มีคำกล่าวว่า มนุษย์นั้นมีความปรารถนาไม่สิ้นสุด
เอกเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างยิ่ง แม้แต่ก่อนตายเขายังมีความปรารถนา...ปรารถนาที่จะกลับไปแก้ไขอดีต...
และความปรารถนานั้นของเขาก็เป็จริงเสียด้วย!
...
ท่ามกลางทุ่งนาสีเหลืองทองและแสงแดดอ่อนๆ ในยามเย็นทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
สายลมกระโชกแรงอันชุ่มชื่นพัดผ่าน ส่งผลให้เผ้าผมดกดำของเด็กชายวัย12ปีที่กำลังนอนอยู่บนคันนาลืมตาตื่นขึ้น
ผ่านไปสักพักใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้มลทินของเด็กหนุ่มดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ขณะเดียวกันแววตาของเขาวกไปวนมาราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสน
'ทำไมทุ่งนาแห่งนี้ถึงรู้สึกคุ้นๆ'เด็กหนุ่มผู้สับสนขบคิดในใจ
ทันใดนั้นก็มีน้ำเสียงแหบกร้าวเต็มไปด้วยความเหน็บเหนื่อยะโมาอีกฟากฝั่งหนึ่ง
“เอกเอ๊ย! ตื่นแล้วเหรอ? ช่วยไปยกกระติกน้ำให้แม่ที!!”
'เอก? นั่นมันชื่อเราไม่ใช่เหรอ? เดี๋ยวก่อน!! แม่?...'
หลังจากคิดบางอย่างได้'เอก'ลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันพร้อมกับมองไปยังต้นเสียงแทบจะในทันที
ในเวลาต่อมาเขาดีใจจนแทบจะร้องไห้ เมื่อครรลองสายตาเขาปรากฏว่าเป็ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สำคัญกับเขาที่สุด...
'เป็แม่จริงด้วย! ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่? งั้นแสดงว่าเรายังไม่ตาย! เราได้ย้อนเวลาเหมือนในนิยายที่เราเคยอ่านเหรอเนี่ย!!'
เอกไม่มีเวลาได้คิดมากนัก น้ำเสียงอันแหบพร่าของอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา
“ไอ้เอก!! เร็วเข้า! ข้าหิวน้ำโว้ย!!”
“อ่า..ครับ”
เด็กหนุ่มลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกระติกน้ำที่วางอยู่ไม่ไกล แล้วรีบวิ่งไปหาพ่อและแม่ของเขาอย่างท่าทางซุ่มซ่าม
กว่าจะเดินไปถึงพวกท่านก็เกือบลื่นล้มยอดหญ้าไปสองที ยามนี้หญ้าหวายระเกะระกะมาก
อย่างไรก็ดีเมื่อกลับมาพบเจอพ่อกับแม่อีกครั้ง เอกรู้สึกดีใจอย่างมาก ความรู้สึกนี้อธิบายเป็คำพูดไม่ถูกเลย มันตื้นตันใจไปหมด
เมื่อมาอยู่ตรงหน้าพวกท่านได้ เอกมีความรู้สึกทั้งอยากสวมกอดให้หวนคิดถึง แต่ตอนนี้เขาก็ได้เก็บงำความอยากและความรู้สึกนั้นไว้
ถ้าทำเช่นนั้นเดี๋ยวพวกท่านจะสงสัยเอา ที่เขาทำตัวแปลกไป
'...ในเมื่อ์ให้โอกาสเราอีกครั้ง เราจะไม่ให้พ่อแม่ต้องลำบากเหมือนครั้งที่แล้วอีก!...' เอกสัญญากับตัวเองในใจอย่างมุ่งมั่น
พอสังเกตเห็นสมาชิกในครอบครัวอยู่กันไม่ครบ เอกก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “พ่อ พี่น้ำไปไหนเหรอ ทำไมไม่มาช่วยเราเก็บเกี่ยว?”
“เอ็งลืมไปแล้วหรือยังไง ว่ายัยน้ำไปเรียนในเมือง กว่าจะกลับก็ใกล้มืดนู้น! เดี๋ยวก่อน!! เอ็งใช้คำว่า 'เรา' เอ็งมาช่วยพวกข้าั้แ่ตอนไหน?!”
เอกหัวเราะพร้อมกับเกาหัวแก้เขินไปหนึ่งที เขาไม่ได้ช่วยงานอย่างที่พ่อกล่าวจริงๆ
อีกทั้งยังไม่แก้ตัวอีกด้วย เพราะในตอนเด็กเขาก็เอาแต่กินกับนอนอย่างเดียว ไม่ค่อยได้ช่วยงานพวกท่านเท่าไร
ในเวลาต่อมาเอกครุ่นคิดในใจ
'ถ้าพี่น้ำยังไปโรงเรียนในเมือง ในเมืองเป็โรงเรียนที่มีแต่ชั้นมัธยม ไม่มีชั้นประถม เราไม่ได้ไปด้วยกันกับเจ๊แก งั้นแสดงว่าแกก็ต้องอยู่ ม.1 แกอายุมากกว่าเรา1ปี ถ้างั้นตอนนี้เราก็อายุ12ปีสินะ!'
“นี่ก็ใกล้มืดแล้ว เมื่อไหร่เราจะกลับบ้านเหรอครับ?” คิดเสร็จเอกหันหน้าไปพูดกับแม่ด้วยความสุภาพ เพราะเขาให้ความเคารพแม่หลายส่วน
“เราจะกลับตอนนี้แหละ ถ้าอยู่มืดกว่านี้คงทำอาหารเย็นไม่ทัน”กุลตอบกลับอย่างเรียบเฉย ขณะที่กำลังเก็บข้าวของ
“วันนี้ผมขอเป็เมนูแกงปลาใส่หน่อไม้นะครับ” เอกโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน พลันชูมือชี้ฟ้าด้วยความดีเหมือนเด็กๆ จะว่าไปตอนนี้เขาก็ยังเด็กอยู่นี่นะ
“ไม่ได้ๆ ไอ้ลูกเวร! เมื่อวานกินปลาไปแล้ว วันนี้ต้องเป็เมนูไก่!”เทียนรีบกล่าวทักท้วงทันที เพราะเขาไม่ชอบปลา
“ปลา!” เอกที่ไม่ค่อยชอบไก่รีบะโโต้แย้งพ่อของเขาในทันที
“ไก่!” เทียนเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อ ะโกลับมาโดยฉับพลัน เพื่อเมนูไก่แล้ว แม้แต่เด็กคนหนึ่งเขาก็ไม่มีทางถอยให้เด็ดขาด!
ทันใดนั้นระหว่างสองพ่อลูกก็เกิดการต่อสู้เล็กๆ ขึ้น
“ปลา! แม่ทำเมนูปลาอร่อยที่สุด!”
“เมนูไก่ต่างหาก ข้ารู้ฝีมือการทำอาหารของภรรยาข้าที่สุด!”
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว ใครช่วยแม่ทำกับข้าว แม่ก็จะทำเมนูนั่นแหละ”ท้ายที่สุดกุลก็เป็ฝ่ายปราม เพราะทนเห็นการต่อสู้ของสองพ่อลูกต่อไม่ได้ ดีที่ตอนนี้อยู่กันระหว่างครอบครัว ถ้ามีผู้อื่นมาพบเห็น คงต้องอับอายขายหน้าชาวบ้านแล้ว
“โอ้!!”
แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองรับปากพร้อมกันด้วยท่าทางที่ดูมุ่งมั่นเป็พิเศษ ดูท่าการต่อสู้ไม่ได้จบลงตามที่กุลคิด แต่เป็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!
ทว่าตอนนี้ยังไม่ได้อยู่ในสมรภูมิ ขอบั่นทอนกำลังใจคู่แข่งก่อนแล้วกัน!
“พ่อ หนวดยาวเฟื้อยเหมือนฤๅษีเลยนะ ฮิฮิฮิ”
ตอนนี้เอกพร้อมจะหาเื่เทียนตลอดเวลา เพราะตอนเถียงกับพ่อนี่แหละ เขามีความสุขที่สุด และดูเหมือนว่าเทียนก็จะมีความสุขด้วย
“ไอลูกเวร เอ็งอิจฉาที่ข้าทั้งหล่อและคมเข้มใช่ไหม?...”ขณะกล่าวเทียนลูบไล้หนวดเคราของตนเองอย่างหวงแหน กว่าจะปล่อยยาวถึงสองเิเได้ มันไม่ใช่เื่ง่ายนะ ขอบอก
ทว่าลูกไม้แค่นั้นไม่สามารถทำอะไรเอกได้ กล่าวจิกกัดต่อว่า“อุ๊บ ดูๆ ไปก็เหมือนโจรเลยฮ่าๆๆๆ”
“หน็อย!...”
การต่อสู้ของทั้งสองเกิดขึ้นไม่รู้จบ ตลอดการเดินทางกลับบ้าน ทั้งเอกและพ่อของเขาถกเถียงกันไม่ได้หยุดเลยแม้แต่นาทีเดียว
ตอนแรกผู้เป็แม่มองดูฉากที่สองพ่อลูกเชือดเฉือนกันด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข ทว่าพอเคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่บ้านเท่าไร รอยยิ้มนั้นยิ่งเ็าลงไปทุกที ด้วยเหตุนี้สองพ่อลูกจึงหยุดการโต้เถียงอย่างช่วยไม่ได้
พอถึงบ้านเอกรีบก็วิ่งไปยังบ่อปลาที่พ่อของเขาจับมาขังไว้ เพื่อนำมาทำอาหารเย็น
เทียนก็ไม่ยอมน้อยหน้ารีบวิ่งไปที่คอกไก่เช่นกัน ถึงจะน่าเสียดายที่ต้องเชือดไก่ แต่ก็ไม่เป็ไร ตอนนี้ไก่ที่บ้านมีเยอะ
แม่กุลเห็นการแข่งขันเล็กๆ นี้ก็ได้แต่บ่นในใจว่า 'สองพ่อลูกไม่มีใครยอมใครเลยจริงๆ'
ทางด้านบ่อพักปลา เอกเลือกปลาขนาดพอดีมาหนึ่งตัวแล้วก็รีบวิ่งไปที่ครัว ตอนนั้นเกือบหกล้มไปรอบหนึ่ง เพราะรู้สึกไม่คุ้นชินกับร่างกายที่เล็กลงไปมาก
พอไปถึงห้องครัว เอกก็นำอุปกรณ์ออกมา แล้วขูดเกล็ดปลาอย่างชำนาญ เมื่อขูดเสร็จเขาก็เอาเครื่องในออกแล้วสับเป็ชิ้น เป็อันว่าเสร็จ รอให้แม่กุลมาทำเป็อาหารอย่างเดียว
“แม่ครับผมทำเสร็จแล้วครับ” กล่าวจบเอกพลางส่งรอยยิ้มยิ้มยั่วยุไปที่พ่อรอบหนึ่ง
เทียนสังเกตเห็นรอยยิ้มกวนบาทานั่นก็รู้สึกอารมณ์เสีย กล่าวว่า“หน็อยเ้าลูกเวร! เสร็จแล้วก็มาช่วยข้าสิโว้ย!”
“โอ้ พอดีผมนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้มีสอบ ผมขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนนะครับ” กล่าวจบเอกรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องของตนทันที ไม่สนใจเทียนที่กำลังฟาดงวงฟาดงาแม้แต่น้อย
“อ่านหนังสือ? อย่างเอ็งนี่นะอ่านหนังสือ! มาช่วยข้าเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”
เมื่อเอกลับสายตาไปแล้วเทียนพ่อของเอกก็หันหน้ามาถามแม่กุลที่กำลังทำอาหารอยู่มุมหนึ่งของครัวอย่างนึกสงสัย“นี่แม่จ๋า เ้าเอกของเราใช้มีดเก่งแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
“เื่นี้ฉันก็ไม่รู้ แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอในวันข้างหน้าลูกจะได้ไม่ต้องพึ่งพาใคร..”แม่กุลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพราะไม่ค่อยสนใจเื่นี้เท่าไรนัก
"พ่อว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ..."
....
ภายในห้องนอนของเอก
เอกไม่ได้รับรู้เื่ที่พ่อกับแม่ของเขากำลังนินทาเขาเลยแม้แต่น้อย พอถึงห้องเขาก็หยิบนู่นหยิบนี่แล้วตรงไปที่ห้องน้ำในทันที
ในขณะที่เขากำลังอาบน้ำอยู่นั้น เขาก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างไปพร้อมกัน...
'...ช่างเป็บรรยากาศที่แสนคิดถึง ถึงอย่างไรเราก็ได้กลับมาแล้ว ต่อจากนี้เราจะต้องวางแผนให้ดีๆ ไม่ให้มันเป็เหมือนชีวิตที่แล้วอีก...'
เอกมีความสุขมากที่ได้ย้อนเวลากลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกครั้ง
และเขายังกล่าวได้เต็มปากเลยว่า ทั้งชีวิตที่แล้วของเขา ไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนเลย...
'ความรู้สึกแบบนี้สินะคือความสุขที่แท้จริง...'