ตอนที่ 13 หนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยถูกทำลาย
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินคำพูดของแม่ผู้ให้กำเนิดเธอก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ไม่ได้ หนูต้องเอามันไปคืนตอนนี้ ถ้าหนูเอาไปคืนตอนบ่าย เถ้าแก่เ้าของร้านเขาก็ไม่รับแล้วหนูจะเอาเงินจากไหนไปเรียนมหาวิทยาลัยล่ะ !”
จางฉุ้ยจวินผลักจางฉุ้ยเหลียนลงไปกองกับพื้นจากนั้นก็ยกมือขึ้นมาชี้หน้าเธอ “เข้ามหาวิทยาลัย อะไร ๆ ก็เข้ามหาวิทยาลัยมันมีดีอะไรนักหนา เพราะพี่อยากจะเข้ามหาวิทยาลัย ถึงได้มาโวยวายในบ้านทุกวันจนทุกคนในบ้านรู้สึกอึดอัดกันหมดเอาแต่ทำเสียงดังตึงตังจนคนในบ้านไม่ได้หลับไม่ได้นอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันวิเศษมากนักรึไง !”
เมื่อพูดจบเขาก็โยนเครื่องเล่นเกมในมือลงไปบนพื้นจากนั้นเขาก็ใช้เท้ากระทืบสองสามทีแล้วเดินออกไป จางฉุ้ยเหลียนรีบลุกขึ้นและเดินเข้าไปตรวจสอบดูว่าเครื่องเล่นเกมพังไปแล้วหรือยัง
แต่ในตอนนั้นเองจางฉุ้ยจวินก็วิ่งเข้าไปในห้องของจางฉุ้ยเหลียน แล้วกวาดหาของไปทั่วทั้งห้องของเธอในที่สุดเขาก็เจอหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยที่วางอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอเขาจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วพุ่งตรงไปยังห้องครัวในทันที
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเห็นว่าเครื่องเล่นเกมนั้นยังใช้งานได้ยังไม่มีส่วนไหนพัง เธอจึงกอดมันไว้ด้วยความโล่งอก แต่ในตอนนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงจางฉุ้ยจวินะโออกมาจากในครัว“ฉันเผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของพี่แล้ว ฉันจะรอดูว่าพี่จะทำยังไงอะไรที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยฉันจะทำลายมันให้หมด ฉันจะไม่ให้พี่ได้เข้าเรียนที่ไหนได้อีกเลย!”
เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็พากันวิ่งเข้าไปในห้องครัวแต่มันก็สายไปเสียแล้ว เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเห็นหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของเธอถูกเผาเธอจึงได้พุ่งเข้าไปในกองไฟนั้น แต่หนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยก็ถูกเผาไปเกินกว่าครึ่งแล้วเธอจึงทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
ส่วนจางกว่างฝูและเช่าหวาต่างก็ใกับการกระทำของลูกชายและด้วยความที่พวกเขารู้อยู่ว่าการที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มันยากลำบากมากขนาดไหน
หลังจากที่จัดการเผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยแล้วจางฉุ้ยจวินก็เกิดรู้สึกกลัวขึ้นมาในใจ เขาจึงได้วิ่งเข้าไปกอดเช่าหวาเอาไว้แน่น เช่าหวากัดฟันด้วยความโกธรและตีเขาอย่างแรงไปทีหนึ่งจากนั้นก็เอ่ยถามจางฉุ้ยเหลียนว่า “ฉุ้ยเหลียน หนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยโดนเผาหมดแล้วจะทำยังไง? ไอ้หยา ในเมื่อมันเป็แบบนี้แล้ว แล้ว... แล้ว... เราจะขอหนังสือจากทางมหาลัยใหม่อีกรอบได้ไหม? ”
