บทที่ 51
เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่
“ เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ” คำถามนั้นถูกปล่อยออกมาจากปากของสวี่รั่วหยุนเขาเอ่ยถามกับเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของตนเองอย่างสงสัย
ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความจริงจังจ้องมองมาที่จางหยวน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยในตัวตนของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของตนเองมันไม่เคยพบเห็นคนผู้ใดหรือว่าจิตกรผู้ใดสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้
หลังจากที่ได้รับผลงานมาแล้วหลายต่อหลายตัวของมันก็นั่งมองแล้วมองอีกมองภาพวาดนี้วันละเกินสี่ถึงห้าชั่วยาม
แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าผู้ใดจะสามารถใส่ความรู้สึกหรือเรียกง่ายๆว่าสร้างจิตวิญญาณแต่งภาพวาดได้มากขนาดนี้
สิ่งที่ทำให้มันจำเป็นจะต้องตั้งข้อสงสัยก็คือภาพวาดนี้สมบูรณ์เกินไป
จางหยวนก้มใบหน้าของตนเองลงเล็กน้อยดวงตามองตรงไปที่สวีรั่วหยุน “ ผู้น้อยเป็นเพียงแค่คนธรรมดาขอรับ ”
“ เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่มีจินตนาการ ”
“ ผู้น้อยไม่เข้าใจเลยสักนิดเพราะไม่ได้ร่ำเรียนวิชาการสร้างสรรค์ภาพวาดหรือว่าอะไรทำนองนั้นมา”
“ จึงไม่รู้ว่าจิตวิญญาณแห่งภาพวาดคืออะไรแต่สิ่งที่ว่าดอกมาล้วนแล้วเป็นสิ่งที่อยู่ภายในความทรงจำของผู้น้อยเท่านั้น”
“ เพราะแบบนั้นนั่นคืออย่างเดียวที่ผู้น้อยสามารถอธิบายได้ ”
“ ภาพวาดเหล่านี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณผู้น้อยเพียงแค่ทำตามจินตนาการของตนเองส่งผ่านมันออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ”
“ ผู้น้อยเกิดมาโดยที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยเป็นเพียงแค่ทาส ”
“ ในวันนี้ได้รับชีวิตอิสระร่างกายอ่อนแอไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธ์ลองจับผู้การขึ้นมาและก็ลองสร้างสรรค์ภาพวาด ”
“ ไม่คิดเลยว่าวันภาพวาดของผู้น้อยจะต้องตาและก็ถูกใจนายท่านสวี ” จางหยวนพูดออกไปด้วยใบหน้าและแววตาที่จริงจัง
สวี่รั่วหยุนมองตรงมาที่เขาดวงตาของมันกระพริบขึ้นลงจ้องมองและสบดวงตากันอยู่สักพักพบเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีแววตาที่จริงจังจนน่าเหลือเชื่อ
ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังนั้นสวี่รั่วหยุนจึงยอมปรับใจเชื่อมันพยักหน้าของตนเอง “ ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ได้โกหก”
“ บอกว่าเป็นทาสอย่างงั้นรึ? ”
“ ขอรับ… ผู้น้อยเป็นเพียงแค่ทาส ”
“ ฐานะและชาติกำเนิดต่ำต้อยในวันนี้ได้พบนายท่านสวีถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”
สวี่รั่วหยุนแสดงใบหน้าและท่าทางสงบนิ่งมันค่อยๆเดินออกมาจากจุดที่ชมภาพวาดไปนั่งตรงบริเวณเก้าอี้ของตนเอง
