ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 125 ตราบใดที่อยู่ในทะเลไร้สิ้นสุด เจ้าก็ต้องทำตามความเห็นชอบของตระกูลมู่!

            "เป็นเช่นนี้นี่เอง"

            "ขอถามอีกสักหน่อยทะเลไร้สิ้นสุดอยู่ทิศใดจากที่นี่?"

            มู่หลางเลิกคิ้วขึ้นถามออกไป

            ทันใดนั้นจักรพรรดิต้าเยี่ยนก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งพร้อมหยิบแผนที่จากแหวนมิติมอบให้

            "ขอบคุณ จักรพรรดิต้าเยี่ยน!"

            "ข้าไปก่อนละหากมีเวลาว่างก็มาเยี่ยมเยียนข้าที่ทะเลไร้สิ้นสุดบ้างนะ!"

            มู่หลางรับมา ประสานมือคารวะกล่าวทิ้งท้ายไว้คำหนึ่ง ก่อนจะจากไปอย่างองอาจ

            จักรพรรดิต้าเยี่ยนมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆลับตาไป จิตใจพลันสับสนวุ่นวาย

            ยังจำได้เลือนรางว่าเมื่อหลายปีก่อนตอนที่สำนักเรียนหลวงเปิดรับผู้ฝึกตน

            เขายังเคยคร่ำครวญว่าราชวงศ์ต้าเยี่ยนพันปีมานี้ยังไม่เคยมีผู้ฝึกตนระดับเอกะขั้นสามถือกำเนิดขึ้นเลย

            ครั้นมองดูในวันนี้คนรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่กลับมีผู้บรรลุระดับไฟศักดิ์สิทธิ์แล้ว!

            และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

            ครั้นหวนระลึกขึ้นมาก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเวลาได้ผ่านพ้นไปนานแสนนาน

            …

            ทะเลไร้สิ้นสุด สวนด้านหลังของเกาะเทพสถิต

            ร่างในชุดขาวพิสุทธิ์ดวงตาเป็นประกายราวกับสายน้ำยืนผสานมืออยู่เบื้องหลังร่างกายสูงตระหง่านกลับแผ่ซ่านพลังอันน่าหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ออก

            "ผับ-" ผีเสื้อหลากสีสันตัวหนึ่งร่ายรำอย่างสง่าก่อนจะค่อยๆ เกาะลงบนบ่าของเขา

            หากมีผู้ใดอื่นอยู่ ณ ที่นี้คงจะต้องตกตะลึงจนกรามค้างเป็นแน่!

            ผีเสื้อตัวนี้คือไหมเทพเก้าแปลงที่แปรสภาพมารูปลักษณ์ภายนอกบ่งบอกว่าน่าจะอยู่ในช่วงแปลงกายขั้นสามแล้ว!

            มิด้อยไปกว่าผู้เคารพระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป!

            มู่เสินฉวนมองไปยังภาพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาในสวนด้านหลังสีหน้าพลันเผยรอยยิ้มออกมา

            หลังจากบ่มเพาะมาเป็นเวลาสามปีไหมเทพเก้าแปลงก็สำเร็จการแปลงร่างครั้งที่สามกลายเป็นผีเสื้อ

            เมล็ดพันธ์ุกิเลนก็มีจิตวิญญาณและเริ่มต้นฝึกฝนแล้ว แต่จะคืนสายเลือดแล้วกลายเป็นสัตว์อสูรที่แท้จริงได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด

            ต้นโพธิ์โบราณเติบโตสูงหลายสิบจั้งใบไม้เขียวชอุ่ม หากใช้พลังแห่งวิถีทั้งหมดปกคลุมอย่างน้อยก็สามารถครอบคลุมเกาะเทพได้ทั้งหมด เพื่อให้คนในตระกูลได้ใช้ฝึกฝน!

            แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

            หลังจากที่เขาหลอมรวมผลเทพเทียนซูและน้ำอมฤตแห่งชีวิตแล้ว

            พลังศักดิ์สิทธิ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีทองเข้มความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            ครั้นหยั่งรู้ถึงต้นกำเนิดความเข้าใจในวิถีโกลาหลก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้นหนึ่งในปราณเซียนได้ก่อตัวเป็นบุปผาวิถีสายหนึ่ง!

            หากใช้มัน จะทำให้ฟ้าดินแปรปรวนหมื่นวิถีครวญคร่ำ น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง!

            และระดับพลังของมู่เสินฉวนก็ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วบรรลุไปถึงระดับเอกะขั้นหกแล้ว

            หลังจากทะลวงผ่านระดับเอกะข้อดีของกายาศักดิ์สิทธิ์โกลาหลก็สำแดงศักยภาพเต็มเปี่ยม

            สามารถหลอมรวมเข้ากับหมื่นวิถีได้โดยง่ายประสานวิถีเข้ากับพลังโกลาหล เพื่อที่จะหยั่งรู้วิถีแห่งฟ้าดินความเร็วในการบ่มเพาะจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!

            ในเวลานี้ ผมดำของมู่เสินฉวนปลิวไสวดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังเกาะนับร้อยที่อยู่โดยรอบ

            สัมผัสได้ว่าในช่วงสามปีนี้จำนวนประชากรและความแข็งแกร่งของคนในตระกูลมู่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย

            ภายใต้การจัดหาทรัพยากรและโอสถจำนวนมากผู้อาวุโสหลายคนก็ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเอกะ ใกล้ที่จะเผชิญกับทัณฑ์เอกะ!

            ส่วนผู้แข็งแกร่งระดับไฟศักดิ์สิทธิ์และธรรมกายนั้นยิ่งมีมากมายจนนับไม่ถ้วน

            นับตั้งแต่ที่เขาควบคุมทะเลไร้สิ้นสุดถ้ำสวรรค์ทั้งยี่สิบเจ็ดแห่งและดินแดนเล็กๆ ทั้งเจ็ดสิบสองแห่งที่อยู่โดยรอบรวมถึงผู้ฝึกตนจากภายนอก ต่างก็ได้รับอานิสงฆ์ส่วนหนึ่งจากตระกูลมู่ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

            ผู้ฝึกตนชายส่วนใหญ่คือแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงส่วนผู้ฝึกตนหญิงก็แต่งออกไปตามปกติ

            จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว สาขาหลักสาขาย่อย และผู้คนภายนอก รวมกันแล้วเกือบสองแสนกว่า!

            ในช่วงเวลานี้มีทารกที่มีคุณสมบัติเทียมฟ้าถือกำเนิดขึ้นอยู่เนืองๆ รวมถึงกายาทิพย์ต่างๆที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน

            ส่วนทางฝั่งหอวิญญาณโอสถที่ครอบครองเกาะหลายแห่งของตระกูลมู่นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเช่นกัน

            ความช่วยเหลือจากกระดูกอสูรศักดิ์สิทธิ์ปรมาจารย์โอสถก็ทะลวงผ่านสู่ระดับเอกะสำเร็จ

            ทั้งสำนักต่างเฉลิมฉลอง

            มู่เฉิน ศิษย์เอกของพวกเขาเคยได้รับตราสัญลักษณ์ลำดับตระกูลสุดท้ายจากมู่เสินฉวนและได้รับการปกป้องจากโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ของตระกูลมู่!

            เมื่อหนึ่งปีก่อนเขาได้พบเจอไฟวิถีสูงสุดอีกชนิด ดูดกลืนและหลอมรวม!

            พลังพุ่งทะยานสูงขึ้นมิได้ด้อยไปกว่าอัจฉริยะชั้นยอดที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคปัจจุบัน!

            ตอนนี้ตระกูลมู่ได้มีรากฐานของสุดยอดอำนาจมาบ้างแล้ว!

            ทว่าต้องตัดเรื่องเซียนผู้ซ่อนตัวไม่ปรากฏกายออกไปก่อน

            สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือ…อาวุธเพียงเท่านั้น!!

            …

            หลายวันต่อมา

            ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในท้องฟ้าเหนือทะเลไร้สิ้นสุดอย่างเร่งร้อน

            นั่นคือมู่หลางที่รีบร้อนมาจากราชวงศ์ต้าเยี่ยน

            ในมือของเขามีแผนที่ที่จักรพรรดิต้าเยี่ยนมอบให้สายตากวาดสำรวจโดยรอบพลางพยักหน้า

            ตลอดทางมาเขาจับสัมผัสได้ว่าปราณฟ้าดินที่นี่เข้มข้นอย่างยิ่งเติบโตไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าและแหล่งศิลาวิญญาณมากมาย เป็นทำเลที่ไม่เลวเลยทีเดียว!

            คงเป็นทะเลไร้สิ้นสุดที่ระบุไว้ในแผนที่!

            "ช่างเถอะ ถามใครสักคนดีกว่า"

            "แผนที่เฮงซวยที่จักรพรรดิต้าเยี่ยนให้มาดูยังไงก็รู้ว่าเป็นของโหล ไม่มีอะไรบอกไว้เลย!"

            มู่หลางเม้มปาก ร่างกายพลันวูบไหวร่อนลงไปยังเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง

            ผู้ฝึกตนที่นี่มากมายราวกับขนมีผู้ฝึกตนในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์เดินกันขวักไขว่

            ออกไปหลายสิบลี้มีเมืองใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ภายในมีการจัดตั้งตลาดซื้อขายขนาดใหญ่ร้านค้าของผู้ฝึกตน และอื่นๆ อีกมากมาย มองไปทางไหนก็เจริญหูเจริญตา

            มู่หลางเดินเที่ยวชมไปตามสองข้างทางในเมืองอย่างสนอกสนใจ

            และในขณะนั้นเอง จากขอบฟ้าที่ไม่ไกลนักพลันปรากฏแสงเทพนับสิบสายพุ่งลงมาในเมือง

            ผู้ฝึกตนที่อยู่โดยรอบต่างหลีกทางให้โดยเร็วในดวงตาพลันฉายแววหวาดกลัว

            ผู้นำคือชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาแผ่กลิ่นอายไม่ธรรมดา

            เขานำรถศึกผลึกม่วงมาด้วยเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ก็จะเปล่งประกายงดงาม ราวกับสร้างจากอัญมณีสีม่วงนับไม่ถ้วน

            ด้านหลังของชายหนุ่มมีผู้ฝึกตนติดตามอีกหลายสิบคนทุกคนขี่สัตว์อสูรที่สง่างามและกล้าหาญ มีเกราะปกคลุมเต็มตัว เท้าไม่แตะพื้นแผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารที่เย็นยะเยือก!

            "เจ้าสำนักแห่งดินแดนสุขาวดีอยู่ที่ใด?"

            ชายหนุ่มตะโกนด้วยเสียงดังกระหึ่มที่แทบทำให้ผู้ฝึกตนระดับพลังต่ำหมดสติไป

            ทันทีที่สิ้นเสียงผู้ฝึกตนวัยกลางคนรีบรุดมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กล่าวด้วยความเคารพว่า"ท่านมาเพื่อรับของบรรณาการประจำปีใช่หรือไม่?"

            "เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ส่งคนมาแจ้งก็พอแล้ว ไยต้องลำบากท่านมาด้วยตนเอง..."

            "แค่ผ่านมา" ชายหนุ่มกล่าวเสียงแผ่ว

            ทันใดนั้นเจ้าสำนักก็หยิบแหวนมิติออกมาส่งมอบให้อย่างนอบน้อม

            ชายหนุ่มรับมาตรวจสอบคร่าวๆ แล้วพยักหน้าจากนั้นก็ทะยานขึ้นไปบนฟ้าพร้อมผู้ติดตาม

            "หึๆ"

            "สหายท่านนี้ชายหนุ่มผู้นี้คือใครกัน?"

            "ช่างดูมีอำนาจยิ่งนักถึงกับทำให้จ้าวดินแดนต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเอง?"

            มู่หลางหันไปถามผู้ฝึกตนหนุ่มที่อยู่ข้างๆ

            "หลวงน้องเจ้าเพิ่งมาถึงทะเลไร้สิ้นสุดใช่ไหม"

            "คนก็ไม่รู้จักรถศึกผลึกม่วงก็ไม่รู้จัก?"

            "นั่นคืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่มู่เทียนอวี่! มาเก็บค่าเช่าน่ะ!"

            "จ้าวดินแดนออกมาต้อนรับยังน้อยไปด้วยซ้ำแม้แต่จ้าวถ้ำก็ยังต้องออกมาปรนนิบัติอย่างดี!"

            "ตราบใดที่อยู่ในทะเลไร้สิ้นสุดเจ้าก็ต้องทำตามความเห็นชอบของตระกูลมู่!"

            ผู้ฝึกตนหนุ่มเหลือบมองไปรอบๆกล่าวอย่างระมัดระวัง

            ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็พลันขมวดคิ้วสังเกตเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ธรรมดา รัศมีโดดเด่น สง่างาม ดูไม่เหมือนพระธรรมดาทั่วไปลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามออกไป

            "ว่าแต่เจ้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลย?"

            "โอ้"

            "ข้าน้อย มีนามว่ามู่หลาง!"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน