ แกเองก็ต้องถึงจุดจบเหมือนกัน!”
หยางเจินจ้องมองไปยังทิศทางของมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“บะ..บัลลังก์ของเทพโอดิน!”
ทว่าทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าก็มืดครึ้มราวกับจะปิดกั้นทุกแสงสว่าง บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์สีทองที่แผ่รัศมีอันน่าเกรงขามปรากฏขึ้นอีกครั้งบนท้องฟ้าเหนือเมืองหรู่หมิง พร้อมกับร่างเงาแห่งโชคชะตาของโอดินที่กำลังง้างหอกกุงเนียร์ด้วยความสง่างาม
“เปรี๊ยง!เปรี๊ยง!เปรี๊ยง!”
เสียงฟ้าร้องกึกก้องพร้อมสายฟ้าที่สว่างวาบไปทั่วบริเวณ เมฆดำหมุนวนราวกับโกรธเกรี้ยว อนาเธอร์ที่อยู่ไกลออกไปกำลังสำแดงพลังก้องฟ้า ปลดปล่อยอำนาจแห่งโอดินอย่างเต็มที่ ร่างของเขาผสานเป็นหนึ่งกับโชคชะตาและหอกศักดิ์สิทธิ์ในมือ
【ทักษะสกิล กุงเนียร์พิพากษาโชคชะตา】
เสียงคำรามนั้นดังกึกก้อง ราวกับเทพเจ้าแห่งโชคชะตากำลังชี้ชะตาลงโทษ
สายฟ้าอัสนีบาตที่สะท้อนจากปลายหอกกุงเนียร์พุ่งลงมาจากเบื้องบนด้วยความเร็วแสง พลังแห่งการพิพากษานั้นไม่อาจหลบหลีกได้
“มะ..ไม่...!”
ชั่วพริบตา ภาพสะท้อนในม่านตาของหยางเจินก็มีบางสิ่งพุ่งทะยานเข้ามา
“เปรี๊ยง!”
หอกแห่งโชคชะตาได้ทะลวงร่างของหยางเจินอย่างรุนแรง จนตัวของมันกระเด็นทะลุไปชนตึกอาคารบ้านเรือนนับร้อยแห่ง
“ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!”
เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง ควันและเศษซากปรักหักพังปลิวกระจาย โลหิตแห่งผู้สืบทอดเทพเจ้าของหยางเจินกระเซ็นเป็นสายกลางอากาศ ร่างของเขาถูกตรึงกับตึกอาคารแห่งหนึ่ง
หอกกุงเนียร์ปักแน่นที่กลางอก หอกอันศักดิ์สิทธิ์แผ่แรงกดดันอันน่าเกรงขาม ตรึงร่างเขาไว้กับกำแพง ร่างกายของหยางเจินสั่นเทิ้ม พยายามจะพูดอะไรบางอย่างออกมา นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสนของเขาสั่นไหว
ดวงตาสะท้อนเงาของอนาเธอร์ที่ลอยอยู่เหนือเขา ราวกับเป็นภาพของเทพเจ้าแห่งการลงทัณฑ์ที่จ้องมองลงมาจากฟากฟ้า
"อะ.. ไอ้เวร..”
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและอ่อนล้าเอ่ยออกมาจากปากของหยางเจิน
เขาพยายามดิ้นรนเพื่อจะหลุดพ้นจากหอกที่ตรึงร่างของเขา แต่ทุกครั้งที่เขาขยับ หอกกุงเนียร์ก็ยิ่งกดลึกลงไปในร่างของเขา
พลังแห่งโชคชะตาที่แฝงอยู่ในหอกทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส
“คิดว่าแกหนีพ้นจากพลังของเทพเจ้าโอดินและหอกกุงเนียร์ของเขาได้หรือไงวะ?”
“รู้ไหมว่าหอกกุงเนียร์น่ะ.. ต่อให้หลบหนีไปไหนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงโชคชะตาที่ต้องตายได้”
อนาเธอร์ลอยตัวอยู่เหนือหยางเจิน ร่างที่สวมเกราะสีทองสว่างไสว ราวกับเทพเจ้าผู้พิพากษา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นและน่าเกรงขาม เขาจ้องมองหยางเจินที่ถูกตรึงอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ปราศจากความปรานี
เสียงของอนาเธอร์ดังขึ้นด้วยความแน่วแน่และเต็มไปด้วยพลัง ราวกับประกาศคำตัดสินแห่งโชคชะตาให้แก่ทุกสรรพสิ่ง
“มะ..แม่งเอ้ย!”
หยางเจินพยายามดิ้นรนอีกครั้ง แต่ไม่มีสิ่งใดที่ตนเองจะทำได้ในตอนนี้ หอกกุงเนียร์ที่ตรึงร่างของเขานั้นมีพลังแห่งโชคชะตาของโอดิน
ทุกครั้งที่เขาขยับ ความเจ็บปวดจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“พะ..พลังของโอดินร้ายกาจเพียงนี้เชียว!”
