“อยู่นี่!!”พอทุกคนเดินเข้ามาใกล้ก็เจอไช่เหอจงเข้าโดยบังเอิญ
พวกนั้นรีบประคองเขาขึ้นมา คนหนึ่งตบหน้าพลางตะโกนเรียก “เหล่าไช่!เหล่าไช่!!”
ไช่เหอจงค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา มองเห็นสหายทั้งสี่คนก็ยังงงงันเล็กน้อย“อ้าว? ลูกพี่? กลับมาทำไมกันล่ะแล้วนี่ฉัน...เกิดอะไรขึ้น”
“ฉันเองก็อยากถามนาย!” ชายหัวโล้นพูดขึ้น“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมนายถึงสลบไป”
“ฉัน...” ไช่เหอจงพยายามนึก ก่อนจะอุทาน “อ้า!ฉันนึกออกแล้ว! ฉัน...ฉันโดนอะไรบางอย่างฟาดเข้า!มันมีอะไรสักอย่างหล่นลงมาจากกำแพง...แล้วกระแทกใส่ฉันหัวฉันก็เลยไปโขกหินจนสลบไป... โอ๊ย... หัวฉัน... ตรงนี้แหละช่วยดูหน่อยว่าแตกหรือเปล่า”
“ไม่ต้องห่วง แค่โนขึ้นมาก้อนหนึ่งเท่านั้น!”ชายหัวโล้นบอก “แล้วอะไรที่มันหล่นลงมาล่ะ บอกมาให้ชัดเจนหน่อย!”
“ฉันก็เห็นไม่ชัด... น่าจะเป็นสัตว์อะไรสักอย่าง...มีสี่ขา...” ไช่เหอจงพูดพลางทำหน้าเจ็บปวด “โอ๊ย... ทำไมหน้าฉันก็เจ็บด้วยล่ะโดยเฉพาะตรงนี้...”
“เฮ้? มีรอยบางอย่างนะ!”มีคนสังเกตเห็นรอยบนแก้มซ้ายของไช่เหอจง จึงใช้มือถือส่องดู แล้วอุทานด้วยความตกใจ“เป็นรอยเท้าหมา!”
ไช่เหอจงถึงกับตะลึง “รอยเท้าหมา? ที่เล่นงานฉันเป็นหมาอย่างนั้นหรือเป็นไปไม่ได้...ฉันเห็นกับตาว่ามันกระโดดลงมาจากกำแพง!หมาอะไรจะเก่งถึงเพียงนั้น...”
มีคนเอ่ยขึ้นว่า “หรือว่าจะเป็นเจ้านั่น...ทิเบตันมาสทิฟ?”
ชายหัวโล้นส่ายหน้า “ไม่มีทาง! มันโดนปืนยาสลบไปแล้วจะปีนกำแพงได้ยังไง ต่อให้ไม่โดนก็ไม่มีทางกระโดดขึ้นกำแพงสูงขนาดนั้นได้อยู่ดี”
“แล้วที่เหล่าไช่ว่าเห็น...”
“ส่วนมากคงตาลาย หรือไม่ก็ตกใจจนเพ้อไปเอง”
ไช่เหอจงรีบค้าน “ไม่ใช่! ฉันเห็นจริงๆ นะ...”
“พอได้แล้ว! เลิกพูดเรื่องไร้สาระสักที!”ชายหัวโล้นโบกมือ “รีบไปหาหมาต่อเถอะ! ถ้าจับมันไม่ได้ แล้วคุณชายโจวไม่พอใจขึ้นมาพวกเราคงไม่ได้แม้แต่แดงเดียว!”
ชายอีกคนที่ยืนข้างๆ ถอนหายใจอย่างจนใจ “แต่ว่า...เราคลาดมันไปแล้วจะหายังไงต่อดีล่ะ...”
“มันโดนปืนยาสลบเข้าไปต่อให้ยังขยับได้ก็วิ่งไม่ไหวแน่! มันต้องยังวนเวียนอยู่แถวนี้แหละพวกเรากระจายกำลังหากัน! ติดต่อกันทางโทรศัพท์ตลอด!”
