"เป็นเช่นนี้นี่เอง"
"ขอถามอีกสักหน่อยทะเลไร้สิ้นสุดอยู่ทิศใดจากที่นี่?"
มู่หลางเลิกคิ้วขึ้นถามออกไป
ทันใดนั้นจักรพรรดิต้าเยี่ยนก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งพร้อมหยิบแผนที่จากแหวนมิติมอบให้
"ขอบคุณ จักรพรรดิต้าเยี่ยน!"
"ข้าไปก่อนละหากมีเวลาว่างก็มาเยี่ยมเยียนข้าที่ทะเลไร้สิ้นสุดบ้างนะ!"
มู่หลางรับมา ประสานมือคารวะกล่าวทิ้งท้ายไว้คำหนึ่ง ก่อนจะจากไปอย่างองอาจ
จักรพรรดิต้าเยี่ยนมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆลับตาไป จิตใจพลันสับสนวุ่นวาย
ยังจำได้เลือนรางว่าเมื่อหลายปีก่อนตอนที่สำนักเรียนหลวงเปิดรับผู้ฝึกตน
เขายังเคยคร่ำครวญว่าราชวงศ์ต้าเยี่ยนพันปีมานี้ยังไม่เคยมีผู้ฝึกตนระดับเอกะขั้นสามถือกำเนิดขึ้นเลย
ครั้นมองดูในวันนี้คนรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่กลับมีผู้บรรลุระดับไฟศักดิ์สิทธิ์แล้ว!
และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น
ครั้นหวนระลึกขึ้นมาก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเวลาได้ผ่านพ้นไปนานแสนนาน
…
ทะเลไร้สิ้นสุด สวนด้านหลังของเกาะเทพสถิต
ร่างในชุดขาวพิสุทธิ์ดวงตาเป็นประกายราวกับสายน้ำยืนผสานมืออยู่เบื้องหลังร่างกายสูงตระหง่านกลับแผ่ซ่านพลังอันน่าหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ออก
"ผับ-" ผีเสื้อหลากสีสันตัวหนึ่งร่ายรำอย่างสง่าก่อนจะค่อยๆ เกาะลงบนบ่าของเขา
หากมีผู้ใดอื่นอยู่ ณ ที่นี้คงจะต้องตกตะลึงจนกรามค้างเป็นแน่!
ผีเสื้อตัวนี้คือไหมเทพเก้าแปลงที่แปรสภาพมารูปลักษณ์ภายนอกบ่งบอกว่าน่าจะอยู่ในช่วงแปลงกายขั้นสามแล้ว!
มิด้อยไปกว่าผู้เคารพระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป!
มู่เสินฉวนมองไปยังภาพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาในสวนด้านหลังสีหน้าพลันเผยรอยยิ้มออกมา
หลังจากบ่มเพาะมาเป็นเวลาสามปีไหมเทพเก้าแปลงก็สำเร็จการแปลงร่างครั้งที่สามกลายเป็นผีเสื้อ
เมล็ดพันธ์ุกิเลนก็มีจิตวิญญาณและเริ่มต้นฝึกฝนแล้ว แต่จะคืนสายเลือดแล้วกลายเป็นสัตว์อสูรที่แท้จริงได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด
ต้นโพธิ์โบราณเติบโตสูงหลายสิบจั้งใบไม้เขียวชอุ่ม หากใช้พลังแห่งวิถีทั้งหมดปกคลุมอย่างน้อยก็สามารถครอบคลุมเกาะเทพได้ทั้งหมด เพื่อให้คนในตระกูลได้ใช้ฝึกฝน!
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
หลังจากที่เขาหลอมรวมผลเทพเทียนซูและน้ำอมฤตแห่งชีวิตแล้ว
พลังศักดิ์สิทธิ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีทองเข้มความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ครั้นหยั่งรู้ถึงต้นกำเนิดความเข้าใจในวิถีโกลาหลก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้นหนึ่งในปราณเซียนได้ก่อตัวเป็นบุปผาวิถีสายหนึ่ง!
หากใช้มัน จะทำให้ฟ้าดินแปรปรวนหมื่นวิถีครวญคร่ำ น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง!
และระดับพลังของมู่เสินฉวนก็ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วบรรลุไปถึงระดับเอกะขั้นหกแล้ว
หลังจากทะลวงผ่านระดับเอกะข้อดีของกายาศักดิ์สิทธิ์โกลาหลก็สำแดงศักยภาพเต็มเปี่ยม
สามารถหลอมรวมเข้ากับหมื่นวิถีได้โดยง่ายประสานวิถีเข้ากับพลังโกลาหล เพื่อที่จะหยั่งรู้วิถีแห่งฟ้าดินความเร็วในการบ่มเพาะจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ในเวลานี้ ผมดำของมู่เสินฉวนปลิวไสวดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังเกาะนับร้อยที่อยู่โดยรอบ
สัมผัสได้ว่าในช่วงสามปีนี้จำนวนประชากรและความแข็งแกร่งของคนในตระกูลมู่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ภายใต้การจัดหาทรัพยากรและโอสถจำนวนมากผู้อาวุโสหลายคนก็ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเอกะ ใกล้ที่จะเผชิญกับทัณฑ์เอกะ!