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์นี้จากระยะไกลต่างตกตะลึงกับภาพที่ไม่อาจเชื่อสายตา
หอกแห่งเทพเจ้าที่ทะลวงลงมาจากฟากฟ้าส่งเสียงคำรามของสายฟ้า ราวกับสวรรค์กำลังลงโทษ หยาดเลือดสีแดงสดกระจายไปทั่ว ทิ้งไว้แต่ร่างที่สั่นไหวและสิ้นหวังของหยางเจิน
“ตะ..ตัวของฉันกำลังจะตายแล้วเหรอ?”
“ไม่จริงใช่ไหม.. อนาคตของฉันไม่ควรที่จะต้องมาจบลงเพียงแค่นี้!!”
หยางเจินที่ถูกหอกกุงเนียร์ตรึงร่างไว้กับกำแพง รู้สึกได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาอย่างชัดเจน
พลังแห่งโชคชะตาของหอกศักดิ์สิทธิ์กำลังลบล้างคุณสมบัติความเป็นอมตะแห่งเพลิงฟินิกซ์ทีละน้อย สัมผัสแห่งโชคชะตานั้นเหมือนกับบ่วงมรณะที่ไม่มีทางดิ้นหลุดได้ หยางเจินสัมผัสได้ถึงความกลัวและความสิ้นหวัง
ทุกอณูในร่างกายของเขากรีดร้องต่อต้าน แต่ก็ไร้ผล เปลือกตาที่สั่นไหวด้วยความหวาดกลัวค่อยๆปิดลง พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่ดับสิ้นไปในที่สุด ร่างของหยางเจินตกตายโดยไม่สามารถทำอะไรได้
ในวินาทีที่ชีวิตของหยางเจินสิ้นสุดลง ปรากฏการณ์แห่งเทพเจ้าก็กำเกิดขึ้นตามมา
ร่างอวาตาร์แห่งเทพฟินิกซ์ที่หยางเจินครอบครองปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า มันกรีดร้องโหยหวนด้วยเสียงที่สะเทือนสะท้านไปทั่วเมือง
เสียงกรีดร้องนั้นราวกับจะประกาศให้โลกรับรู้ว่าผู้สืบทอดแห่งพลังอันศักดิ์สิทธิ์ได้จากไป ดวงตะวันที่ลุกโชนเป็นเปลวเพลิงสว่างจ้า ส่องประกายด้วยสีแดงส้มแห่งนกฟินิกซ์
ปรากฏอยู่เหนือเมืองหรู่หมิงราวกับสวรรค์กำลังประกาศถึงการสิ้นสุด ของผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพลังอันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าดวงตะวันนั้นค่อยๆสลายหายไป
กลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีที่ถูกลมพัดพา ราวกับว่าอวตารแห่งฟินิกซ์ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ได้มอดดับไปจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
“หะ..หยางเจินตายแล้ว!”
ผู้เล่นและผู้คนมากมายที่อยู่ในบริเวณนั้นมองดูปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่บนท้องฟ้าด้วยความตกตะลึง พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเองที่ได้เห็นภาพนี้ บางคนอ้าปากค้าง บางคนยืนแข็งทื่อ
รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความเศร้าโศกในคราวเดียวกัน พวกเขารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น—หยางเจิน ผู้ครอบครองพลังแห่งอวาตาร์เทพเจ้าฟินิกซ์ได้ตกตายลงแล้วอย่างแท้จริง
การสูญสิ้นของผู้ที่มีพลังอำนาจมากมายเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสูญเสียของชีวิตเดียว
แต่มันคือการสิ้นสุดของตำนาน ผู้สืบทอดแห่งเทพเจ้าที่ได้ลาลับไปตลอดกาล
ผู้คนที่เฝ้ามองอยู่รอบๆต่างซึมซับความหมายของปรากฏการณ์นี้ ไม่มีคำพูดใดถูกเอ่ยออกมา ทุกสายตาต่างจับจ้องมองฝุ่นผงที่ลอยละลิ่วไปตามสายลม ก่อนที่จะค่อยๆจางหายไปจากผืนฟ้า ความรู้สึกยิ่งใหญ่นี้สั่นสะเทือนไปถึงจิตใจของทุกคน
เหล่าผู้เล่นและผู้ชมต่างรับรู้ถึงความหมายอันลึกซึ้งและรุนแรง มันเป็นการย้ำเตือนถึงโชคชะตาและพลังที่ยิ่งใหญ่ ไม่อาจหลบหนีการพิพากษาของเทพเจ้าแห่งโอดินนี้ไปได้
“.................”
อนาเธอร์ลอยอยู่บนฟากฟ้าด้วยชุดเกราะทองคำยังคงนิ่งสงบ แววตาของเขาเป็นประกายแห่งชัยชนะและอำนาจแห่งโชคชะตา
แม้เขาจะยังคงสงบนิ่ง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับแผ่รังสีแห่งพลังที่กดข่มทุกคน
ผู้คนรู้สึกได้ว่าเบื้องหน้าเขาคือผู้ชนะที่แท้จริง และในขณะนี้ อนาเธอร์ก็ได้ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้สืบทอดแห่งเทพเจ้า หลายคนมากมายต่างเฝ้าดูเขาอย่างไม่อาจละสายตา ราวกับกำลังเฝ้ามองผู้ที่เป็นดั่งศูนย์รวมแห่งโชคชะตา
...
อย่างโหดดดดดดดด!