ภายในราชสำนักตอนนี้ดูวุ่นวายสับสน เมื่อมีข่าวลือแพร่ออกมามากมายว่า ท่านประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬหรือจักรพรรดิปีศาจที่ยิ่งใหญ่ ขนคนมาเป็นกองทัพเพื่อมาที่แคว้นหนาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฮ่องเต้หนานกงชิงต้องเรียกเหล่าข้าราชบริพารทุกคนมาประชุมอย่างเร่งด่วน
ปัญหาภัยแล้งที่ยาวนานมาหลายปีก็ยังแก้ไขไม่ได้ แล้วยังมีเรื่องของจักรพรรดิปีศาจเข้ามาอีก จะไม่ให้พระองค์ไม่เป็นกังวลได้อย่างไร
“เหตุใดท่านประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬถึงมาที่แคว้นหนาน มีใครจะให้คำตอบเจิ้นได้บ้าง”
สุรเสียงแหบพร่าดังก้องไปทั่วท้องพระโรง บ่งบอกอารมณ์ของโอรสสวรรค์ในตอนนี้ได้อย่างดี ข้าราชบริพารทั้งหมดต่างก้มหน้าก้มตาเหงื่อตกเมื่อพวกเขา ไม่อาจตอบคำถามพระองค์ได้ พวกเขาพยายามส่งคนไปสืบแต่ไม่ได้เรื่องอะไร จะได้เรื่องได้อย่างไรนี่มันพรรคพยัคฆ์ทมิฬนะไม่ใช่สวนหลังจวน ใครจะกล้าเข้าไปสืบข่าว หากถูกจับได้ขึ้นมาไม่เพียงตายคนเดียวอาจต้องตายทั้งตระกูล ขนาดพระองค์ที่เป็นฮ่องเต้ยังไม่กล้า แล้วพวกเขาเป็นใคร เป็นแค่ข้าราชบริพารตัวเล็กๆจะหาญกล้าไปยุ่งกับ จักรพรรดิ์ปีศาจคนนั้นได้อย่างไรกัน
“เสด็จพ่อลูกขอไปคาราวะท่านประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬเองพะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทหนานกงอี้ก้าวขึ้นมาขอประทานอนุญาตต่อองค์ฮ่องเต้ ไปคารวะท่านผู้นั้นด้วยตัวเอง เพราะเขาเองได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นี้มานาน หากมีโอกาสเขาก็อยากจะไปทำความรู้จัก ไม่แน่ว่าที่เขามาที่นี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็เป็นได้
“แล้วท่านผู้นั้นจะยอมให้เจ้าเข้าพบอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของพระองค์ตอนนี้กลัดกลุ้มยิ่งนักด้วยรู้ว่าคนผู้นั้นกระทำการใดแล้วแต่อารมณ์ หากกระทำการใดไม่ถูกใจ คนผู้นั้นนั่นหมายความว่าตำแหน่งฮ่องเต้ที่พระองค์นั่งอยู่ อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชีวิตของพระองค์เลย ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคิดอะไรอยู่ในใจบ้างพระองค์เดาไม่ออกเลยว่าแคว้นเล็กๆของพระองค์มีอะไรให้คนผู้นั้นสนใจ
หนานกงอี้เข้าใจความคิดของเสด็จพ่อ ตัวเขาเองก็กังวลใจกับข่าวลือที่ได้ยินมา ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดาเลยสักเรื่อง การฆ่าใครสักคนโดยไม่เอ่ยถามเรื่องราวมาก่อน เพียงแค่หากใครทำให้ไม่พอใจก็จะลงมือทันที ถึงจะคิดแบบนั้นก็ตาม แต่เขาก็ยังอยากพบคนผู้นั้นอยู่ดี
