[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่

    บทที่ 57 ไม่สบาย

    เมื่อถังฉือเย่ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ ท่านลุงสี่ก็ช่วยมาช่วยนางซ่อมแซมห้องน้ำจนแล้วเสร็จ ก่อนที่ท่านหัวหน้าตระกูลถัง ท่านลุงสองเจ้าของโรงตีเหล็ก หรือแม้แต่ท่านปู่รองถังต้าหวยและชาวบ้านที่สนิทสนมอีกจำนวนหนึ่งจะนำของมามอบให้นางในการย้ายบ้านใหม่เป็นผักกำหนึ่ง ฟืนกองหนึ่ง หม้อชามไหกระทะ และอื่น ๆ อีกมากมาย 


    แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวแปลกใจมากที่สุดคือคุณนายจ้าวที่ได้มอบมะเขือเทศยาวสองลูกให้นาง ทั้งที่คำพูดคำจายังคงเหมือนเดิม 


    “มีแม่ก็เหมือนไม่มี เจ้าก็หาอะไรกินแล้วก็ดูแลตัวเองด้วย อย่าทำตัวโง่เขลานักล่ะ” 


    “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ถังฉือเย่พูดยิ้ม ๆ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านใจดีมาตลอด” 


    “ใครใจดีกัน ข้าแค่บังเอิญถือติดมือมาพอดี” แม่ของเจินเอ๋อร์เบะปากก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป 


    ถังฉือเย่หัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ถือสา หลังจากนั้นจึงลงมือจัดข้าวของจนเสร็จประมาณหนึ่ง นางจึงไปหาช่างไม้ในหมู่บ้านเพื่อสั่งทำเตียงซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ที่สุด จำนวนสี่เตียง โดยเอาไม้ที่ชาวบ้านช่วยกันซื้อไว้ในบริเวณใกล้เคียงและจ่ายค่าทำอีกประมาณสองตำลึง เมื่อเห็นว่าไม้ยังเหลือจึงสั่งทำชั้นหนังสือขนาดใหญ่ให้ถังฉือหรงขึ้นมาสองชั้นในราคาหนึ่งตำลึง


    หลังจากวันนั้นถังฉือเย่ก็วุ่นวายอยู่กับการจัดบ้าน เพื่อรอให้ถึงวันหยุดของถังฉือหรง แต่กลับกลายเป็นว่าถังฉือหรงไม่ได้กลับมาบ้าน ถังฉือเย่รีบวิ่งไปถามถังจวิ้นเชินจึงได้คำตอบว่า


      “อาหรงรับงานคัดลอกหนังสือจากร้านหนังสือมา เขาเร่งรีบมาก และบอกว่าต้องรีบคัดลอกหนังสือเหล่านั้นให้เสร็จ เขาบอกว่าจะกลับมาในวันหยุดครั้งหน้า” 


    หญิงสาวรู้สึกผิดหวังมากได้แต่พูดเสียงอ่อย  “ข้าได้ให้เงินเขาไปแล้ว เหตุใดยังคัดลอกหนังสืออยู่อีก เงินไม่พอหรือ?” 


    ถังจวิ้นเชินกระแอมหลบสายตา “พอมากเลยล่ะ แต่อาหรงเขาดื้อไปหน่อย เจ้าก็รู้ดีนี่” 


    “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ข้าอยากให้เขาเห็นบ้านที่เราเพิ่งย้ายมาใหม่ก็เท่านั้น” ถังฉือเย่พูดอย่างเสียมิได้ และด้วยความผิดหวังนั้นทำให้ไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้าของถังจวิ้นเชินเลยสักนิด


    หลังจากที่ถังจวิ้นเชินส่งนางออกไปแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วแน่น เมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าสาเหตุที่ทำให้ถังฉือหรงไม่กลับมาบ้านนั้นเป็นเพราะอะไร 


    การที่ถังฉือจิ้นช่วยจ่ายค่าเรียนให้นั้นทำให้ถังฉือหรงรับน้ำใจมาอย่างไม่เต็มใจ หนึ่งคือต้องการคืนเงินถังฉือจิ้น อีกอย่างคือต้องการเก็บรวบรวมค่าเรียนในเดือนหน้า แม้ว่าหลายวันมานี้ ถังฉือหรงจะคัดลอกหนังสือมาถึงสี่วันเต็ม โหมงานหนักจนป่วยขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ยอมไปหาหมอ เขากลัวว่าถ้ากลับไปให้ถังฉือเย่เห็นนางจะเป็นกังวล จึงได้บังคับถังจวิ้นเชินไม่ให้บอกเรื่องนี้กับน้องสาว 


    ถังจวิ้นเชินคิดวางแผนว่าจะต้องกลับไปดูเพื่อนสักหน่อย หากจังหวะเหมาะก็จะแอบแนะนำให้ถังฉือเย่ไปเยี่ยมถังฉือหรงด้วยกัน แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อกลับมาแล้วจะได้ข่าวว่าท่านย่าซุนไล่พวกนางออกมาจากบ้านหลังเก่า แม้ว่าจะมีบ้านหลังใหม่ แต่เงินที่สะสมอยู่คงจะเหลือไม่มากแล้ว 


    ชายหนุ่มยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นกังวล ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะรีบกลับไปที่สำนักศึกษาเพื่อไปดูถังฉือหรงอีกครั้ง และอาจเป็นเพราะช่วงนี้โรงเหล้ามีเรื่องยุ่งให้ต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้แม้แต่คุณนายโจวที่ละเอียดรอบคอบมาตลอดก็มองความผิดปกติของลูกชายไม่ออก ส่วนท่านลุงสี่นั้นหลังจากกลั่นเหล้าเสร็จเขาก็วิ่งวุ่นไปทั่วหมู่บ้านเพื่อหาผลไม้ชนิดอื่นที่จะสามารถนำมาต้มเหล้าได้ จนวันต่อมาเขาก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ เมื่อบอกกับถังฉือเย่ว่าพบต้นหยางเหมยต้นหนึ่งในหมู่บ้านชิวสุ่ยที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เขาไปดูมาแล้วมันกำลังสุกพอดี


    ถังฉือเย่ดีใจมากวางแผนว่าจะทำเหล้าบ๊วยกลั่นออกมา ซึ่งจะต้องขายดีมากแน่นอน เพราะสีของสมุนไพรเหล้าบ๊วยที่กลั่นออกมามันทั้งเข้มและแดงมาก สีจะอ่อนกว่าเหล้าองุ่นนิดหน่อยแต่รสชาติดีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นนางจึงบอกทุกคนให้เตรียมตัวเพื่อจะได้ไปดูพร้อมกัน 


    ดังนั้นในตอนเช้าตรู่จึงพาถังจวิ้นเชินไปส่งที่สำนักศึกษาก่อน จากนั้นพวกเขาก็ไปที่หมู่บ้านชิวสุ่ยกันต่อทันที ต้นหยางเหมยอยู่บนเนินเขาของหมู่บ้านว่ากันว่าเป็นของคนสกุลหลี่ปลูกเอาไว้ ดูแล้วมีราว ๆ สามสี่สิบต้น ครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงหมดแล้ว และคนในครอบครัวเขาจะต้องออกมาขายมันในทุก ๆ เช้า


    ถังฉือเย่พูดเป็นเชิงปรารภว่า “พวกเราจะทำเท่าไหร่กัน หากจะกลั่นเหล้าสักร้อยไห ก็ต้องจองหยางเหมยของเขาไว้ก่อนประมาณสามสิบต้น” 


    ทันทีที่นางกล่าวก็ทำเอาคุณนายโจวตกใจ “เหล้าร้อยไห!” 


    “ใช่แล้วท่านป้า เหล้าร้อยไหถือว่าไม่มาก ครั้งก่อนตอนข้าเข้าไปในเมืองข้าได้ยินมาว่า โรงเหล้าเล็ก ๆ ธรรมดายังสามารถขายเหล้าได้เกือบสิบไหภายในวันเดียว”  หญิงสาวกล่าวพลางเหลือบไปมองทางชายหนุ่มทั้งสองคน 


    “ข้ายังไม่ได้ถามพวกท่านเลย ครั้งนี้กลั่นได้เท่าไหร่?”


