บทที่ 51 เสี่ยวเอ้อร์ห่อกลับบ้าน!
เวินฉิงวางตะเกียบในมือลงด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย
นางถอนหายใจแล้วพูดว่า “เมื่อก่อนตอนที่ข้าไม่มีอะไรทำ ข้าก็เอาแต่คิดว่าอยากให้ถึงวันคล้ายวันเกิดเร็ว ๆ ข้าจะได้มากินอาหารที่ร้านของศิษย์พี่ฉวีถิงที่นี่”
“แต่พอได้กินจริง ๆ กลับรู้สึกว่าอาหารที่นี่ก็รสชาติธรรมดา”
“สู้ฝีมือศิษย์น้องก็ไม่ได้”
“รู้เช่นนี้สู้กลับไปฉลองที่ยอดเขาไผ่รำพันของเราก็ดี ยังประหยัดเงินได้ตั้งห้าร้อยหินวิญญาณ”
เซียวอวิ๋นที่มองดูอาหารอันประณีตเต็มโต๊ะก็รู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังศิษย์พี่เวินฉิงพูดชมเสียจนเกินจริง ทำให้ในใจเขาก็คาดหวังกับอาหารที่นี่ไว้ไม่น้อย
แต่พอได้กินจริง ๆ ก็รู้สึกธรรมดา ๆ
แม้ว่ารสชาติจะใช้ได้ แต่เมื่อเทียบกับอาหารที่เขาทำมันก็ยังขาดอะไรบางอย่างไป
ส่วนใหญ่เป็นเพราะอาหารที่นี่เป็นแบบดั้งเดิม ไม่มีการปรุงแต่งรสชาติด้วยเครื่องปรุงใด ๆ
กินแล้วจึงไม่มีความรู้สึกที่กระตุ้นประสาทสัมผัสมากนัก
ในชาติที่ผ่านมานั้น หลายคนต่างแสวงหารสชาติของอาหารที่แท้จริง
แต่เมื่อลองไม่มีการปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศ รสชาติของอาหารกลับไม่ได้อร่อยอย่างที่จินตนาการไว้
แม้ว่าวัตถุดิบนั้นจะสดอร่อยเพียงใด การเพิ่มเครื่องปรุงในปริมาณที่เหมาะสมก็จะทำให้อาหารนั้นอร่อยยิ่งขึ้นอีก
เซียวอวิ๋นและเวินฉิงสั่งอาหารไปห้าอย่าง กับซุปอีกหนึ่งอย่าง หมดเงินไปห้าร้อยหินวิญญาณ ทำให้เซียวอวิ๋นเจ็บใจไม่น้อย
เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เซียวอวิ๋นก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องหนึ่งที่ลืมไป
จงเทียนเหยียนยังรอพวกตนอยู่ที่ยอดเขาไผ่รำพัน
เซียวอวิ๋นอ้างว่าจะทำอาหารกลางวันเลี้ยงจงเทียนเหยียน จึงได้ออกมาจากยอดเขาไผ่รำพัน
ทำไมข้าถึงได้ลืมเรื่องนี้ไปได้น่ะ?
เซียวอวิ๋นวางตะเกียบ แล้วพูดกับเวินฉิงว่า “ศิษย์พี่ กินอิ่มแล้วหรือยัง?”
เวินฉิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม พวกเราไปกันเถิด ข้าจะพาเจ้าไปชมสำนักกระบี่วิญญาณ”
“ได้ แต่ว่าศิษย์พี่จงยังไม่ได้กินข้าวเลย พวกเราห่ออาหารที่เหลือพวกนี้ไปให้ศิษย์พี่จงดีกว่า”
เวินฉิงมองอาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะด้วยความลำบากใจแล้วพูดว่า “นี่...จะเอาพวกนี้ไปให้ศิษย์พี่จ้งกินจริง ๆ หรือ? มันไม่ค่อยดีกระมัง?”
ถึงแม้อาหารที่นี่จะไม่เป็นอย่างที่เวินฉิงและเซียวอวิ๋นหวังไว้ แต่ก็ถือว่าอร่อยใช้ได้
ทั้งคู่ทานจนเกือบหมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้เหลืออะไรมากมาย
เซียวอวิ๋นยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร เอาอาหารพวกนี้มารวมกันก็จะได้อาหารจานหนึ่งแล้ว ข้าจะเอาไปปรุงเพิ่มอีกหน่อย ก็พอให้ศิษย์พี่จ้งกินได้แล้ว”
เวินฉิงรู้สึกอายเล็กน้อย พลางตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ว่า “ถ้าเช่น…นั้น ก็ได้”
"เสี่ยวเอ้อร์ ห่อกลับบ้าน!"