จางฉุ้ยเหลียนยังคงนั่งอยู่บนพื้นอย่างเหม่อลอย เธอไม่รู้ว่านี่เป็โชคชะตาของเธอรึเปล่าไม่ว่าเธอจะพยายามสักแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนโชคชะตาที่เธอไม่สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เลย
“ฉุ้ยเหลียน ! ” เช่าหวาดึงตัวลูกสาวที่กำลังตกอยู่ในอาการใจนนั่งนิ่งเหม่อลอยขึ้นมาจากพื้น
จางฉุ้ยเหลียนหยิบหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยที่ถูกเผาขึ้นมาก่อนจะปลายตามองไปทางน้องชายด้วยสายตาเกลียดชังทุกการกระทำของจางฉุ้ยจวินใน่หลายปีที่ผ่านมาได้หลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองของเธอราวกับภาพยนตร์ตัวเธอนั้นยอมแลกทุกอย่างเพื่อเขาอย่างไม่เสียใจ
ตอนนี้ชีวิตในอดีตและหลังจากที่ได้กลับมาเกิดใหม่มันก็ได้ผสานเข้าด้วยกันความกลัว ความกังวล ความหวาดวิตกรวมทั้งความไม่แน่นอนหลังจากที่เธอได้กลับมาเกิดใหม่ต่างก็ถูกกระตุ้นออกมาจนหมดสิ้น ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาเธอพยายามอย่างมากในการปกปิดความกังวลและไม่ปลอดภัยเหล่านี้ในใจของเธอมาโดยตลอด
ตอนนี้ทุกอย่างที่เธอคาดหวังไว้มันได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้วฟางเส้นสุดท้ายที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของจางฉุ้ยเหลียนก็ได้ถูกทำลายลงไปเช่นเดียวกัน
เธอแผดเสียงะโอย่างสุดกำลัง“จางฉุ้ยจวิน ! ฉันจะทำให้แกตายไปพร้อมกับฉัน ! ” เธอพูดพร้อมกับลุกขึ้นแล้วหยิบมีดหั่นผักที่วางอยู่ในครัวขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปหาจางฉุ้ยจวินในทันที
จางฉุ้ยเหลียนรีบวิ่งออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วเช่าหวาที่คอยให้ท้ายลูกชายของตัวเองมาตลอดจึงรีบเข้าไปจับขาของจางฉุ้ยเหลียนไว้พร้อมกับะโออกไปเสียงดัง“ฉุยเหลียน แกอย่าทำแบบนี้เลย !อย่า ! ”
จางฉุ้ยเหลียนเตะเช่าหวาออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีจากนั้นก็วิ่งออกไปยังลานหน้าบ้านราวกับคนบ้า มองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของจางฉุ้ยจวิน
เธอถือมีดหั่นผักพร้อมกับวิ่งออกจากบ้าน เธอถามหาแต่น้องชายของเธอด้วยความโมโห “เห็นจางฉุ้ยจวินไหม ? เห็นจางฉุ้ยจวินรึเปล่า ? ”
ตอนนี้เป็เวลาที่ทุกคนกำลังออกจากบ้านไปทำงานหรือบางคนหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จก็จูงเด็กน้อยออกไปเดินเล่นข้างนอกเมื่อเห็นจางฉุ้ยเหลียนนักเรียนมัธยมปลายคนนี้กำลังถือมีดเดินตามหาน้องชายของเธอไปทั่วทุกสรทิศก็มีบางคนชี้ไปยังทิศทางที่จางฉุ้ยจวินวิ่งไป
จางฉุ้ยจวินวิ่งหนีมาที่บ้านของหลี่หยวนเหอเมื่อเข้ามาในบ้าน เขาก็พุ่งตรงเข้าไปหาคนของตระกูลหลี่ที่กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ทันที“เร็ว ช่วยหาที่ซ่อนให้ฉันที พี่สาวฉันบ้าไปแล้ว จางฉุ้ยเหลียนกำลังจะฆ่าฉัน !”
