จากนั้นทั้งหมดรอฟังคำตอบจากหลิวกงกง
“ฮุ่ยซิ่วมีนิสัยชอบทารุนนางกำนัลสาวใช้ บางรายโดยพบศพไม่ไกลจากตัวตำหนัก จมน้ำเสียชีวิต สภาพศพเปลือย แม้ไม่มีเครื่องแบบยืนยัน แต่มีขันทีน้อยบางรายจำพวกนางเหล่านั้นได้ เรื่องนี้ถูกเก็บเงียบไม่ให้ฝ่าบาททรงทราบ บางศพมีรอยทุบตีฟกช้ำ บางศพมีรอยถูกรัดคอจนตาย บางศพขาดอากาศแต่สภาพตามตัวมีร่องรอยชำเรากามด้วยบุรุษหลายคน ขันทีที่เคยอยู่รับใช้ ติดสินบนหมอตรวจอ้างพบอาการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ จึงทำเรื่องขอย้ายกลับวังไปอยู่ส่วนที่ไม่อาจเจริญเติบโตในสายงานได้ แต่เพื่อไม่ให้ตนทนเห็นภาพโหดร้ายเหล่านั้น”
ถึงตรงนี้เขาพักส่ายหัวถอนหายใจค่อยกล่าวต่อ
“เขายังเล่าอีกว่า ฮุ่ยเจินเวลาเสียท่าให้องค์ชายเจ็ดฮุ่ยหวงต่อหน้าพระพักตร์แล้ว เมื่อกลับมาถึงตำหนัก จะระบายอารมณ์ลงกับสาวใช้นางกำนัลอย่างทารุณ ถ้าคนไหนทำตัวให้รำคาญมากก็ให้บ่าวไพร่หรือองครัก์ของตนข่มขืนทีละหลายๆ คน และทารุณจนพวกนางตาย ที่ไม่ตายก็ฆ่าตัวตายไปเอง แต่เขาจะไม่เกลือกลั้วกับนางกำนัลชั้นล่าง เรื่องมักมากในกามนั้น มิอาจเทียบองค์ชายรอง ฮุ่ยหมิง ที่จับนางกำนัลสมสู่จนหมด จนเที่ยวไปเลือกทาสสตรีมาบำเรอกาม ใช้เงินเฟ้นหาสุราชั้นดี ราดรดบนเรือนล่าสตรีแล้วโลมเลีย ปล่อยน้ำกามใส่จอกสุรา บังคับสตรีในปกครองดื่ม”
ทุกคนถอนหายใจส่ายหัว
หลิวกงกงเล่าต่อ
“ฮุ่ยหมิงไม่นิยมจ่ายเงินซื้อสตรีขายบริการ เขาชมชอบซื้อมาใช้อย่างถาวรและครอบครอง ในเมืองเล็กๆ ที่ไกลออกไปหน่อยหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ เขาจะปลอมเป็นเศรษฐี ไปหลอกครอบครัวที่ไม่รู้หนังสือแล้วทำสัญญายกเมียที่หน้าตาดีให้ ฮุ่ยหมิงนั้นแค่หน้าตาพอใช้ได้ พอออกเรือนได้ถ้าเขาอยากก็จะคว้ามา เมื่อสัญญายกเมียชาวบ้านสำเร็จ เขาก็ใช้ร่างกายนางในบ้านของสามีนางทันที ใครขัดขืนองครักษ์ก็ชักดาบข่มขู่ สตรีบริสุทธ์ฮุ่ยหวงชมชอบที่อายุยังไม่ถึง15 อยู่ที่ 12-14 กำลังเป็นที่ต้องการถ้าโตเต็มสาว ช่างวิปริตนัก เขาจะชมชอบที่แต่งออกเรือนแล้ว เด็กเล็กที่ถูกเลี้ยงในตำหนักแทบทั้งสิ้นคือบุตรธิดาที่เกิดจากสตรีที่สมสู่แล่วตั้งครรภ์ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ถูกปกปิดไว้”
ลู่เอินนิ่งไป แววตาอำมหิตแผ่จิตสังหารออกมาจนคนรอบตัวพากันรู้สึกได้
เขารบทัพจักศึก แม้ไม่ชมชอบการเข่นฆ่า แต่ก็ชินชาตราบที่ต้องฆ่าไม่ใช่เด็ก สตรี และคนชราภาพ ทว่าที่ชิงชังที่สุดคือการข่มขืนชำเรากามสตรี
หนิงเซียนกล่าวขึ้น
“บุคคลทั้งสองนี้พฤติกรรมน่าสะอิดสะเอียนยิ่ง หากเปิดโปงได้ อย่าว่าตำแหน่งรัชทายาท แม้แต่ตำแหน่งองค์ชายเองก็หลุดลอย”
ฮุ่ยซิ่วกล่าว
“มิผิด หากเปิดโปงได้เสด็จพ่อไม่เอาคนที่มีภาพจำสกปรกนี้ไว้ในราชสำนัก เป็นที่อับอายติฉินทั่วแคว้น”
ฟางเหนียงถามอีก
“แล้วองค์ชายเจ็ด.....”