    ท่านลุงสี่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “เท่าที่เรากลั่นได้ ก็มี....ประมาณห้าสิบไห” 


    ถังฉือเย่ขมวดคิ้วกำลังจะกล่าวบางอย่าง แต่ฉีจิงหยุดนางไว้เสียก่อน “อาเย่ เจ้าไม่ต้องรีบร้อนไป ต้องให้คนอื่นได้เห็นผลลัพธ์มันก่อน แล้วความกล้าความมั่นใจมันจะเพิ่มขึ้นมาเองเรื่อย ๆ เงินก็จะได้หมุนเวียน” 


    เมื่อได้ยินคำพูดของฉีจิง คุณนายโจวซึ่งเห็นด้วยจึงเสริมว่า “พวกเราคงไม่อ้วนในคำเดียวหรอก อีกอย่างกลั่นเหล้าก็ต้องใช้ธัญพืช ต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง”


    “เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกเย่เอ๋อร์” ท่านลุงสี่พูดขึ้นบาง “พวกเขาขายผลหยางเหมยที่นี่ทุกวัน เราไม่จำเป็นต้องบอกพวกเขาก่อนล่วงหน้า เมื่อถึงตอนนั้นมันก็ยังมีขายอยู่ อีกอย่างแม้ว่าจะไม่มีหยางเหมย ก็ยังมีผลไม้ชนิดอื่นอีก หมู่บ้านใกล้ ๆ ยังมีต้นผีผา และอีกสองเดือนก็ยังมีผลฉางฉู่” 


    ‘ฉางฉู่’ หรือเรียกอีกอย่างว่ามะเฟืองนั้นปลูกไว้ที่นี่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นผลไม้ที่เหมาะแก่การกลั่นเหล้าผลไม้มากทีเดียว ดังนั้นถังฉือเย่จึงพยักหน้ารับและไม่ได้พูดอะไรอีก 


    ราชวงศ์ต้าเยี่ยนนี้ร่ำรวยมากเพราะตั้งอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม เสบียงอาหารจึงอุดมสมบูรณ์ กิจการเหล้าก็ไม่แออัด นอกจากมาตรการยกเว้น ‘ห้ามดื่มกันเป็นกลุ่ม’ แล้วก็ไม่ได้ผูกขาดการค้าเหล้าแต่อย่างใด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือทางราชสำนักไม่ได้ผูกขาดเหล้าทั้งหมดหรือบางส่วน ภาษีของเหล้าก็ไม่สูงจนเกินไปนัก จึงเหมาะสมสำหรับการผลิตเหล้าขายเป็นอย่างมาก 


    ตัดสินใจได้ดังนี้ถังฉือเย่จึงพยักหน้า และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเมื่อถึงตอนนั้นก็อย่ามาหาว่าข้าไม่บอกก่อนละกัน” 


    เมื่อเห็นนางยิ้ม ท่านลุงสี่และคุณนายโจวต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงได้เชื่อใจเด็กสาวคนนี้ขนาดนี้ ทันทีที่เห็นนางขมวดคิ้วก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที และเป็นท่านลุงสี่ที่พูดขึ้นว่า


    “พวกเราทำกันไปเรื่อย ๆ อีกอย่างเราก็ไม่ได้มีเงินทุนมากมายขนาดนั้น”


    “เรื่องเงินน่ะข้าพอมี” ฉีจิงบอกเสียงนิ่ง ๆ ถังฉือเย่หันไปคุยกับเขาว่า 


    “เช่นนั้นก็ซื้อหยางเหมยไปจำนวนหนึ่งก่อน เมื่อไปถึงในเมืองก็ค่อยซื้อเครื่องยาจีน ข้าจะลองทำสูตรของคราวที่แล้วก่อน” 