หลี่หยวนเหอใขึ้นมาทันทีทันใดจากนั้นก็ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “อ่า ? ไม่มีทาง แค่เครื่องเล่นเกมเครื่องเดียว หล่อนถึงกับต้องฆ่านายเลยหรือ? ”
จางฉุ้ยจวินมองไปทางพ่อแม่ตระกูลหลี่พวกเขาก็มีอาการใไม่น้อย ก่อนจะพูดพึมพำขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักว่า “ก็ใครให้เธออยากขายเครื่องเกมของฉันล่ะ! ฉันโกรธมากเลยเผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของเธอทิ้ง”
“อ่า !” พ่อแม่ของหลี่หยวนเหอใยิ่งกว่าเดิม นั่นมันหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยเลยนะสำหรับพวกเขาแล้ว นั่นถือว่าเป็สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มาก หลายวันมานี้พวกเขาได้แต่อิจฉาตระกูลจางที่ลูกสาวได้กลายเป็นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย
“เด็กคนนี้ทำไมถึงได้สร้างเื่วุ่นวายได้ขนาดนี้ !” แม่ของหลี่หยวนเหอพูดกับจางฉุ้ยจวินด้วยความเกลียดชัง
ในตอนนั้นเองจางฉุ้ยเหลียนก็เดาเส้นทางที่จางฉุ้ยจวินจะหนีไปหลบซ่อนตัวได้เธอเดินดุ่ม ๆ อย่างน่าเกรงขามตรงไปยังเส้นทางนั้นในทันที นอกจากเธอแล้วยังมีกลุ่มคนเดินตามเธอมาอีกเป็จำนวนมากเพื่อตามมาดูเหตุการณ์นี้รวมทั้งพ่อแม่ของเธอที่กำลังตกอยู่ในอาการใจนสติกระเจิดกระเจิงก็เดินตามมาด้วยเช่นกัน
“จางฉุ้ยจวิน ! จางฉุ้ยจวิน!”จางฉุ้ยเหลียนวิ่งมาถึงหน้าบ้านของหลี่หยวนเหอ แล้วพุ่งเข้าไปะโเสียงดังภายในบ้านของตระกูลหลี่เพราะสายตาเธอดี เธอจึงเห็นเงาของจางฉุ้ยจวินที่อยู่ในบ้านจากทางหน้าต่างได้อย่างชัดเจน
เมื่อจางฉุ้ยจวินได้ยินเสียงของพี่สาวเขาก็เกิดอาการสั่นเทาไปทั่วทั้งตัวในทันที เขาะโขึ้นไปบนเตียงของตระกูลหลี่ก่อนจะเปิดหน้าต่างแล้วะโหนีไป
จางฉุ้ยเหลียนพุ่งเข้าไปในบ้านพร้อมกับถือมีดราวกับคนบ้า ก่อนจะถามขึ้นด้วยความโกรธว่า “จางฉุ้ยจวินล่ะ หมอนั่นไปทางไหนแล้ว? ”
เธอก้าวเท้าเข้าไปใกล้หลี่หยวนเหอทีละก้าว ๆ หลี่หยวนเหอใกลัวจนฉี่ราดกางเกง ความจงรักภักดีต่อเพื่อนเมื่อสักครู่นี้หายไปจนหมดสิ้นจากนั้นเขาก็ชี้ไปทางหน้าต่างด้วยความหวาดกลัว “เขาหนีไปทางนั้นแล้ว !”