หลิวกงกงกล่าว
“ฮุ่ยหวง...คนนี้น่ากลัวที่น่ากลัวคือมีความทะเยอทะยาน แต่ไม่พบความผิด เป็นคนที่สู้ด้วยยาก เขามิยินยอมสร้างบาดแผลให้ตน ผลประโยชน์ต่างๆ รับอย่างระมัดระวังเรื่อยมา”
ฮุ่ยซิ่วพยักหน้ากล่าว
“น้องเจ็ด ... เป็นคนแบบนั้นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังสินะ”
หนิงเซียนกล่าวถาม
“แล้วท่านกงกงคิดว่าฮุ่ยหวงทราบข้อมูลที่ท่านมีเหล่านี้ด้วยหรือไม่?”
“ย่อมทราบ”
“เขามีสายในทั้งสองตำหนักด้วยเช่นกัน?”
“เขามิได้วางสายไว้ แต่เป็นข้าเอง”
“เป็นท่าน?”
“มิอาจไม่ใช่...หลังพวกพ้องของข้าพยามถีบตัวออกมาจากทั้งสองตำหนัก ข้าก็เป็นคนรับทราบเรื่องราวทั้งหมดและจัดแจงโยกย้ายพวกเขาเพื่อช่วยเหลือกัน ตอนนั้นองค์ชายเจ็ด ฮุ่ยหวงก็เข้าหาเพื่อขอรับทราบข้อมูลจากข้า”
“ท่านที่ในตอนนั้นไม่มีที่พึ่งมากนัก นอกจากองค์ชายเจ็ด จึงให้ข้อมูลแก่เขา...”
“แม่นางหนิงเอ๋อกล่าวถูก ตอนนั้นองค์ชายห้า ในภาพจำผู้คนคือเสเพล เมาสุราเที่ยวซ่องเคล้านารี แม้ไม่มีความอำมหิตทารุณ ไม่มีเรื่องขับข้องขืนใจสตรี แต่ก็ไม่น่าพึ่งพาได้ ดังนั้นขันทีหลายคนได้แต่พยายามพึ่งพาองค์ชายเจ็ด”
“ให้ข้าเดา.. ..ท่านที่แท้เดิมก่อนจะรับใช้พี่สาวข้าก็เป็นคนของฮุ่ยหวง”
“สมเป็นน้องสาวฮองเฮา ฮุ่ยหวงส่งข้าไปรับใช้ฝ่าบาท คอยรายงายความชอบ ความเบื่อ ความอยาก ความสำราญความกลัดกลุ้มแล้วรายงานเขา จากนั้นตอลดหลายปีมานี้เขาจึงเป็นองค์ชายคนเดียวที่สามารถเดาใจฝ่าบาทและชิงเอาใจฝ่าบาทได้ก่อนพี่น้องคนอื่นๆร่ำไป”
“จนกระทั่งเกิดเหตุสนมเฉินลี่มี่ส่งมือสังหารไปจัดการพี่ใหญ่ข้า จากนั้นนางได้ช่วยเหลือพวกท่านไว้ จึงเลือกรับใช้พี่ใหญ่นับแต่นั้น”
“เรียนตามตรง ข้าเองหาได้โง่งม สักวันเมื่อฝ่าบาทระแคะระคายว่าข้าคอยรายงานให้ฮุ่ยหวงทราบ ก็ไม่พ้นโดนอาญา เขาอย่างมากก็ได้แค่ทูลขอให้ละเว้นพอเป็นพิธีรอดก็โชคดี ไม่รอดก็ถือว่าออกปากช่วยแล้ว แต่ฮองเฮาไม่เพียงทูลขอในเหตุลอบสังหารค่ายล่าสัตว์ ยังขอร่วมรับผิดชอบพร้อมพวกเรา แม้พระนางมั่นใจว่าฝ่าบาทจะทรงยอม แต่ใจคนหยั่งยาก สติปัญญาระดับพระนางไหนเลยไม่ทราบว่าใจคนหยั่งยาก หากฝ่าบาทพลั้งปากด้วยอารมณ์ไม่แน่ว่าพระนางเองก็พบชะตากรรมร่วมพวกเรา จะหาเจ้านายแบบนี้ได้ที่ไหนอีกและเมื่อยิ่งทราบว่าองค์ชายห้า แท้จริงแล้วแกล้งทำทีเสเพล เมื่อพระนางสนับสนุนองค์ชายพวกเราล้วนมีหวัง หากราชสำนักนำโดยพวกท่านพวกเราก็มิต้องคอยหวาดกลัวอยู่อย่างหวาดผวาไปจนวันตายอีก”
หนิงเอ๋อยิ้มมองพี่สาวพลันคิด
[พี่ใหญ่นี่ ไม่ใช่คนมีเมตตาขนาดนั้น แต่หลักการครองใจคนที่เรียนจากอาจารย์ ดูผิวเผินไม่ตั้งใจร่ำเรียน แต่หลักสำคัญจำและนำมาใช้จริงได้ทุกเรื่องราว ยามนี้ได้คนภักดีภวายชีวิตช่วยงานโชคดีที่นางไม่ใช่ศัตรูเรา]
นางคิดจบก็กล่าวขึ้นมา
“ข้ามีข้อที่ต้องระวังก่อนเราจะวางแผน ไม่ทราบว่าพวกท่านจะสนใจฟังหรือไม่?”
ทั้งหมดไม่ตอบคำแต่หันมามองเพื่อรอฟัง
“เราจะออกตัวต่อสู้กับรัชทายาทและองค์ชายรองไม่ได้”
ลู่เอินถาม
“เพราะเหตุใด? หรือกลัวฮุ่ยหวงนั่งบนภูดูเสือกัดกัน ถอยห่างชมดูเราห้ำหั่น 2องค์ชายจนย่อยยับค่อยตักตวง?”
“ท่านพี่กล่าวได้ถูก แต่ยังมีอีก...”
“ยังมี?”
“ถ้าเราหาหลักฐานได้แล้วรีบโค่นพวกเขา เราจะเสียเปรียบ จากปากคำหลิวกงกง ฮุ่ยหวงมีภาพจำที่ดีมากกว่าในสายพระเนตรฝ่าบาท โค่นเขาได้ก็แค่ยกตำแหน่งรัชทายาทให้คนผู้นี้”
ฮุ่ยซิ่วกล่าว
“เหอะ ช่างปะไรเดิมทีเราร่วมขบวนการเพื่อขจัดภัยให้บริวารและราษฎร หากฮุ่ยหวงไม่ใช่คนก่อกรรมทำชั่ว ให้เขาครองแผ่นดินจะเป็นไร ข้าก็จะได้วางมือหลังจบเรื่องราว ไปค้าขายทำธุรกิจต่อ”
“องค์ชาย...ท่านประเมินฮุ่ยหวงสูงไป”
“สูงไป?”
นางหันไปมองพี่สาวทั้งคู่ยิ้มและพยักหน้า
“นั่นเพราะคนที่ทำดีเฉพาะที่ต้องทำเพื่อเอาหน้า ไหนเลยเป็นคนดีอย่างแท้จริง เพื่อสิ่งที่ยังไม่ได้ครอบครองเขาจำต้องทำ เมื่อได้ครองสันดานธาตุแท้จะเผยออกมาถึงตอนนั้นหากเป็นแค่รัชทายาท เราพอหาทางโค่นได้ แต่หากเขาเผยสันดานนั้นออกมาตอนครองบัลลังก์ เกรงว่ามีพวกเราคนละสิบร่างก็ไม่พอยับยั้งความชั่วของเขา”
“แต่นั่นเป็นเพียงการคาดเดา”
“มิใช่การคาดเดาแต่เรียกว่าความไม่ประมาท หากเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้และอันตรายในอนาคต มิควรมองข้าม อย่างที่หลิวกงกงกล่าว ใจคนหยั่งยาก ข้าไม่กล้าเดิมพันกับนิสัยคนที่ไม่ได้ทำดีจากใจจริงอย่างฮุ่ยหวง หรือท่านกล้ารับประกันนิสัยสันดานเขา?”
ฮุ่ยซิ่วเงียบงัน
นางกล่าวต่อ
“ดังนั้นเราต้องสร้างผลงานให้องค์ชาย นิสัยท่านเป็นเช่นไร พวกเราล้วนทราบ ที่เรามีแต่ฮุ่ยหวงไม่มีคือความจริงใจ สิ่งใดท่านคิดกว่าทำแล้วดี ล้วนระดมทำ จะส่งถึงใจฝ่าบาทมั้ยนั้น......”
หนิงเซียนกล่าวต่อ
“ไว้ข้าจะเป็นคนทำให้ส่งถึงเอง”
สองพี่น้องหันมายิ้มให้กัน