เห็นทีพวกนั้นจะกระจายตัวออกค้นหาซ้ำหนึ่งในนั้นดันมุ่งหน้าไปทางที่เจ้าทิเบตันมาสทิฟหนีไปพอดีอีก
สวี่มั่วอดขมวดคิ้วไม่ได้
ภารกิจยังไม่แจ้งว่าเสร็จสิ้น ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานแค่ไหนหากปล่อยให้พวกนี้ค้นกันต่อไป เกรงว่าจะเจอเจ้าทิเบตันมาสทิฟเข้าจริงๆ
คิดได้ดังนั้น สวี่มั่วก็มีแผนในใจ เขาก้าวออกมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่พร้อมจงใจทำเสียงดังเล็กน้อย แต่เพราะรอบด้านเงียบสงัดทำให้ไม่กี่คนที่อยู่ไม่ไกลต่างได้ยินชัด จนหันขวับมามองกันถ้วนหน้าแล้วก็เห็นเงาสุนัขแล่นวูบไปไกลลิบ
“อยู่ตรงนั้น!!”
“รีบตามไป!!”
ในจังหวะที่เหลือบไปเห็นเงาสุนัขพวกนั้นก็พลันมั่นใจทันทีว่านั่นแหละคือเป้าหมาย จึงไม่ทันได้คิดอะไรมากรีบกรูกันไล่ตามไปทันที
สวี่มั่วนำพวกนั้นวิ่งไปอีกทางอยู่หลายนาทีคอยควบคุมจังหวะไม่ให้ถูกทิ้งห่างเกินไป และไม่ปล่อยให้พวกนั้นเห็นตัวชัดเจนด้วยกำลังของเขาแล้ว แค่หลอกล่อคนไม่กี่คนเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นสนุก
[ติ๊ง! ภารกิจสำเร็จ ได้รับรางวัล 5,000 แต้ม]
ในที่สุด เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวของสวี่มั่วเขาอดยิ้มไม่ได้
ห้าพันแต้ม! ไม่เลวเลยทีเดียว!
เมื่อภารกิจเสร็จแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องเล่นต่ออีกสวี่มั่วเร่งฝีเท้า
วูบ
แวบเดียวก็ทิ้งสี่คนนั้นไปไกลลิบ
“อ้าว? หายไปไหนแล้ว”
“ไม่เห็นตัวเลย!”
“แม่มเอ๊ย! ทำไมไอ้ตัวนี้วิ่งเร็วขนาดนี้วะ!!”
พอพวกชายหัวโล้นรู้ว่าเป้าหมายหายตัวไปก็ทำได้แค่หยุดวิ่งหอบหายใจกันอย่างเหนื่อยอ่อน
ชายหน้าแหลมปากยื่นคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ลูกพี่... พวกเรา...พวกเราเหมือนจะไล่ผิดแล้วละ! ไม่ใช่ว่าเจ้ามาสทิฟนั่นโดนยาสลบไปแล้วหรอกเหรอจะเป็นไปได้ยังไงที่มันจะวิ่งเร็วขนาดนี้...”
คำพูดนี้ทำให้คนอื่นถึงกับชะงัก
ชายหัวโล้นโกรธจัด ฟาดมือลงไปที่ท้ายทอยของเขาทีหนึ่ง แล้วด่าลั่น“โถ่เว้ย! ทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้!!”
เมื่อครู่มัวแต่ไล่ตามจนไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย
ไช่เหอจงเช็ดเหงื่อพลางถาม “ลูกพี่... แล้วตอนนี้จะทำยังไงต่อดี”
ชายหัวโล้นสบถพลางบ่น “จะทำอะไรได้ล่ะ หาต่อสิวะ!ไม่งั้นจะเอาอะไรไปอธิบายคุณชายโจว!”
อีกด้านหนึ่งสวี่มั่วกลับมาที่ถนนแล้ว อารมณ์ดีที่ได้แต้มเพิ่มอีกห้าพันและสลัดเรื่องเมื่อครู่ทิ้งไว้เบื้องหลัง
สิ่งที่เขาทำได้ก็ทำไปหมดแล้วส่วนเจ้ามาสทิฟตัวนั้นจะหนีรอดได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของมันเอง
เมื่อแต้มในระบบเพิ่มขึ้นสวี่มั่วก็อดไม่ได้ที่จะอยากลองเสี่ยงโชคอีกครั้ง เขาเรียกหน้าจอระบบขึ้นมาแล้วเปิดไปที่หน้าจับสลากทันที