ตอนที่5 เอาล่ะ เข้าเื่กันเลยดีกว่า
ประดุจไฟร้อนรุ่มจุดติดอยู่ภายในใจของเธอ สีหน้าท่าทางของกู่หวานหวานแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เธอพ่นเสียงสั่งการอย่างเ็าไร้เมตตาขึ้นฉับพลัน
“แม่ เลิกงี่เง่าซะทีเถอะ”
หลัวจุนฮวาถูกลูกสาวตนเองดุใส่เช่นนี้ เธอรู้สึกเหมือนจิตใจแทบสลาย ร้องบอกเสียงสั่นอย่างเศร้าสร้อยว่า
“แม่ขอโทษ แม่ไม่ได้…”
“หุบปาก!!”
ทันใดนั้น พลันปรากฏร่างของชายคนหนึ่งร้องคำรามลั่นอยู่หน้าประตูห้อง
ซูหนี่เคลื่อนสายตามองติดตามไป ที่แท้ก็เป็กู่กัวเฉิง พ่อบุณธรรมของเธอนั่นเอง
กู่กัวเฉิงเป็หัวหน้านายช่างใหญ่ของโรงงานเหล็ก เพิ่งเลิกงานกลับบ้านมา และระหว่างทางก็บังเอิญได้ยินชาวบ้านแถวนั้นจับกลุ่มนินทากัน ได้ความว่าเกิดเหตุผิดปกติบางอย่างที่บ้านสกุลกู่ เหมือนว่ามีกลุ่มทหารจากทางการกำลังเข้าไปตรวจสอบอยู่
เขาใจสั่นระรัวขวัญผวาสุดขั้ว หรือเป็ไปได้มั้ยว่า ‘สิ่งๆนั้น’ ที่ซ่อนอยู่ภายในบ้านของเขาจะถูกค้นพบเข้าให้แล้ว?!
ซึ่งล่าสุดนี้เอง กองพันสังกัดหมู่บ้านหยุนเฉิงเพิ่งจะขุดรื้อคดีเก่าขึ้นมาสอบสวน ดังนั้น ในหมู่บ้านแห่งนี้กู่กัวเฉิงจำต้องระมัดระวังตัวมากเป็พิเศษ
ถีบขาตั้งจักรยานขึ้นแล้ว เขาก็ใช้สองเท้าเร่งปั่นกลับบ้านโดยเร็วที่สุด และเมื่อกลับมาถึงจึงพบว่า กลับเป็หลัวจุนฮวาเสียเองที่ปลุกระดมนำกลุ่มทหารพวกนี้ให้บุกมาค้นที่บ้าน!
นับว่าโชคยังดีที่เขาไม่ทันได้ตีโพยตีพายร้อนตัวไปเสียก่อน มิฉะนั้น เขาคงต้องซวยไปแล้วแน่ๆ!!
กู่กัวเฉิงเคยคิดเสมอมาว่า การจะเสาะหาหญิงสาวมาเป็ภรรยานั้น ควรเลือกคนที่โง่กว่าตน ยิ่งเป็พวกไม่มีสมองใช้แต่อารมณ์ได้ก็ยิ่งดี! เพราะผู้หญิงชั้นต่ำประเภทนี้ ล้วนง่ายต่อการรับมือและควบคุม แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่า เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริงๆ อีกฝ่ายกลับทำเื่โง่เขลายั่วโมโหเขาได้แทบทุกวัน!
ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของนังโง่นี่ก็คือ การให้กำเนิดบุตรสาวที่ฉลาดหลักแหลมกับเขาเท่านั้น!
ซูหนี่เฝ้าจับตามองเซิ่งเต๋าอันด้วยความระแวดระวัง ั์ตาคู่สวยปรากฏร่องรอยความกังวลฉายอยู่เต็มเปี่ยม
กู่กัวเฉิงไม่ใช่ตัวละครที่จะสามารถจัดการได้ง่ายนัก ตราบใดที่เขายืนกรานสั่งให้มีการตรวจสอบร่างกายของเธอขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นเื่ราวทุกอย่างก็จะถูกเปิดโปงในทันที
วินาทีเดียวกันนั้น เซิ่งเต๋าอันก็ก้าวเท้าฉับขึ้นมายืนขวางหน้า คอยเฝ้าปกป้องซูหนี่ที่อยู่ท้ายหลังอย่างเงียบๆ
เพราะเหตุอันใดก็หาทราบไม่ เมื่อซูหนี่พบเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่มีต่อเธอแล้ว กลับเป็เธอเสียเองที่แอบหน้าแดงเล็กน้อย และอดที่จะก้มหน้าเผยลักยิ้มเล็กๆกับตัวเองไม่ได้
กู่กัวเฉิงกระชากแขนหลัวจุนฮวาขึ้นจากพื้นอย่างรุนแรง ทั้งตวาดด่าใส่หน้า
“เป็บ้าเป็บออะไรขึ้นมาอีกล่ะ! เอาแต่ร้อง!ร้อง!ร้อง! ไสหัวกลับห้องตัวเองไปเดี๋ยวเลย! แล้วก็อย่าสะเออะออกมาเด็ดขาดถ้าฉันไม่อนุญาต!!”
สิ่งที่หลัวจุนฮวาหวาดกลัวที่สุดในชีวิตของเธอก็หาใช่ใดอื่น แต่เป็กู่กัวเฉิงนั่นเอง อีกฝ่ายเคยเป็ถึงนายทหารผ่านศึก ในอดีตเคยออกรบทั้งศึกใหญ่ศึกเล็กมานับครั้งไม่ถ้วน รัศมีความแข็งแกร่งฉาบเคลือบกลิ่นอายเหี้ยมโหดของเขา ทำให้เธอต้องสั่นสะท้านแทบบ้าทุกครั้งเมื่อถูกตะคอกใส่
“ฉะ-ฉัน…ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”
หลัวจุนฮวาวิ่งลงบันไดไปชั้นล่างด้วยใบหน้าที่เหี่ยวเฉาเศร้าโศก ขณะเดินผ่านหน้าผู้เป็สามียังต้องโค้งตัวลดศีรษะลงด้วยความหวั่นเกรงสุดหัวใจ
ก่อนลงบันไดจากไป แค้นนี้หลัวจุนฮวาไม่มีวันลืมเลือน เธอเหลียวหน้าจ้องเขม็งใส่ซูหนี่กับว่าที่ผัวของมัน พ่นคำสาปแช่งใส่คนทั้งคู่นับครั้งไม่ถ้วน ราวกับกำลังพูดคนเดียวผ่านอากาศ เธอร่ายยาวจนกระทั่งร่างหายลับสายตาไป
เมื่อสภาพการณ์เป็เช่นนี้ กู่หวานหวานจึงรีบเอ่ยขึ้นทันควัน
“พ่อคะ เดี๋ยวหนูลงไปดูแม่หน่อยดีกว่านะคะ”
“อืม”
กู่กัวเฉิงพยักหน้าอนุญาต
จากนั้น กู่กัวเฉิงจึงเคลื่อนสายตามองไปทางเฉินหยุนถิงเป็ลำดับต่อไป ทว่าคราวนี้หลงเหลือเพียงแค่รอยยิ้มที่แสนจริงใจและเป็มิตร
“สหายเฉิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ เป็เพียงเื่เข้าใจผิดกันเท่านั้น เพราะครอบครัวของเราไม่ได้สื่อสารกันให้ดี เื่ราวถึงได้บานปลายอย่างที่เห็น อ่อแล้วก็ ขอบใจมากที่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยลูกสาวของผมไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน บุญคุณครั้งนี้ พวกเราสกุลกู่นับว่าติดค้างครั้งใหญ่หลวง ไว้วันไหนว่างๆ ผมจะพาลูกสาวไปเยี่ยมที่บ้านใหม่นะ ยังไงก็ต้องขอบใจอีกครั้งจริงๆ”
ได้ยินคำพูดที่แสนลำเอียงเช่นนี้ ซูหนี่ก็อดที่จะกลอกตามองค้อนใส่อีกฝ่ายไม่ได้
วีรบุรุษที่แท้จริงในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานครั้งนั้น ยังจะเป็ใครอื่นไปได้อีกนอกจากเซิ่งเต๋าอัน?
แต่ก็อย่างว่า เ้าตัวมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเซิ่งเต๋าอันเท่าไหร่นัก
บอกได้คำเดียวว่า สมาชิกทุกคนในตระกูลกู่ล้วนมีแต่พวกตอแหลแสดงละครเก่งทั้งนั้น หน้าฉาก ทุกคนในโรงงานเหล็กต่างรู้จักพวกเขาในฐานะครอบครัวมากคุณธรรม ที่ชอบช่วยเหลือเผื่อแผ่ผู้คนเป็ที่สุด ส่วนเนื้อแท้น่ะเหรอ? พวกมันทั้งหมดล้วนหยิ่งผยองหัวสูงซะยิ่งกว่าอะไรดี!
สีหน้าท่าทางของเฉินหยุนถิงไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยังไว้หน้าและตอบกลับอีกฝ่ายอย่างสุภาพว่า
“สหายซู ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว พวกเราคงต้องขอตัวก่อนนะครับ”
พูดจบ เฉินหยุนถิงก็รีบจากไปพร้อมกับกลุ่มนายทหารอีกสองสามคนทันที สีหน้าแต่ละคนดูผิดหวังไม่สู้ดีนัก เพราะเดิมทีหมายมั่นตั้งใจไว้ว่า วันนี้จะต้องได้ผลงานติดไม้ติดมือกลับไปอย่างแน่นอน ทว่าที่ไหนได้ สุดท้ายพวกเขากลับคว้าน้ำเหลวกลับไป เสียเวลาเปล่าโดยแท้
กู่กัวเฉิงส่งแขกพ้นบ้านไปจนหมดเกลี้ยง ไม่มีเอ่ยปากถามไถ่รายละเอียดใดๆทั้งสิ้น เหตุเพราะกังวลว่า ความลับของตนอาจถูกเปิดโปงได้
ภายหลังที่ทุกคนจากไป กู่กัวเฉิงก็เอาแต่ยืนจ้องหน้าซูหนี่ใกล้ๆ ไร้ซึ่งคำพูดใดๆทั้งสิ้น บรรยากาศที่เงียบงันนี้ดำเนินผ่านไปอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยรู้สึกประหลาดใจ เหตุใดหญิงสาวตรงหน้าถึงได้ดูเปลี่ยนไป?
นี่เธอใช่คนเดิมคนเก่าที่เขาเคยรู้จักใช่มั้ย?
หรือเป็ไปได้ไหมว่า เมื่อครู่เธอแค่จงใจแกล้งทำให้เขาหวาดกลัว?
คิดได้เช่นนั้น ประกายตาชั่วร้ายของกู่กัวเฉิงก็ฉายแสดงขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสลับหน้ากากรับบทเป็พ่อผู้แสนดีดังเดิม
“อืม วันนี้เกิดเื่อะไรขึ้นงั้นเหรอ? ไม่สบายใจอะไรก็บอกพ่อได้นะ นี่ลูกคิดจะหมั้นหมายกับสหายเซิ่งคนนี้จริงๆเหรอ? แน่ใจแล้วใช่มั้ย?”
“ใช่ค่ะพ่อ สหายเซิ่งออกจะเป็คนดีไม่ใช่เหรอคะ? นอกจากสหายเฉินแล้ว เขาก็เป็อีกหนึ่งคนที่ช่วยเหลือในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานครั้งนั้น ทั้งยังเป็ทหารรับราชการอยู่ในกองทัพ มีหน้าที่คอยช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจด้วย หนูรู้สึกชื่นชมในตัวเขามากเลยล่ะค่ะ”
ซูหนี่สาธยายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่…”
กู่กัวเฉิงระบายเสียงที่ไร้กำลังเพราะความไม่แน่ใจ
จังหวะเดียวกันนั้น เห็นว่าเซิ่งเต๋าอันไม่ยอมไปไหนเสียที ซูหนี่จึงเร่งผลักแผ่นหลังของเขาออกไป
“สหายเซิ่งรีบกลับบ้านไปตระเตรียมของหมั้นเร็วๆเข้า เดี๋ยวทางนี้ฉันจะเป็คนคุยกับพ่อแม่เอง”
“อ่อ..อืม เข้าใจแล้ว”
เซิ่งเต๋าอันเข้าใจได้ในทันที หญิงสาวคนนี้กำลังช่วยเขาให้ลงจากหลังเสือ เสาะหาข้ออ้างเปิดทางให้เขาสามารถไปจากที่นี่ได้โดยไม่ต้องเสียหน้าอับอาย
จังหวะเดินผ่าน เขาลดศีรษะให้กู่กัวเฉิงกึ่งหนึ่ง พร้อมกล่าวอำลาเดินออกจากบ้านสกุลกู่ไป
เมื่อคนนอกออกไปพ้นบ้านจนหมดแล้วจริงๆ รอยยิ้มที่เคยดูใสซื่อไร้เดียงสาบนใบหน้าของซูหนี่ก็พลันอันตรธานหายวับไป ริมฝีปากขดตัวเผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยเยาะเล็กน้อย เธอพูดกับกู่กัวเฉิงด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
“เอาล่ะ เข้าเื่กันเลยดีกว่า”