“ มานั่งสิ ”
จางหยวนเดินมุ่งตรงมาแล้วก็นั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งของแขก
จางหยวนได้พบเจอผู้นำของตระกูลเศรษฐีทั้งสามภายในเมืองแห่งนี้ทั้งหมดแล้ว
ก่อนหน้านี้เคยพบเจอผู้นำของตระกูลโม่ต่อมาก็พบเจอผู้นำของตระกูลเสิ่น
และในตอนนี้ผู้ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณด้านหน้าของเขาก็คือผู้นำของตระกูลสวีในช่วงตลอดหลายเดือนที่อาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้เขานั้นได้พบกับผู้นำของทั้งสามตระกูลใหญ่ภายในเมืองหมดแล้ว
แถมยังได้พบกับผู้อาวุโสอี้ที่เป็นผู้อาวุโสแห่งเมืองจินหยวนแล้วด้วย
เรียกได้ว่าคนที่มีอิทธิพลภายในเมืองแห่งนี้เขาล้วนแล้วพบเจอทั้งหมดแล้ว
สวี่รั่วหยุนเป็นคนที่มีความสามารถในด้านงานศิลปะและงานฝีมือเป็นอย่างมากเขาไม่ใช่พวกเศรษฐีที่หาแต่กำไรหรือว่าทำกิจการเพื่อนมุ่งเน้นกำไร
แต่เพราะความสามารถเลยทำให้เขาสามารถหาเงินทองได้มากมาย
ตระกูลสวีถือว่าแตกต่างจากอีกสองตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลใหญ่มุ่งเน้นการค้าขายหากำไรแต่พวกเขาไม่ใช่พวกเขาแตกต่างกันออกไป
จางหยวนที่นั่งอยู่ภายในตำแหน่งแขกก้มศีรษะลงเล็กน้อยกล่าวออกไป “ ไม่ทราบว่านายท่านสวีเรียกค่ามาพบในสถานที่แห่งนี้มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือขอรับ?”
อีกฝ่ายยังไม่ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเองเลย
สวี่รั่วหยุนพูดขึ้นมา “ เจ้าเป็นคนที่มีฝีมือในด้านงานวาดภาพข้าพบเจองานวาดของเจ้าตัวเต็มไปด้วยความสนอกสนใจเลยอยากจะพบเจอสักครั้ง ”
“ ในวันนี้ได้พบเจอแล้วเจ้ากลับดูธรรมดากว่าที่คิดเอาไว้มาก ”
จางหยวนยกยิ้มที่มุมปากก้มศีรษะของตนเองลงเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ละอายใจแล้วทำให้ท่านผิดหวัง”
“ ผิดหวังบ้างก็ดี การที่เจ้าดูเป็นคนที่ธรรมดากว่าที่คิดเอาไว้มันก็เป็นการ” สวี่รั่วหยุนตอบกลับ
“ ส่วนเรื่องที่เรียกเจ้ามาที่สถานที่แห่งนี้หนึ่งคืออยากพบเจอส่วนเรื่องที่สองมีสิ่งอยากชักชวน”
สนทนาเริ่มจริงจังขึ้นใบหน้าของสวี่รั่วหยุนดูเคร่งขรึมราวกับว่าจะพาเข้าสู่เรื่องจุดประสงค์ที่แท้
จางหยวนก็แสดงท่าทางเคร่งขรึมจริงจังตอบรับกลับไป “ มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ ตามข้ามา ” สวี่รั่วหยุนลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ตนเองกำลังนั่งอยู่
เขาเดินมุ่งตรงออกไปบริเวณด้านนอกอย่างรวดเร็วนำพาจางหยวนมุ่งตรงออกไปยังเรือนพิเศษที่ตั้งอยู่ภายในเขตของจวนตระกูลสวี
ภายในสถานที่แห่งนี้มีเพียงแค่พูดคุ้มกันที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าด้านในไร้ซึ่งผู้คน
อีกฝ่ายนำพาจางหยวนเดินเข้ามาสถานที่แห่งนี้มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มีผ้ามากมายหลากหลายชนิดวางประดับเอาไว้สองข้าง