จางฉุ้ยเหลียนะโขึ้นไปบนเตียง จากนั้นก็โน้มตัวแล้วะโออกไปทางหน้าต่างในตอนนั้นเองพ่อแม่ของหลี่หยวนเหอก็ได้สติกลับมาจากนั้นก็เดินออกไปลากพ่อแม่ตระกูลจางให้ตามสองพี่น้องนั้นไป
จางฉุ้ยจวินจะหนีไปที่ไหนได้ในตอนนี้ที่เขากำลังตื่นใอยู่นั้นเขาก็หันไปมองพี่สาวของตัวเองที่วิ่งตามมาด้านหลังว่าเธอไล่ตามเขามาถึงไหนแล้วแต่เขากลับนึกไม่ถึงเลยว่าพี่สาวของเขาจะมีความสามารถมากขนาดนี้ไม่นานเธอก็ไล่ตามเขามาได้ทัน
จางฉุ้ยจวินยังเด็กเมื่อเห็นพี่สาวกำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ เขาก็ใกลัวจนสุดขีด ไม่กล้าย่างเท้าหนีไปไหนแต่อย่างใดเขาหลบซ่อนตัวอยู่ตรงมุมกำแพงพร้อมกับร้องไห้งอแงเสียงดัง
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนยกมีดขึ้นเธอกลับลังเลไม่ยอมลงมือจนกระทั่งพ่อแม่ของเธอและทุกคนต่างก็ไล่ตามมาได้ทัน และได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าะเืขวัญนี้
เช่าหวาร้องไห้ออกมาเสียงดังหล่อนวิ่งเข้ามากอดปกป้องจางฉุ้ยจวินไว้ หล่อนร้องไห้ไปพลางและถามจางฉุ้ยจวินไปพลาง “จวินเอ๋อ !ลูกไม่เป็อะไรใช่ไหม หล่อนไม่ได้ทำร้ายลูกใช่ไหม!”
หลังจากนั้นก็หันกลับมาด่าลูกสาวของตัวเอง“แกบ้าไปแล้วหรือ? นี่น้องชายแกนะ เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยรึไง !”
คุณน้าเฉินที่ได้ยินข่าวก็รีบตรงเข้ามาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีเมื่อมาถึงหล่อนก็เห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนได้ถูกทุกคนดึงตัวออกไปแล้ว หล่อนกำลังจะอ้าปากพูดโน้มน้าวจางฉุ้ยเหลียนแต่กลับได้ยินคำพูดของเช่าหวาเสียก่อน ความโกรธของหล่อนจึงได้ปะทุขึ้นมาทันทีทันใด“พอแล้ว ! หุบปากไปเลย !คำพูดของเธอนั้นแหละที่เป็ตัวกระตุ้นจางฉุ้ยเหลียน !”
เมื่อเช่าหวาเห็นว่าลูกสาวของตัวเองถูกดึงตัวออกไปแล้วและเห็นว่าลูกชายของหล่อนไม่ได้รับาเ็ใด ๆ หล่อนจึงได้คลายความกังวลลง แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างก็พากันทอดถอนหายใจออกมาเมื่อรู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นเสียโอกาสทางการศึกษาอีกทั้งยังยังรุมด่าจางฉุ้ยจวินลูกชายของหล่อน หล่อนจึงแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาและรุดหน้าเข้าไปด่ากราดทุกคน“คุณพระคุณเ้า !ฉันไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรเอาไว้กัน! แกอยากจะฆ่าก็ฆ่าฉันเลยสิ ฉันก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปนักหรอก ! ”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเห็นท่าทางของแม่ตัวเองไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้รู้สึกแย่มากขนาดนี้ เธอยกมือขึ้นมาปิดหน้าร้องไห้ด้วยความเสียใจเธอส่งเสียงร้องไห้ครวญครางจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จนทำให้เหล่าหญิงสาวที่อยู่โดยรอบต่างก็กรูกันเข้ามากอดปลอบเธอ
คุณน้าเฉินตบไปบนไหล่ของจางฉุ้ยเหลียนเบาๆ แล้วพูดเสียงดังว่า “เด็กน้อย ไม่เป็ไรนะ !นี่แหละชีวิตเธอเป็คนเรียนดีเรียนเก่ง รอไปอีกสักปี อ่านหนังสือทบทวนความรู้ใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้ดีกว่าก็ได้!”
