[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 โฉมหน้าที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ สวรรค์จะต้องลงทัณฑ์เจ้า

    ตอนที่ 45 โฉมหน้าที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ สวรรค์จะต้องลงทัณฑ์เจ้า

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในจิตสำนึก ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกพึงพอใจไม่น้อย

            ภารกิจสุ่มครั้งนี้ช่างง่ายดายยิ่ง แต่กลับทำให้เขาได้รับค่าชะตาสวรรค์ถึง 700 แต้ม เมื่อหักลบกับ 100 แต้มที่เขาใช้แลกเปลี่ยนเป็นคัมภีร์วิถีโอสถขั้นพื้นฐานไป

            ตอนนี้เขาก็ยังเหลือค่าชะตาสวรรค์ถึง 3,000 แต้ม ซึ่งนับว่าเป็นทรัพย์สินก้อนโตเลยทีเดียว

            ส่วนวิธีการที่ระบบใช้ประเมินผลนั้น กู้ฉางเกอคิดว่าระบบก็คงมีการกำหนดเกณฑ์เฉพาะของมันเอง จึงมิได้ใส่ใจที่จะครุ่นคิดมากนัก

            ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลซึ่งมาจากความคิดที่เขาแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น

            ที่เขาปฏิบัติต่อซูชิงเกอและคนอื่นๆ ด้วยความสุภาพอ่อนโยน ก็เป็นเพราะว่าเขามีสิ่งที่ต้องการจากตัวพวกนาง

            แต่สำหรับจินหยาง เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวนั้นเป็นผู้ใดกัน คิดว่าตนเองมีคุณค่าเพียงพอจะเทียบเท่ากับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตหรือ กล้าดีอย่างไรมาขัดขวาง แล้วยังหวังว่าจะสามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ต่อหน้าเขาได้

            ก็แค่มดปลวกตัวหนึ่ง ซึ่งไม่มีแม้แต่คุณสมบัติเพียงพอที่จะทำให้เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เสียด้วยซ้ำ

            กู้ฉางเกอสามารถบดขยี้เขาให้แหลกสลายได้ด้วยเพียงปลายนิ้ว เพียงแค่รอหาข้ออ้างที่เหมาะสมเท่านั้น

            ส่วนเรื่องเบาะแสของเย่เฉินน่ะหรือ

            เขามิสนใจเลยสักนิด เพราะเป้าหมายตั้งแต่แรกของเขา ก็เป็นเพียงการทำภารกิจสุ่มของระบบให้สำเร็จเท่านั้น

            ภายในหอเด็ดดาราตกอยู่ในความเงียบงันราวกับไร้ซึ่งสรรพสิ่ง เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ทุกคนก็ต่างเผยสีหน้าซีดเผือด อีกทั้งเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์บางคนก็ยังถึงกับตัวสั่นเทิ้ม มิมีผู้ใดกล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาออกมา

            “ขอท่านผู้สูงศักดิ์ได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วยเถิด...”

            “บุตรศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราช่างโง่เขลา ได้บังอาจล่วงเกินท่าน…”

            จินหยาง เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์เจียโหลว และผู้พิทักษ์ของเขาได้ทรุดตัวลงคุกเข่าแนบพื้นด้วยสีหน้าขาวซีด ฉายแววตาแห่งความหวาดกลัว

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง เพียงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ผู้อาวุโสหมิง...”

            “คุณชาย ข้าน้อยอยู่ที่นี่!”

            ทันใดนั้นเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นในอากาศ ก่อนที่ชายชราในอาภรณ์สีดำจะปรากฏกายขึ้น พร้อมกับแสดงความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด

            แม้เขาจะได้กลับมายังตระกูลหลินแล้ว แต่ก็ยังคงติดตามกู้ฉางเกออย่างใกล้ชิด มิเคยห่างกาย

            เมื่อเห็นผู้อาวุโสหมิงปรากฏตัวขึ้น เหล่าผู้คนในที่นั้นก็ต่างยิ่งตกตะลึงไปด้วยความหวาดผวา นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยลโฉมบุคคลในตำนานที่ยังมีชีวิต ผู้ซึ่งเป็นบรรพชนผู้เกรียงไกรแห่งตระกูลหลิน บุคคลในตำนานที่เคยทะยานขึ้นสู่สวรรค์เมื่อสามหมื่นปีก่อน

            ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีเคารพนบนอบของเขาที่มีต่อกู้ฉางเกอ ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าข่าวลือทั้งหมดนั้นเป็นความจริง!