…
ยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ หอกระบี่!
เสี่ยเจิ้งเฟิง ประมุขแห่งยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ กำลังนั่งหลับตาบำเพ็ญตนอยู่ในหอกระบี่
ทันใดนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนขึ้นมาบนหอกระบี่
“ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” หานอี้ ศิษย์เอกของยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์รีบร้อนเดินเข้ามา
เสี่ยเจิ้งเฟิงไม่ได้ลืมตาขึ้นแม้แต่น้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เกิดอันใดขึ้น? มีพวกมารมารุกรานสำนักกระบี่วิญญาณของเราหรือ?”
ราวกับว่าต้องการที่จะออกจากฝัก เพื่อไปต่อสู้กับพวกมารจากนิกายมาร!
หานอี้รีบส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ม...ไม่ใช่ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าพวกมารจากศาสนาปีศาจมารุกรานสำนักกระบี่วิญญาณเสียอีก ในสุสานกระบี่เกิดเรื่องขึ้นแล้ว! ศิษย์พี่หลิวต๋าถูกคนฟันหน้าอกในสุสานกระบี่ ยามนี้อาการสาหัสยิ่งนัก ไม่รู้ว่าศิษย์พี่หลิวจะมีชิวิตรอดหรือไม่!”
เสี่ยเจิ้งเฟิงก็ยังคงไม่ลืมตา เพียงแต่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “พวกไร้ความสามารถ ฝึกวิชาไม่ดี ก็ต้องรับกรรมไปเอง เรื่องนี้เป็นฝีมือของศิษย์คนใดของศิษย์พี่ท่านใด?”
กระบี่นับร้อยในหอกระบี่หยุดความวุ่นวายลงในทันที แล้วกลับสู่ความสงบดังเดิม
“เรียนท่านอาจารย์ เป็นฝีมือของศิษย์จากยอดเขาไผ่รำพันของท่านอาเหยียน!”
เสี่ยเจิ้งเฟิงเอ่ยว่า "ที่แท้เป็นเวินฉิงคนนั้นหรือ? หลิวต๋าพ่ายแพ้ให้กับนางก็มิใช่เรื่องแปลกนัก"
“แต่เวินฉิงนั้นปกติเป็นคนอ่อนโยน ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกับศิษย์ร่วมสำนัก พวกเจ้าไปรังแกนางอย่างไร ถึงทำให้นางโกรธได้ถึงเพียงนี้ จนต้องลงมือทำร้ายคนที่ยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ซ้ำยังลงมืออย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้?”
“ท่านอาจารย์เข้าใจผิดแล้ว ศิษย์น้องเวินฉิงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้นได้แน่นอน เป็นฝีมือของศิษย์ใหม่จากยอดเขาไผ่รำพัน เซียวอวิ๋น!”
บนใบหน้าที่เรียบเฉยของเสี่ยเจิ้งเฟิง ในที่สุดก็ปรากฏร่องรอยของอารมณ์ออกมา
เขาลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในดวงตาเหมือนมีแสงกระบี่พุ่งออกมา จนทำให้คนไม่กล้าสบตา
"ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามายังยอดเขาไผ่รำพันเช่นนั้นหรือ? คนที่มีรากฐานวิญญาณผสม?" เสี่ยเจิ้งเฟิงถามด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม
"ขอรับอาจารย์ ก็คือศิษย์ที่มีรากวิญญาณผสมคนนั่น" หานอี้ตอบด้วยเสียงต่ำ
“ถึงกับถูกศิษย์ใหม่ที่มีรากวิญญาณผสมฟันจนท้องแยกออกจากกัน ช่างน่าอับอายขายหน้ายอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของเราเสียจริง!”
“ต่อให้หลิวต๋าตายไป ข้าก็ไม่มีหน้าไปหาศิษย์น้องเหยียนที่ยอดเขาไผ่รำพัน”
“ศิษย์เอกของยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ถึงกับถูกศิษย์ใหม่ที่มีรากวิญญาณผสมฆ่าตาย ตายก็ดีแล้ว จะได้ไม่เป็นที่อับอายของยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา!”