เมื่อคนที่อยู่รอบๆ ได้ยินต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย รออีกสักปี แล้วค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้ก็เป็ความคิดที่ดี
จางฉุ้ยเหลียนไม่ใช่คนคิดในแง่ลบและความคิดเห็นนี้มันก็ทำให้สติของเธอกลับมา พริบตาเดียวก็มีภาพ ๆหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวสมองของเธอ เธอคิดว่าเธอควรจะถือโอกาสใน่ที่ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ทำงานหาเงินมาเป็ค่าเล่าเรียนน่าจะดีกว่า
ในเวลานี้เช่าหวาก็ไม่กล้าที่จะพูดยั่วยุลูกสาวของตัวเองอีกหล่อนได้แต่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนว่า “ที่น้าแกพูดก็ถูก !แกเรียนเก่ง แกค่อยไปสอบใหม่ปีหน้าก็ได้ ครั้งนี้ ฉันจะสนับสนุนแกเต็มที่เลย !”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินคำพูดของเช่าหวาเธอกลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งมันแต่อย่างใดตรงกันข้ามคำพูดของเช่าหวามันกลับย้ำเตือนสติเธอว่าเธอนั้นได้กลับชาติมาเกิดใหม่ และก่อนที่เธอจะตายลูกสาวของเธอก็โตจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วดังนั้นบทเรียนสมัยมัธยมปลายเธอจึงลืมมันไปหมดแล้ว พูดได้เลยว่าเธอไม่มีหวังอีกต่อไปแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้จางฉุ้ยเหลียนก็ได้ะโด่าออกไป “ถ้าปีหน้าหนูสอบไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง ? ครั้งนี้ที่หนูสอบได้แม่ก็ยังไม่เคยสนับสนุนหนูเลย แล้วปีหน้าหนูต้องดิ้นรนทำงานหาเงิน แล้วยังต้องหาเวลามาอ่านหนังสืออีกหนูจะสอบติดได้ยังไงกัน !”
เมื่อทุกคนได้ยินก็รู้สึกปวดใจไม่น้อยคุณน้าเฉินถึงกับต้องปาดน้ำตาและด่าเช่าหวาออกไปว่า “คนอย่างเธอน่ะหรือจะสนใจลูก ขนาดลูกชายของเธอเธอยังสอนเขาไม่ได้จนกลายเป็เด็กนิสัยไม่ดีแบบนี้เธอกลับบ้านไปต้องตีสั่งสอนเขาแล้วล่ะ” แต่ถึงแม้ว่าเธอจะพูดออกไปแบบนั้นมันก็เท่านั้นเพราะเช่าหวาจะตีสั่งสอนลูกชายหรือไม่นั้นเธอก็ไม่ได้เห็นกับตาของตัวเองอยู่ดี
เช่าหวาเป็คนปากไม่ดีเป็เพราะความปากไม่มีหูรูดของหล่อนที่ไปพูดกระตุ้นให้ลูกสาวโกธรจนแทบทนไม่ไหวลุกขึ้นมาไล่ฆ่าคนแบบนี้แล้วยังไม่มีจิตสำนึกโดยการมาพูดทำร้ายจิตใจให้ลูกสาวของตัวเองจนร้องไห้เสียใจอีก
พฤติกรรมแบบนี้จึงทำให้ผู้คนต่างก็รุมตำหนิหล่อนหล่อนปาดน้ำตาพร้อมกับจ้องมองไปทางจางฉุ้ยเหลียน “เอาล่ะ !ให้เื่มันจบแค่นี้เถอะเื่มันเกิดขึ้นไปแล้ว แกจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ล่ะ !”