            “ข้ามิอยากได้ยินว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวจะยังสามารถคงอยู่ต่อไปได้อีกในวันพรุ่งนี้...”

            กู้ฉางเกอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

            “ขอรับ ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” ผู้อาวุโสหมิงตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ก่อนที่ร่างของเขาจะพลันหายวับเข้าไปในห้วงมิติ

            ฟู่!

            ในวินาทีนั้น ทุกคนรู้สึกถึงราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงขึ้นมาบนหนังศีรษะ ความเย็นยะเยือกแผ่ลามเลียไปทั่วร่าง

            “เจ้า...”

            เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวส่งเสียงร้อง พร้อมกับกระอักโลหิตออกมาอีกครั้งด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างมิอยากจะเชื่อ

            เขามิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าถ้อยคำเพียงมิกี่คำของตนจะนำภัยหายนะร้ายแรงมาสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์ของตนได้เช่นนี้

            ในใจพลันรู้สึกโกรธแค้น โมโห และสำนึกเสียใจภายในเวลาเดียวกัน

            บุรุษหนุ่มผู้สูงส่งจากแดนสวรรค์ผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมนัก!

            “จบสิ้นแล้ว...จบสิ้นทุกอย่างแล้ว...” ผู้พิทักษ์ของจินหยางเผยสีหน้าซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

            เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหยวนชู เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักว่านหัว และคนอื่นๆ ก็พลันหน้าซีดเผือดมิแพ้กัน พวกเขาซึ่งล้วนเป็นผู้มาจากมหาอำนาจแห่งดินแดนจงโจว ต่างก็ตั้งคำถามกับตนเองว่า ถ้าหากเป็นพวกเขาที่ล่วงเกินบุรุษหนุ่มผู้นี้ ผลลัพธ์ก็คงจะมิต่างกันนัก

            อย่าได้ริอาจหลงเชื่อภาพลักษณ์อันแสนอ่อนโยนและสงบนิ่งของเขาก่อนหน้านี้

            เพราะแท้จริงแล้วในสายตาของเขา พวกเขาก็เป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กที่ไร้ซึ่งคุณค่าและความสำคัญใดๆ

            ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำของเขา ก็เพียงพอที่จะลิขิตชะตากรรมของสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวได้ในพริบตา

            พวกเขาราวกับได้เห็นภาพทะเลเลือดอันไร้ที่สิ้นสุดหลั่งไหลนองไปทั่วอยู่ตรงหน้า

            เพียงเพราะการล่วงเกินบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้

            แม้แต่ซูชิงเกอและหลินชิวหานก็ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกถึงความหนาวสะท้านที่แผ่ซ่านไปถึงกระดูกสันหลัง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางได้สัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวของกู้ฉางเกอ

            เย็นชา ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด ราวกับเทพเจ้าผู้ควบคุมทุกสรรพสิ่งจากเบื้องบน

            และนี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา!

            เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูชิงเกอก็อดรู้สึกโชคดีที่กู้ฉางเกอปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดีมิได้

            หรืออาจกล่าวได้ว่า เขาเอาใจใส่นางอย่างมาก จนถึงขั้นโปรดปรานนางอย่างลึกซึ้ง

            …

            เรื่องที่จินหยาง เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวได้บังอาจกล้าท้าทายบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์เบื้องบนกลางหอเด็ดดารานั้น ก็ได้แพร่สะพัดออกไปจากนครโบราณชงเยว่ ก่อนจะกระจายออกไปทั่วทั้งดินแดนจงโจวในชั่วพริบตา ก่อให้เกิดคลื่นโกลาหลและความตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายต่างพากันตกตะลึงและหวาดผวา รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ

            รายละเอียดของเหตุการณ์ ถูกเล่าขานโดยเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์

            ก่อนในเวลาไม่นาน ก็ถูกจุดประกายการถกเถียงกันอย่างดุเดือดไปทั่วทุกสารทิศ

            เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวมิเพียงแต่คบค้าสมาคมเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับศัตรูของบุรุษหนุ่มผู้สูงส่งจากแดนสวรรค์เท่านั้น แต่ยังช่วยปกปิดที่อยู่ของศัตรูผู้นั้นอีกด้วย จึงทำให้บุรุษหนุ่มผู้นั้นโกรธเกรี้ยว และนำพาภัยพิบัติมาสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์ของตน

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างพากันทอดถอนหายใจ มองว่าจินหยางช่างโง่เขลาสิ้นดี ที่มิเพียงแต่นำพาหายนะมาสู่ตนเองเท่านั้น แต่ยังดึงสำนักศักดิ์สิทธิ์ของตนให้จมลงสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวังไปด้วย

            แต่แน่นอนว่ายังมีบางคนที่ลอบสะใจและสมน้ำหน้า

            ก็ใครใช้ให้เขาหาเรื่องรนหาที่ตายกันเล่า

            สำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวแห่งดินแดนจงโจวซึ่งสืบทอดมานานนับแสนปี และเคยมีบรรพชนระดับเทวะมายามุ่งทะยานขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งครอบครองเคล็ดวิชาและทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมายมหาศาล มีรากฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่ง

            แต่ในวันนั้นกลับถูกฝ่ามือยักษ์ที่ปกคลุมทั่วทั้งผืนนภาบดขยี้จนหมดสิ้น แม้กระทั่งศาสตราวุธโบราณที่ฟื้นคืนพลังขึ้นมาต่อกร ก็มิอาจต้านทานพลังอำนาจดุจสวรรค์ได้!

            ทุกสิ่งในรัศมีห้าพันลี้ ทั้งตัวเรือนและภูเขาล้วนถูกบดขยี้จนเหลือเพียงซากปรักหักพัง

            แรงกดดันมหาศาลในระดับเทวะมายาแผ่ปกคลุมทั่วท้องนภา ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนับมิถ้วนต่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

            “ผู้ทำความชั่วย่อมได้รับผลกรรมเป็นของตนเอง...”

            “สักวันหนึ่ง สวรรค์จะต้องลงทัณฑ์เจ้า...”

            นี่คือคำพูดสุดท้ายของจ้าวสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลว ที่ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี

            และตั้งแต่นั้นมา สำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวก็ถูกลบชื่อออกจากแผ่นดินจงโจวอย่างสมบูรณ์

            เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดินจงโจวและดินแดนอื่นๆ

            เมื่อแม้แต่สถานที่ที่เคยให้กำเนิดบรรพชนระดับเทวะมายายังพังพินาศลง ก็มิมีผู้ใดแม้แต่จะกล้าเพ้อฝันว่าสำนักของตนจะรอดพ้นได้

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรล้วนตกตะลึงพรั่นพรึง หวาดกลัวจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ความหวาดกลัวต่อบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์ผู้นั้นยิ่งทวีคูณขึ้น

            เพราะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรจากแดนสวรรค์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดในโลกเบื้องล่าง ก็เป็นได้เพียงแค่มดปลวกที่ไร้ค่าแก่การหันเหลียวมอง

            ส่วนเย่เฉิน ผู้บำเพ็ญเพียรที่มาจากดินแดนตงฮวงนั้น ก็ยิ่งมีชื่อเสียงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งดินแดนจงโจว เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างมองเขาเป็นดั่งเทพแห่งหายนะ

            อีกทั้งยังมีกลุ่มอำนาจและสำนักหลายแห่งถึงกับพยายามสืบหาที่อยู่ของเย่เฉิน เพียงหวังจะจับตัวเขาส่งไปเอาใจคุณชายกู้ฉางเกอ

            …

            ณ เมืองเล็กๆ อันห่างไกลแห่งหนึ่ง ในเขตศูนย์กลางเทวาแห่งดินแดนจงโจว

            ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเด็ดเดี่ยวแต่ลักษณะธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง เมื่อได้ยินข่าวนั้น ร่างทั้งร่างของเขาก็ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ จนยืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

            “ศิษย์พี่จินหยาง...”

            “ข้าสาบานว่าจะสังหารกู้ฉางเกอเพื่อล้างแค้นให้ท่านและสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวให้จงได้!”

            ดวงตาของเขาแดงฉาน กัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรอด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความเศร้าและโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด

            เดิมทีเขาวางแผนไว้ว่าจะใช้สายสัมพันธ์กับเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์จินหยางเพื่อเข้าร่วมในสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้ได้ เพราะตัวเขาเองก็เคยได้รับคำชื่นชมจากสำนักแห่งนี้อยู่มิน้อย

            แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวจะถูกทำลายล้างจนสูญสิ้น กลายเป็นเถ้าธุลีในเวลาอันสั้น

            ในใจของเขาเต็มไปด้วยความเพลิงแค้นและความอาฆาตมาดร้ายที่ปะทุเผาไหม้จนแทบคลุ้มคลั่ง

            “ท่านอาจารย์ ได้โปรดบอกข้าเถิด ว่าทำอย่างไรจึงจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ข้าต้องฆ่ากู้ฉางเกอให้ได้!” 

            “ข้าจะต้องสังหารมันให้ได้!”

            เย่เฉินกัดฟันกรอด ดวงตาแดงฉาน จินหยางถือเป็นสหายที่แท้จริงของเขา ผู้ซึ่งจริงใจและปฏิบัติต่อเขาอย่างดีเสมอมา

            แต่สุดท้ายกลับต้องมาพลอยล่มจมถูกลากลงสู่หายนะ เพียงเพราะมีความข้องเกี่ยวกับเขา และถึงขั้นทำให้ทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวต้องถูกทำลายจนสูญสิ้น

            และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนั้นก็ล้วนเป็นเพราะกู้ฉางเกอ เขาโกรธแค้นจนอยากจะฆ่ามันให้ตายตก หั่นเนื้อเถือหนังมันให้เป็นหมื่นชิ้น เผาร่างมันให้แหลกสลายเป็นเถ้าธุลี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมิเพียงพอที่จะระบายความแค้นในใจของเขาได้

            ‘เสี่ยวเฉิน…’

            ภายในแหวนมิติ เยี่ยนจีส่ายหน้าด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง นางมิอยากให้สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ แต่ทุกอย่างกลับมิอาจหลีกเลี่ยงได้

            นางจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเกลี้ยกล่อมให้เย่เฉินปล่อยวางความแค้นและอคติ เพราะตอนนี้เปลวเพลิงแห่งความแค้นได้เผาผลาญครอบงำจิตใจของเขาจนหมดสิ้นแล้ว

            ไม่มีประโยชน์ที่จะเอ่ยอันใดอีกต่อไป

            ตอนนี้ผลลัพธ์มีเพียงสองทาง คือเย่เฉินต้องตาย หรือกู้ฉางเกอต้องพังพินาศ

            แท้จริงแล้วนางเองก็รู้สึกลำบากใจ เพราะนางก็มีความรู้สึกอันดีต่อกู้ฉางเกอ

            แต่นางก็มิอาจทอดทิ้งเย่เฉินได้เช่นกัน…

            เยี่ยนจีถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยกับเย่เฉินว่า “ตามที่บันทึกไว้ในเศษกระดาษที่เจ้าได้รับมาระบุว่า เขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนกำลังจะเปิดออก ภายในนั้นมิเพียงแต่มีศาสตรามารโบราณที่ถูกผนึกไว้ แต่ยังมีมรดกตกทอดของผู้ที่ผนึกศาสตราวุธมารชิ้นนั้นเอาไว้อีกด้วย...”

            “ข้าจะต้องได้รับมรดกนั้น และใช้มันสังหารกู้ฉางเกอให้จงได้!”

            เย่เฉินเอ่ยเสียงหนักแน่นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความโศกเศร้าบนใบหน้าของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว เขากำหมัดแน่น ราวกับว่าความคิดที่จะโค่นกู้ฉางเกอให้ได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาตอนนี้


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน