สี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪]

    บทที่ 4 สี่พี่น้อง ตอนที่ 3 พบกันอีกครั้ง

    “เจ้าลูกไร้น้ำยา แค่คนไม่กี่คนแค่นี้ก็จับตัวมาไม่ได้”

     

    “พวกนั้นมันทำลายสะพาน แล้วข้าจะข้ามไปได้เช่นใด”

     

    “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นลูกข้าแล้วข้าจะไม่ลงโทษเจ้า หากไม่ใช่เพราะเจ้าเอาเวลาไปเล่นกับพวกหญิงสาว มีหรือคนพวกนั้นจะหลบหนีออกไปจากเมืองแห่งนี้ได้ แล้วรู้หรือยังละว่ามันไปที่ไหน…” ดยุกอัลเกอร์กล่าวถามเสียงแข็งกับบุตรชาย

     

    “ข้าคิดว่าพวกมันคงจะเดินทางไปเมืองท่าอินเมียว เพราะวันก่อนข้าให้ลูกน้องไปเค้นถามจากตาแก่ร้านเบียร์นั่นมา ดูจากเส้นทางที่ข้าติดตามพวก 3 คนนั้น มันเป็นเส้นทางไปยังเมืองท่า ส่วนอีก 3 คนข้าไม่พบ” จอร์นตอบกับพ่อของตน

     

    “ดูท่าเจ้าพวกนั้นจะรู้ตัวแล้ว มันคงแยกกันหนี พวกที่หาไม่พบข้าว่ามันคงรีบกลับไปรายงานเรืองพวกเรา เจ้าออกไปเรียกลอร์ดมัสแตงมา…”

     

    “ครับท่านพ่อ…”

     

    -----------------------------

     

    “จริงดิ! แล้วโอ๊สรู้ตัวหรือยัง” ผมถึงกลับตกใจหลังจากได้ฟังสิ่งที่พี่เอิร์ธพูด

     

    “ไม่ พี่คิดว่าไม่ควรบอกโอ๊สตอนนี้ ออโต้ลองคิดสิ หากอยู่ ๆ มีคนมาบอกออโต้ว่า เป็นโรคที่รักษาไม่หายและจะตายตอนไหนก็ได้เมื่อมีความสุขหรือเสียใจหรือตกใจ ออโต้คิดว่าออโต้จะใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจหรือ…”

     

    “มันก็จริง ผมเองอีกร่างก็ยังนอนเป็นผัก ถ้าไม่ได้พี่ซันมาบอกถึงอาการผมคงคิดมากอยู่ที่นี่ไปแล้ว… แต่ว่าถ้าเขาไม่รู้ตัว แล้วเกิดเหตุการขึ้นมาละ สู้บอกความจริงไปเลยไม่ดีกว่าเหรอครับ" ผมอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

     

    “จริงอยู่ที่ถ้ารู้ตัว อาจจะพอควบคุมตัวเอง แต่ออโต้คิดว่าโอ๊สจะยังสามารถยิ้มอย่างมีความสุขเช่นทุกวันนี้ได้อีกไหม ตอนนี้พี่คงได้แต่ต้องอยู่ใกล้โอ๊สไว้ ถึงจะพอช่วยได้เมื่อเกิดเหตุนั่น ”

     

    “ครับ ผมรู้สึกไม่ดีเลย แล้วพี่อ๊อสเขาว่าไงบ้างครับ”

     

    “สับสน เสียใจ เจ็บปวด โทษตัวเอง นี่คือสิ่งที่พี่รับรู้ได้ตอนเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แต่อ๊อสนะ เขาแข็งแกร่งพอ เขามีความเชื่อว่าพวกเราต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้”

     

    “สมเป็นตาบ้าดีครับ…” ผมยิ้ม

     

    “แต่พี่มีความคิดเรื่องคำสาปนี่อยู่นะ”

     

    “ครับ?”

     

    “ตลอดหลายปี อ๊อสบอกว่าพวกเขาไม่เคยไปไหนเลย หรือเกิดเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้โอ๊สโดนคำสาปได้ ส่วนโอ๊สเองก็เล่าเรื่องให้ฟังตั้งแต่แยกจากกับอ๊อส มันก็ไม่มีส่วนไหนดูแปลก แต่ก็นั้นละคำสาปอาจจะลบความทรงจำตอนที่โดนไปก็ได้ หรืออีกอย่างคำสาปอาจจะเป็นชนิดสืบต่อสายเลือด ถ้าเป็นอย่างหลังนี่ ทางเดียวที่จะรู้คือต้องถามพ่อแม่พวกเขา”

     

    “พี่เอิร์ธ แล้วพี่อ๊อสละ เขาไม่มีคำสาปหรือถ้ามันสืบต่อสายเลือด”

     

    “ดูเหมือนจะเป็นห่วงอ๊อสมากกว่าโอ๊สนะ แต่ไม่ต้องห่วง พี่ตรวจดูอ๊อสแล้วไม่มีปัญหา”

     

    “แล้วตอนนี้พวกเขาไปไหนแล้วครับ ผมไม่เห็นตั้งแต่ที่พวกเราออกจากร้านอาหาร”

     

    “ออกไปสืบข้อมูลนะ ว่าไปตอนนี้พวกเรารีบไปหาพื้นที่ตั้งบ้านแคปซูนดีกว่านะ”

     

    “ผมเจออยู่ทางท้ายเมืองครับ มีป่าอยู่ห่างไกลผู้คนพอควร”

     

    -------------------------------

     

    “จะว่าไปไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าแท้จริงแล้วพวกเราเป็นเชื้อพระวงศ์ ก่อนหน้านี้ที่ข้าอาศัยอยู่ทวีปมูนวัล ก็พอจะเห็นพวกเชื้อพระวงศ์อยู่บ้าง ตอนแรกข้าก็แอบอิจฉาพวกเขา ที่โชคดีเกิดมาในตระกูลสูงส่ง แต่ถึงตอนนี้พอคิดว่าข้าก็ไม่ต่างจากพวกนั้นก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่เราต้องออกมาตกยากแบบนี้” โอ๊สที่กำลังนอนหนุนตักพี่ชายในมุมลับหนึ่งของสวนสาธารณะของเมืองทางผ่านแห่งนี้

     

    “เรืองนี้พี่เคยถามป้ามากาเร็ตแล้ว รู้สึกว่าเพราะแม่ของพวกเราจะต้องไปแต่งงานกับคนของเดนาส พ่อพวกเราเลยลักพาตัวแม่หนีมามายด์”

     

    “จะว่าไปถ้าพ่อไม่พาแม่หนีมาไม่รู้ว่าพวกเราจะไปเกิดที่ไหนเลยเนอะ พี่ว่าไหม”

     

    “อย่าไปคิดให้ปวดหัวเลย ว่าแต่ตอนเป็นบรีชลำบากมากเลยสินะ” อ๊อสไม่พูดเปล่าเอามือลูบหัวน้องชาย

     

    “ก็ลำบากนิดหน่อยครับ ตอนนั้นผมถูกช่วยชีวิตไว้ เลยคิดแต่ว่าต้องตอบแทนแม่บุญธรรม เธอใจดีมากเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่พวกเราจะใจดีแบบนั้นไหม”

     

    “ตอนที่แม่หายไป โอ๊สคงยังจำแม่ไม่ได้สินะ แม่เป็นคนสวย ใจดี แค่เพียงแม่ยิ้มก็เหมือนมีแสงแดดอุ่น ๆ เกิดขึ้นในหัวใจ”

     

    “ดีจัง ข้าอยากจำแม่ได้บ้าง แล้วแม่พวกเราสวยมากไหม ถ้าเอาไปเทียบกับพี่ลิลหรืออลิเซีย”

     

    “เอ ถ้าเทียบกันหรือ มันก็ต้องบอกว่าพวกเธอสวยกันคนละแบบ แต่แม่ของพวกเรามีผมสีดำยาวมันเงา นัยตาสีดำกลมโต คิ้วโค้งได้รูป ผิวขาวนุ่มดูอ่อนเยาว์ ปากแม่มีสีแดงตัดกับสีผิว ข้าจำได้ว่าแม่ไม่เคยแต่งหน้าเลย ผิดกับป้ามากาเร็ต แต่ถึงแบบนั้นแม่พวกเราก็ยังสวยกว่านาง”

     

    “ข้าอยากพบท่านแม่ กับ ท่านพ่อ”

     

    “พี่เชื่อนะว่าสักวันหนึ่งครอบครัวพวกเราจะอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง”

     

    “อืม พี่ ผมถามอะไรอย่างสิ”

     

    “อะไรล่ะ?”

     

    “ระหว่างผมกับออโต้พี่รักใครมากกว่ากัน”

     

    “ฮ่า ๆ ไอ้เด็กขี้อิจฉา” ไม่พูดเปล่าอ๊อสดีดนิ้วใส่กลางหน้าผากน้องชาย

     

    “เจ็บนะ” โอ๊สที่บ่นพร้อมแก้มขาว ๆ ก็ป่องออกมา

     

    “โอ๊สอย่าไปอิจฉาออโต้เลย พี่รักพวกเราเท่ากันนั่นละ แล้วอีกอย่างนะ พี่ก็ไม่รู้ว่าออโต้จะอยู่กลับพวกเราได้นานแค่ไหน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องจากไปยังที่ของเขา”

     

    “จริงสิ พี่เอิร์ธด้วยสินะ”

     

    “อื่ม ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่า เทพเจ้าจะลงมาอยู่กับมนุษย์แบบพวกเรา”

     

    “อืม…” แล้วดวงตาของโอ๊สก็ปิดลงไปพร้อมกับสายลมในยามบ่าย

     

    -----------------------------

     

    “เจ้าเป็นอะไรไหม…”

     

    “ข้ายังไหว…”

     

    “แต่อาการของเจ้าหนักขึ้นทุกวันแล้วนะ แถมไอ้พวกนั้นมันยังไม่เลิกตามล่าพวกเรา”

     

    “เรารีบไปกันต่อดีกว่า…”

     

    “เจ้าขึ้นหลังข้าเถอะแจสมิน…” ชายวัยกลางคนที่รูปร่างสูงโปร่งดูแข็งแรง แต่ยังคงฉายความหล่อเหลา ไม่แพ้ชายหนุ่มวัยรุ่น

     

    “ขอบคุณค่ะที่รัก…” แล้วหญิงสาวก็ปีนขึ้นขี่หลังพร้อมกับเสียงโน็ตดนตรีท่อนหนึ่ง ร่างชายคนนั้นก็เรืองแสงสีทองออกมาจากนั้นเขาจึงกระโดดสูงข้ามหน้าผาหายลับไป

     

    -----------------------------

     

    หลังจากเสร็จธุระจากเมืองก่อนหน้า พวกผมทั้ง 4 ก็ให้พี่เอิร์ธใช้เวทย์บินลอยผ่านฟ้าเพื่อไปยังเมืองท่าเรืออินเมียว แต่ในระหว่างทางนั้นสายตาของผม ก็เห็นเข้ากับขบวนรถสินค้ากำลังต่อสู้กับกลุ่มคนอยู่ ผมจำสัญลักษณ์ธงบนรถได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คือใคร

     

    “พี่เอิร์ธหยุดก่อน รีบไปช่วยคนกลุ่มนั้นครับ”

     

    “ได้เลย" พี่เอิร์ธรับคำ พร้อมกับลอยลงไปหยุดใกล้พื้นที่การต่อสู้ ผมที่เพิ่งเรียกขลุ่ยออกมานั้น ยังไม่ทันพี่อ๊อสที่วิ่งไปพร้อมเรียกดาบของเขาออกมา

     

    “หัวหน้าข้ามาช่วยแล้ว” พี่อ๊อสร้องออกไป

     

    “พวกแกเป็นใคร” หนึ่งในกลุ่มโจรพูดออกมาเมื่อพบว่ามีพี่อ๊อสถือดาบวิ่งใส่พวกมัน “หึ แค่ 4 คน พวกเราจัดการ” แน่นอนพวกโจรป่ากลุ่มนี้มีมากถึง 50 กว่าคน โดยบางส่วนยังคงต่อสู้กับกองคาราวาน

     

    “นั่นเจ้าหรืออ๊อส” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งร้องตะโกนถามด้วยความประหลาดใจ เขาคือเบิร์นชายขับรถม้าที่พวกผมเคยติดรถอาศัยไปเมืองหลวง

     

    “พี่เบิร์น แล้วหัวหน้าราเซตละ” พี่อ๊อสถามทันทีเมือเห็นว่าในกองนั้นคนสำคัญหายไป

     

    “หัวหน้าถูกยิง ตอนนี้คนอื่น ๆ พาหลบไปแอบแล้ว”

     

    “รุมมันเลยพวกเรา” แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยกันดีนัก พวกโจรก็พากันล้อมกรอบพี่อ๊อสไว้ไม่ให้เข้าไปสมทบกับกลุ่มคาราวานได้

     

    “ถ้าอยากตายกันนักก็เข้ามาให้หมด ไอ้พวกขยะ” พี่อ๊อสตั้งท่ายื่นมั่นพร้อมกับท่วงทำนองโน๊ตท่อนหนึ่งดังออกมาจากดาบ

     

    โด้ทีลาซอล ฟาาา ~♪

     

    พร้อมกันนั้นร่างของพี่อ๊อสก็เรืองแสงสีทองออกมาจาง ๆ ทั้งความเร็ว ทั้งกำลัง ทั้งสมาธิ ถูกทำให้เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่า จนร่างใหญ่โตของพี่อ๊อสนั้นจางหายไปทันทีที่ขยับตัว เพียงหนึ่งลมหายใจ ร่างของพี่อ๊อสก็ไปยืนอยู่นอกวงล้อมแล้ว แต่ที่หน้าตกใจกว่านั้นคือ พวกโจรที่เคยล้อมกรอบเขาอยู่นั้น กับล้มลงกองกับพื้นโดยมีของเหลวสีแดงสดไหลเจิ่งออกมาจากร่าง พวกโจรหลายคนที่เหลือยืนมึนงง พอเริ่มตั้งสติได้ก็เกิดความกลัวต่อชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า

     

    “รีบยอมแพ้สะ ถ้ายังไม่อยากตาย” พี่อ๊อสเสียงเข้มใส่พวกทีเหลือ แต่มีหรือพวกมันจะยอม 

     

    “อย่าไปกลัว พวกเราก็มีนักดนตรี” ตอนนั้นเองสายตาของผมก็เห็นว่ามีชายวัยกลางคนอีกคนกำลังหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาจะเป่า ผมที่เห็นจึงจะรีบเป่าขลุ่ยโจมตีชายคนนั้น แต่ว่าพริบตาเดียวร่างชายคนนั้นก็ล้มลงกับพื้นโดยมีร่างของพี่อ๊อสยืนอยู่ไม่ไกลจากร่างนั้น

     

    “ยังอยากหาที่ตายกันอีกไหม” เสียงดุดันนั้นดูหน้าเกรงขามอย่างมาก มันก้องดังเข้าไปในใจของทุกผู้คน แม้นแต่ผมเองยังรู้สึกกลัวต่อพี่ชายคนนี้ขึ้นมาในหัวใจ ผมไม่เคยเห็นพี่อ๊อสแบบนี้มาก่อน 

     

    “พวกเราหนี” ดูเหมือนหัวหน้าโจรจะคิดได้ เลยสั่งพวกที่เหลือ พวกมันที่กำลังจะวิ่งหนีไปได้นั้น เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังผม

     

    “กราวิตี้ โรล…”

     

    ทันใดนั้นพวกโจรป่าที่เหลือก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างดึงดูดพวกมันทั้งหมดมากระจุกรวมกันเป็นกลุ่มในใจกลางแสงวงเวทย์สีทอง จากนั้นเจ้าของเสียงเดิมก็พูดต่ออีกว่า

     

    “ดีฟสลีป…”

     

    ผมที่หันกลับไปเห็นชายหนุ่มที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มส่งยิ้มกลับมา เป็นพี่เอิร์ธนั่นเอง ผมหันไปมองกลุ่มโจรอีกครั้งพวกนั้นเหมือนจะหลับหรือสลบไปแล้ว ถึงผมจะรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่การเห็นคนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาในวันนี้ มันทำให้ผมมวนท้องอย่างบอกไม่ถูก ผมหันไปดูโอ๊สอีกคนทันทีเพราะแอบเป็นหวง เขาเองก็หน้าซีดและอ้วกออกมา จนผมที่มวนท้องอยู่ก่อนนั้นก็อดทนต่อไปไม่ไหว เลยอ้วกตามโอ๊สไปติด ๆ

     

    “เด็กพวกนี้ไม่ไหวเล้ย ดื่มน้ำล้างปากสะ” พี่เอิร์ธส่งน้ำให้ผมกับโอ๊ส ก่อนจะเดินแยกไปตรงพี่อ๊อสแล้วกระซิบอะไรบางอย่าง ดูเหมือนพี่อ๊อสจะตกใจรีบวิ่งกลับมาทางพวกผม 2 คน

     

    “โอ๊ส ออโต้ เป็นไงบ้าง พี่ขอโทษ พี่ลืมไปว่าพวกนายยังไม่ไหวกับเรื่องแบบนี้”

     

    “พวกผมไม่เป็นไรแล้ว พวกเราไปดูหัวหน้าราเซตกัน…” ผมรีบตอบกลับไป เพราะผมรู้ว่าพี่อ๊อสนั้นรู้สึกผิดต่อพวกผมอย่างมาก

     

    “พี่ผมไหวจริง ๆ” โอ๊สตอบช่วยอีกแรง เพราะสีหน้าของพี่อ๊อสนั้นยังคงแสดงอารมณ์รู้สึกผิดและโกรธตัวเองออกมา

     

    “อืม พวกเราไปหาหัวหน้ากัน” อ๊อสพยายามฝืนยิ้มแล้วกอดคอพวกผมสองคนเดินไปยังกองคาราวาน ช่วงตอนเดินผ่านศพพวกนั้นฝ่ามือของพี่ชายก็ยกมาปิดตาพวกผม คงไม่ต้องการให้พวกผมเห็นสภาพของศพพวกโจร

     

    “นายไปดูคนรู้จักเถอะ เดี่ยวศพพวกนี้พี่จัดการเอง” พี่เอิร์ธเดินสวนพวกเราออกไป ถึงผมอยากรู้ว่าพี่เขาจะทำอะไรกับศพพวกโจร แต่พอผมพยายามหันกลับไปดูก็เจอแขนของพี่อ๊อสล๊อกไว้ แล้วลากไปยังกลุ่มราเซต

     

    “ทุกคนปลอดภัยไหม” พี่อ๊อสถามทันทีที่เข้าถึงตัว

     

    “มีบาดเจ็บ แต่ไม่มีคนตาย” เบิร์นตอบกลับมา

     

    “หัวหน้าละ” พี่อ๊อสถามพี่เบิร์น

     

    “ตามมา”

     

    พอพวกผมตามพี่เบิร์นไปหลังรถม้าคันหนึ่งก็เห็นหัวหน้าราเซตนั่งอยู่ บนอกของเขานั้นมีลูกธนูปักอยู่ ถึงจะบาดเจ็บแต่เมื่อเขาเห็นพวกเรา ก็ส่งยิ้มออกมา

     

    “ไม่ได้พบกันแป๊บเดียวดูดีขึ้นเยอะเลยนะพวกนาย”

     

    “หัวหน้าไหวไหม” พี่อ๊อสถามราเซต พร้อมกับส่งสายตามาทางผมกับโอ๊ส ซึ่งผมเข้าใจทันทีเลยเดินไปตรงหัวหน้าราเซต

     

    “หัวหน้าผมจะรักษาให้ แต่ก่อนอื่นต้องถอนลูกธนูออกมาก่อนนะครับ มันจะเจ็บมาก”

     

    “ได้ เบิร์นนายมาดึงมันออกให้ที” พี่เบิร์นเมื่อได้ยินก็ตื่นตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ยอมไปนั่งลงและดึงมันออกจากอกของราเซต โลหิตสีแดงสดพุ่งออกจากบาดแผลทันที ร่างของหัวหน้าราเซตกระตุกสั่นไหว ถึงผมจะตกใจและทำใจไว้ก่อนแล้ว จึงรีบพูดทบทวนทำนองเพลงขึ้นมาเรียกสติ

     

    “ทำนองแห่งการรักษา โดราฟท่อนที่ 1…”

     

    “โดเรมีฟา โดเรมีเร โดเรมีโด โดเรมี~ ฟาาา ฟามีเรโด ฟาซอลลา~ ฟาาา เร~~~♪”

     

    ทันทีที่ท่วงทำนองจบ บาดแผลต่าง ๆ ของทุกคนที่บาดเจ็บ ก็หายสนิท เหลือทิ้งไว้เพียงคาบเลือดและเสื้อที่ขาด

     

    “เป็นทำนองที่อบอุ่นจริง ๆ ขอบคุณมากนะออโต้” หัวหน้าราเซตรุกยืนโค้งเคารพให้กับผม ก่อนจะหันไปโค้งให้กับพี่อ๊อส

     

    พอพวกผมเดินออกมาเพื่อจะไปดูว่าพี่เอิร์ธกำลังทำอะไร ก็เห็นว่ามีหลุมขนาดใหญ่ ถูกขุดขึ้นมา ภายในนั้นมีร่างของพวกโจร กองสุมกันอยู่ ผมที่เห็นต้องหันกลับไป แต่ก็พยายามทำใจหันกลับมา พี่เอิ์รธยิ้มให้ผมก่อนจะบอกว่า

     

    “เดี๋ยวพี่จะเผาร่างพวกนี้ เพราะถ้าปลอยเอาไว้ มันจะกลายเป็นซอมบี้”

     

    “จริงดิพี่”

     

    “จริง ถ้าไม่เชื่อถามอ๊อสหรือคนอื่น ๆ ดูได้” ผมรีบหันไปมองหน้าพี่ชายอีกคนทันที

     

    “จริง ปกติถ้าตายด้วยโรคภัยหรืออุบัติเหตุ จะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่คนที่ถูกฆ่าตายหรือถูกทำให้ตายนั้นจะมีความแค้นสถิต ศพพวกเขาจะได้รับพรของเทพฟาเรน ให้คืนชีพกลับมาเป็นอันเดทอีกครั้ง หากเป็นคนทั่วไปจะต้องส่งวิญญาณด้วยทำนองแห่งฟาเรนในพิธีศพก่อนฝัง แต่สำหลับคนที่ไม่มีคีตจ้างนักดนตรี จะใช้วิธีเผาเอาแต่ถึงแบบนั้นก็มีความเชื่อว่า วิญญาณที่ถูกไฟเผานั้นถ้าเป็นคนบาปจะถูกส่งไปเกิดเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ เหตุนี้ทำนองแห่งฟาเรนจึงเป็นทางเลือกที่ถูกใช้มากกว่าการเผา” พี่อ๊อสตอบฉะฉาน

     

    ‘เรื่องต่อไปนี้ถือว่าวงในนะ ทำนองฟาเรนนั้นคือการส่งวิญญาณไปอบรมถึงกรรมที่เคยทำมา โดยมีลามุนและฟาเรนคอยจัดการ เมื่อพวกนั้นเข้าใจและยอมรับผิด ฟาเรนจะให้โอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ส่วนการเผานั้นคือการส่งไปเกิดทันทีถ้าพบว่าทำบาปมากกว่าทำความดี แต่น้อยครั้งจะได้เกิดเป็นมนุษย์’ พี่เอิร์ธพูดกับผมผ่านกระแสจิต ผมที่ได้ยินถึงกลับไปไม่เป็นกับระบบของโลกแห่งนี้

     

    หลังจากจัดการเผาศพพวกนั้นแล้ว โจรที่เหลือก็ถูกมัดเตรียมไปส่งตัวให้ทางการ พวกผมตัดสินใจเข้าร่วมกับกองคาราวานของหัวหน้าราเซต พวกเขาเองก็กำลังเดินทางไปเมืองท่าอินเมียวเพื่อค้าขาย พวกผมคิดว่าจะได้ช่วยเหลือทันหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เพราะทางนี้ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ากลุ่มโจรที่มาปล้นคาราวานมีจำนวนจริงกี่คนหรือมีโจรแถวนี้กี่กลุ่ม 


    การพักค้างแรมนั้นพวกเราทั้ง 4 คนต้องกลับมากางเต็นท์นอนอีกครั้ง เพราะจะเรียกบ้านแคปซูนออกมาเลยคงจะเกิดปัญหาและคำถามมากมายจากกลุ่มราเซต แค่คำถามว่าพวกเรามาอย่างไร รถม้าหรือพาหนะพวกผมอยู่ไหน ก็พอให้ปวดหัวไปเรืองแล้ว ดีว่าพี่เอิร์ธคิดเผื่อเรื่องนี้ไว้แล้วเลยตอบไปว่า ตอนมาถึงลืมผูกเชือกเพราะรีบมาช่วย พวกมันเลยตกใจหนีไปหมด ใช้เวลา 3 วันพวกเราก็มาถึงเมืองท่าเรืออินเมียว…

     

     

    คล้ายกับเรื่องสี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪] ที่คุณอ่าน