เมื่อเช่าหวาพูดประโยคนี้ออกมาก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็อย่างมาก ผู้คนต่างก็พากันหยิบยกเหตุผลขึ้นมาว่ามันไม่ใช่ความผิดของจางฉุ้ยเหลียนเมื่อได้ยินดังนั้น เช่าหวาจึงโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แต่หล่อนก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าเื่ทั้งหมดมันไม่ใช่ความผิดของจางฉุ้ยเหลียนแต่ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่ยอมเสียหน้าต่อหน้าคนพวกนี้อย่างแน่นอน
หล่อนจึงเดินเข้าไปดึงตัวของจางฉุ้ยเหลียนที่ร้องไห้จนหมดแรงทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยความโกรธแต่ไม่ว่าหล่อนจะดึงยังไงจางฉุ้ยเหลียนก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว ความโกธรของหล่อนจึงประทุขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะยกมือขึ้นมาตบไปที่ใบหน้าของจางฉุ้ยเหลียน “เอาล่ะ!หยุดร้องไห้ได้แล้ว! กลับบ้าน อย่ามาทำเื่ขายหน้าที่นี่! ”
จางฉุ้ยเหลียนถูกแม่ของตัวเองตบไปที่ใบหน้าด้วยฝ่ามืออย่างแรงทำให้คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับโกธร และถามเช่าหวาออกไปว่า “เธอตีหล่อนทำไม!”
“ถ้าเธอเก่งนักก็ไปสั่งสอนลูกชายเธอโน้นสิ!”
“ทำไมไม่ไปตีลูกชายของตัวเองล่ะ!”
“มีแม่แบบนี้โคตรซวยเลยจริง ๆ !”
คนอื่นพูดอะไรกันเธอเองก็ได้ยินไม่ชัดแต่เธอเห็นเช่าหวาตอกกลับคนพวกนั้นไปด้วยความโกธรว่า “นี่มันลูกของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ ทำไม ต่อให้ฉันจะเอาลูกสาวไปขายถึงยังไงคนนอกก็ไม่เกี่ยว !”
จางฉุ้ยเหลียนะเิความโกรธออกมาอีกครั้งจากนั้นเธอก็ออกแรงผลักเช่าหวาออกไป แล้วก็วิ่งออกไปราวกับคนบ้าเธอวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครวิ่งไล่ตามเธอได้ทัน
คุณน้าเฉินมองไปยังเช่าหวาที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ก่อนที่เธอจะตบหน้าขาตัวเอง และพูดออกมาด้วยความใว่า “แย่แล้ว !หล่อนคงไม่ได้ไปฆ่าตัวตายหรอกนะ!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจของเช่าหวาเพราะเหตุการณ์เมื่อเช้าที่จางฉุ้ยเหลียนพยายามจะฆ่าลูกชายของหล่อนมันก็ทำให้หล่อนคิดว่าจางฉุ้ยเหลียนต้องกล้าที่จะทำเื่แบบนั้นอย่างแน่นอน
หล่อนพยายามควบคุมสติแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ไม่มีทางหรอก !เดี๋ยวหล่อนร้องไห้เสร็จก็กลับบ้านเองนั่นแหละ !”เมื่อพูดจบหล่อนก็กวาดตามองหาสามีของตัวเอง แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงา หล่อนจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก“พ่อของหล่อนคงจะไปตามหาแล้วล่ะ ไม่เป็อะไรหรอก !”
เช่าหวาไม่ได้สนใจความวุ่นวายของทุกคนแต่อย่างใดหล่อนรีบกลับบ้านของตัวเอง แต่เมื่อหล่อนเดินเข้ามาในบ้าน หล่อนก็เห็นสามีและลูกชายรวมทั้งพ่อตาแม่ยายของหล่อนนั่งอยู่ในบ้าน
หล่อนอึ้งไปเล็กน้อยและถามออกไปว่า “ทำไมคุณถึงอยู่บ้านล่ะ? กลับมาั้แ่ตอนไหน ? ”
จางกว่างฝูถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็กังวล“ฉันกลับมาพร้อมกับเสี่ยวจวิน ฉุ้ยเหลียนล่ะ ? ”
เช่าหวาจึงพูดออกไปว่า“ไอ้หยา เธอเพิ่งวิ่งออกไปเมื่อกี้ คงไม่ได้ไปะโน้ำฆ่าตัวตายหรอกมั้ง”