ตอนนี้เขามีแผนการบางอย่าง หากว่าเขาสามารถทำให้ประมุขพรรคผู้นั้นพอใจยอมเป็นคนหนุนหลังของเขาได้ ถึงเขาจะยังไม่ได้เทพธิดาแห่งแคว้นมา ชื่อเสียงของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น อีกอย่างเขายังต้องการยาต้านพิษของคนผู้นั้นอยู่ เพื่อจะลงไปตามหานางด้วยตัวเองจึงตัดสินไปพบคนที่น่าหวั่นเกรงอย่างคนผู้นั้น
“ลูกจะลองดู หากว่าเรามีผลประโยชน์ให้เขาดีพอลูกคิดว่าท่านผู้นั้นคงไม่อาจปฏิเสธเราได้แน่นอนพะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยดูราบเรียบอ่อนโยนที่เปล่งออกมา ชวนให้พระองค์สบายพระทัยขึ้นมาก พระองค์มองไปที่พระโอรสที่ทรงโปรดปรานคนนี้ด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าหล่อเหลางดงามประดุจหยกเนื้อดี รอยยิ้มอ่อนโยนชวนให้รู้สึกดี ถึงแม้ร่างกายจะไม่หนา ใหญ่โตเหมือนโอรสคนอื่นๆ ของพระองค์ แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมากลับทำให้รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ พระองค์เชื่อว่าหากหนานกงอี้ไปขอพบ คนผู้นั้นอาจจะไม่ปฏิเสธ
“เรียนท่านประมุขขอรับ องค์รัชทายาทหนานกงอี้ส่งเทียบมา ขอเข้าพบขอรับ”
เว่ยหานฟงยกยิ้มมุมปากแววตาหรี่ลง
“มาขอพบข้างั้นรึ ดีจริงข้ายังไม่ได้ไปหา หากแต่มาหาข้าถึงที่นี่ หากว่ามันอยากจะมาให้มา”น้ำเสียงเจือไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยัน ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น
“ออกไปบอกว่าอีกสองวันให้มาพบข้าที่นี่”
คนผู้นี่คือคนที่ขอให้ฮ่องเต้แคว้นหนานลงโทษประหารครอบครัวของเหยาเอ๋อร์ของเขาทั้งตระกูล ฆ่าพ่อตาแม่ยายที่เขาไม่มีโอกาสได้พบ แล้วยังคิดจะแย่งนางไปจากเขาอีก แล้วจะให้อยู่ร่วมโลกกันได้อย่างไร ไม่ฆ่าวันนี้ก็โชคดีของมันแล้ว วันนี้เขาพึ่งทำความเข้าใจกับนางไม่อยากทำอะไรโดยไม่ถามไถ่นางก่อน นี่คือความแค้นของนาง เขาจะให้นางตัดสินใจเอง ตัวเขาพร้อมอยู่ข้างนางอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
‘แต่ความไม่พอใจที่มันกล้าคิดมาแย่งนางจากข้าก็ไม่เกี่ยวกับนางเช่นกัน หากข้าอาจจะพลาดพลั้งมือฆ่าใครตายสักคน! '
ดวงตาเว่ยหานฟงตอนนี้เต็มไปด้วยความร้ายกาจฉายชัดออกมา ทำเอาองครักษ์ข้างกายอย่างชิงสือถึงกับปาดเหงื่อ
‘องค์รัชทายาทผู้นี้ช่างกล้านัก กล้าคิดแย่งผู้หญิงกับท่านประมุขช่างไม่เจียมตนเองบ้างเลย'
ชิงสือคิดสงสารองค์รัชทายาทของแคว้นหนานอยู่ในใจไม่รู้ว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าตัวเขากำลังหาเรื่องย้อนเกล็ดมังกรของท่านประมุขโดยไม่รู้ตัวถ้าหากองค์รัชทายาทผู้นั้นรู้ เขาเชื่อว่าคงจะไม่มีทางคิดทำอะไรแบบนี้แน่นอน แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นไปแล้วตระกูลของฮูหยินถูกฆ่าไปหมดแล้ว เลือดก็คงต้องล้างด้วยเลือด ในเมื่อท่านประมุขตัดสินใจแล้วว่าคนผู้นั้นสมควรตายคงไม่สามารถมีใครเปลี่ยนใจท่านประมุขได้แล้ว