จางหยวนเพียงแค่เดินเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวสังเกตุเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผ้าเหล่านี้ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี
พวกมันเป็นผ้าเนื้อดีหลากหลายสีสันมากมายจนไม่สามารถนับด้วยสายตาหมด
ตระกูลสวีเป็นตระกูลขึ้นชื่อในด้านการค้าขายผ้าไหมและก็พวกชุดของชนชั้นสูงไม่แปลกที่ภายในสถานที่แห่งนี้จะมีผ้าไหมชั้นยอด
จางหยวนเดินชมพวกมันจนไม่พวกมันมีจำนวนมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้
จางหยวนเดินตามหลังของสวีรั่วหยุนอยู่สักพักอีกฝ่ายก็ได้นำพาเดินเข้ามาจนถึงบริเวณส่วนด้านในลึกสุด
บริเวณด้านหน้าของเขาในตอนนี้มีผ้าไหมที่แตกต่างจากผ้าไหมอื่นๆถูกวางเอาไว้บนโต๊ะ
โต๊ะยาวรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าผ้าไหมเนื้อดีถูกวางเอาไว้บนโต๊ะมันเป็นผ้าไหมเนื้อสีขาวบริสุทธิ์บนเนื้อผ้าไม่ส่องประกายแวววาวและยิบระยับเหมือนกับมีออร่าของดวงดาราห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลา
จางหยวนมองเห็นเช่นนี้รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ของธรรมดา
ดวงตาจ้องมองอย่างไม่กระพริบตาแม้ว่าเขาจะไม่ใช่พวกที่ชื่นชมหรือชื่นชอบพวกผ้าไหมแต่เมื่อมองเห็นผ้าไหมเนื้อดีแบบนี้เขาอดจะจ้องมองอย่างไม่ละสายตาไม่ได้
จางหยวนมองที่ผ้าไหมชิ้นพิเศษที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอยู่สักพักและก็พึมพำออกมา “ ผ้าไหมผืนนี้มัน?”
สวีรั่วหยุนตอบกลับทันควัน “ มันชื่อว่าผ้าไหมดารา”
“ เนื้อผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์มีประกายแวววาวดาราเปล่งประกายอยู่รอบล้อมผ้าไหมเจ้านี่เป็นของชิ้นพิเศษ ”
“ ผ้าไหมผืนนี้กว่าจะทำมันขึ้นมาได้สูญเสียเวลาไปนับสิบปีมีเพียงแค่ผืนเดียวเท่านั้น”
“ ข้าอยากจะตัดมันขึ้นมาเป็นชุดชุดหนึ่ง ”
“ ส่วนเรื่องที่อยากจะรบกวนเจ้าก็คือข้าอยากให้เจ้าออกแบบลวดลายบนชุดผ้าไหมนี่ให้กับข้าหน่อย” สวีรั่วหยุนพูดถึงจุดประสงค์หลักของตนเองออกมา
ได้ยินแบบนั้นจางหยวนแสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจ “ ว่าอย่างไรหนอขอรับออกแบบลวดลายบนผ้าไหม?”
“ ใช่!!! ออกแบบลวดลายบนผ้าไหมผืนนี้ในตอนที่มันตัดขึ้นมาเป็นชุด ”
“ นี่คืองานที่ข้าอยากจะไหว้วานให้เจ้าทำของชิ้นนี้สำคัญกับข้าเป็นอย่างมากลวดลายที่ถูกสร้างขึ้นมาบนผ้าไหมผืนนี้ที่ใช้เวลาทำนับสิบปีข้าอยากให้มันพิเศษมากที่สุด”
“ แม้แต่ฝีมือของขาที่ผู้คนกล่าวว่าเป็นหนึ่งในยอดจิตรกรแห่งยุคขายยังไม่มั่นใจในการวาดลวดลายลงไป”
“ แต่หลังจากที่ข้าเห็นงานฝีมือของเจ้าข้ามั่นใจว่าเจ้าสามารถทำได้แน่” สวีรั่วหยุนแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“ ถ้าเจ้าสามารถทำได้ค่าตอบแทนที่เจ้าได้รับย่อมมากมายกว่าภาพวาดที่เจ้าขายให้ข้าเสียอีก ”
จบบท