    หลังจากได้ข้อสรุปแล้ว ท่านอาสี่จึงลงไปเจรจากับใครบางคนแล้วซื้อผลหยางเหมยมาตะกร้าหนึ่ง จากนั้นก็ขับรถม้าไปยังตัวเมืองเพื่อซื้อเครื่องปรุงยาจีน 


    ถังฉือเย่ก็ได้ซื้อข้าวของอื่นอีก เมื่อนึกถึงถังฉือหรงที่ไม่ได้กลับมาในวันหยุด นางจึงคิดว่าไปหาเขาที่ร้านหนังสือ คุณนายโจวยิ้มอย่างรู้ทัน 


    “จะไปดูอะไรกัน พวกเขากำลังอ่านหนังสือ หากเราไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปรบกวนพวกเขาเลย” 


    ท่านลุงสี่เสนอว่า “เวลาที่ยังเหลือนี่ พวกเราไปจับปลาที่บึงน้ำเสี่ยวเยว่กินกันเถอะ” 


    เมื่อทุกคนเห็นตรงกัน ถังฉือเย่จึงไม่พูดอะไรแล้วขึ้นรถม้าไป ซึ่งในขณะที่รถม้าของพวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนออกห่างจากตัวเมืองไปเรื่อย ๆ นั้นถังจวิ้นเชินก็กำลังปรึกษากับยามเฝ้าหน้าประตูด้วยน้ำเสียงร้อนรน 


    “เพื่อนร่วมชั้นข้าไม่สบาย เขาตัวร้อนมาก ข้าจะออกไปตามหมอมาดูสักหน่อย” 


    “ไม่ได้” ยามเฝ้าประตูกล่าวอย่างเย็นชา “สำนักศึกษาไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไป หากเจ้าจะออกไป ก็ต้องรายงานต่อผู้ดูแลก่อน” 


    ถังจวิ้นเชินพูดขอร้องจนปากเปียกปากแฉะ วิ่งไปมาตั้งหลายครั้ง จนในที่สุดเขาก็ออกมาได้ เขาซื้อยามาจำนวนหนึ่ง แต่หลังจากที่ต้มยาแล้วป้อนให้ถังฉือหรงดื่มจนถึงช่วงกลางดึก อุณหภูมิความร้อนของถังฉือหรงก็ยังไม่ลดลงเลยสักนิด เขาจึงพูดกับคนป่วยด้วยความร้อนใจว่า


    “หากพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้น ข้าจำเป็นต้องหาคนให้ส่งข่าวกลับไปแล้ว”


    ถังฉือหรงยิ้มอย่างขมขื่นพยายามดันตัวลุกขึ้น พลางดื่มน้ำไปสองอึก “เย่เย่ยังเด็กนัก ท่านแม่ก็...เป็นเช่นนั้น เจ้าส่งข่าวกลับไปจะมีประโยชน์อะไร ข้าแค่ไม่สบายนิดหน่อย พักสักคืนก็ดีขึ้นแล้ว เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเสียไม่ต้องเป็นห่วงข้า”


    ถังจวิ้นเชินไม่มีทางเลือก เขาทำได้เพียงขอร้องฝากฝังถังฉือหรงไว้กับเพื่อนร่วมห้องอีกคน จากนั้น ก็ออกมาด้วยความเป็นกังวลที่ไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อโรงเหล้าเล็ก ๆ ของครอบครัวที่เฟื่องฟูมากเมื่อหลายปีก่อน แต่มาสองปีให้หลังนี้กลับย่ำแย่ลงทุกวัน 


    ชายหนุ่มมองออก แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรมาก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเอ่ยปากขอเงินเพิ่มจากพ่อแม่เลย ได้แต่อยู่อย่างอัตคัดขัดสนจนถึงตอนนี้ แม้ว่าการเชิญท่านหมอมาดูถังฉือหรงก็ยังยากลำบากอยู่มาก ดังนั้นจึงทำได้เพียงหวังแค่ว่า...ในพรุ่งนี้ถังฉือหรงจะอาการดีขึ้น!

    .

    .

    .


    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่ ที่คุณอ่าน