เสี่ยเจิ้งเฟิงหลับตาลงอีกครั้ง ไม่สนใจหานอี้ที่อยู่เบื้องล่างอีกต่อไป
เหงื่อเย็นไหลท่วมหน้าผากหานอี้ราวกับฝนตก แต่เดิมเขาตั้งใจที่จะใช้สถานการณ์ที่หลิวต๋าได้รับบาดเจ็บ เล่าเรื่องเกี่ยวกับกระบี่พิฆาตมังกรที่ถูกขโมยไปให้กับอาจารย์ฟัง
แต่มองเห็นได้ว่าอาจารย์ไม่มีอารมณ์ที่จะสอบถามต่อ หานอี้จึงจำต้องรวบรวมความกล้าแล้วกล่าวต่อไปว่า "ท่านอาจารย์ ข้ามีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องรายงาน"
เสี่ยเจิ้งเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “มีอะไรก็รีบพูดมา”
“กระบี่พิฆาตมังกรในสุสานกระบี่ถูกคนเอาไปแล้ว!” หานอี้พูดด้วยเสียงต่ำ
"ว่าอย่างไรนะ?" เสี่ยเจิ้งเฟิงตะโกนเสียงดังพลางลุกขึ้นยืน
กระบี่วิเศษนับร้อยในหอกระบี่สั่นสะเทือนขึ้นพร้อมกัน บางเล่มถึงกับส่งเสียงคำรามออกมา
ดูเหมือนทุกเล่มต่างก็อยากจะรีบออกไปกับเสี่ยเจิ้งเฟิงเพื่อสู้กับศัตรูเสียแล้ว!
เมื่อเสี่ยเจิ้งเฟิงกวาดมือเพียงครั้งเดียว พลันเสียงกระหึ่มใสกังวานของกระบี่ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า กระบี่จิงหงโผล่ออกมาจากฝัก กลายเป็นแสงวาวหนึ่งวูบพุ่งเข้าสู่มือของเสี่ยเจิ้งเฟิง
เสี่ยเจิ้งเฟิงพริบตาเดียวก็ปรากฏตัวต่อหน้าหันอี้ ถามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เป็นพวกมารจากนิกายมารใดที่แอบเข้ามาในยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา แล้วขโมยกระบี่พิฆาตมังกรไป? พวกมันหนีไปทางใด? เรื่องนี้เหตุใดถึงไม่รีบรายงานให้ข้ารู้!”
หานอี้ไม่เคยเห็นท่านอาจารย์แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวเช่นนี้มาก่อน รู้สึกกลัวจนตัวอ่อนแรง เหงื่อไหลพลั่กเหมือนฝนตก
เขาพลางพูดด้วยเสียงสั่นว่า “ม...ไม่ใช่ฝีมือของคนจากนิกายมาร...เป็น...เป็นฝีมือของเซียวอวิ๋นจากยอดเขาไผ่รำพัน”
เสี่ยเจิ้งเฟิงราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มองหานอี้ด้วยสีหน้าไม่เชื่อสายตาแล้วถามว่า
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? พูดอีกที ผู้ใดเอากระบี่พิฆาตมังกรไป?”
“เป็น...เป็นศิษย์จากยอดเขาไผ่รำพัน เซียวอวิ๋นขอรับ”
“ไอ้คนที่มีรากวิญญาณผสมคนนั้นน่ะหรือ?”เสี่ยเจิ้งเฟิงถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง
“ขอรับ เป็นศิษย์คนนั้นขอรับ” หานอี้เช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผากแล้วตอบ
เสี่ยเจิ้งเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบถามอย่างร้อนรน “มันเป็นคนของจากนิกายมารปีศาจหรือ? ถึงได้แทรกซึมเข้ามาในยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา แล้วขโมยกระบี่พิฆาตมังกรของเราไป!”
“มันหนีไปทางใด!?” เสี่ยเจิ้งเฟิงซักถามต่อ
เขาประมาทเกินไปแล้ว เขาไม่เคยคิดเลยว่าสายลับจากนิกายมารจะแฝงตัวเข้ามาในสำนักกระบี่วิญญาณได้ โดยที่ท่านเจ้าสำนักและประมุขยอดเขาทั้งหลายก็ไม่รู้ตัว
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป มันจะเป็นความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ของสำนักกระบี่วิญญาณอย่างแน่นอน!
หานอี้กลืนน้ำลาย แล้วอธิบายด้วยความระมัดระวังว่า “ม...มัน...มันไม่ได้หนีขอรับ...ตอนนี้ศิษย์น้องเวินฉิงจากยอดเขาไผ่รำพัน กำลังใช้กระบี่พิฆาตมังกรพาศิษย์เซียวอวิ๋นเหาะเล่นอยู่บนท้องฟ้าของสำนักกระบี่วิญญาณขอรับ…”
เสี่ยเจิ้งเฟิงถึงกับตะลึงงัน!
เรื่องนี้มันอะไรกันเนี่ย?