ส่วนผู้แข็งแกร่งระดับไฟศักดิ์สิทธิ์และธรรมกายนั้นยิ่งมีมากมายจนนับไม่ถ้วน
นับตั้งแต่ที่เขาควบคุมทะเลไร้สิ้นสุดถ้ำสวรรค์ทั้งยี่สิบเจ็ดแห่งและดินแดนเล็กๆ ทั้งเจ็ดสิบสองแห่งที่อยู่โดยรอบรวมถึงผู้ฝึกตนจากภายนอก ต่างก็ได้รับอานิสงฆ์ส่วนหนึ่งจากตระกูลมู่ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ผู้ฝึกตนชายส่วนใหญ่คือแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงส่วนผู้ฝึกตนหญิงก็แต่งออกไปตามปกติ
จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว สาขาหลักสาขาย่อย และผู้คนภายนอก รวมกันแล้วเกือบสองแสนกว่า!
ในช่วงเวลานี้มีทารกที่มีคุณสมบัติเทียมฟ้าถือกำเนิดขึ้นอยู่เนืองๆ รวมถึงกายาทิพย์ต่างๆที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
ส่วนทางฝั่งหอวิญญาณโอสถที่ครอบครองเกาะหลายแห่งของตระกูลมู่นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเช่นกัน
ความช่วยเหลือจากกระดูกอสูรศักดิ์สิทธิ์ปรมาจารย์โอสถก็ทะลวงผ่านสู่ระดับเอกะสำเร็จ
ทั้งสำนักต่างเฉลิมฉลอง
มู่เฉิน ศิษย์เอกของพวกเขาเคยได้รับตราสัญลักษณ์ลำดับตระกูลสุดท้ายจากมู่เสินฉวนและได้รับการปกป้องจากโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ของตระกูลมู่!
เมื่อหนึ่งปีก่อนเขาได้พบเจอไฟวิถีสูงสุดอีกชนิด ดูดกลืนและหลอมรวม!
พลังพุ่งทะยานสูงขึ้นมิได้ด้อยไปกว่าอัจฉริยะชั้นยอดที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคปัจจุบัน!
ตอนนี้ตระกูลมู่ได้มีรากฐานของสุดยอดอำนาจมาบ้างแล้ว!
ทว่าต้องตัดเรื่องเซียนผู้ซ่อนตัวไม่ปรากฏกายออกไปก่อน
สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือ…อาวุธเพียงเท่านั้น!!
…
หลายวันต่อมา
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในท้องฟ้าเหนือทะเลไร้สิ้นสุดอย่างเร่งร้อน
นั่นคือมู่หลางที่รีบร้อนมาจากราชวงศ์ต้าเยี่ยน
ในมือของเขามีแผนที่ที่จักรพรรดิต้าเยี่ยนมอบให้สายตากวาดสำรวจโดยรอบพลางพยักหน้า
ตลอดทางมาเขาจับสัมผัสได้ว่าปราณฟ้าดินที่นี่เข้มข้นอย่างยิ่งเติบโตไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าและแหล่งศิลาวิญญาณมากมาย เป็นทำเลที่ไม่เลวเลยทีเดียว!
คงเป็นทะเลไร้สิ้นสุดที่ระบุไว้ในแผนที่!
"ช่างเถอะ ถามใครสักคนดีกว่า"
"แผนที่เฮงซวยที่จักรพรรดิต้าเยี่ยนให้มาดูยังไงก็รู้ว่าเป็นของโหล ไม่มีอะไรบอกไว้เลย!"
มู่หลางเม้มปาก ร่างกายพลันวูบไหวร่อนลงไปยังเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง
ผู้ฝึกตนที่นี่มากมายราวกับขนมีผู้ฝึกตนในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์เดินกันขวักไขว่
ออกไปหลายสิบลี้มีเมืองใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ภายในมีการจัดตั้งตลาดซื้อขายขนาดใหญ่ร้านค้าของผู้ฝึกตน และอื่นๆ อีกมากมาย มองไปทางไหนก็เจริญหูเจริญตา
มู่หลางเดินเที่ยวชมไปตามสองข้างทางในเมืองอย่างสนอกสนใจ
และในขณะนั้นเอง จากขอบฟ้าที่ไม่ไกลนักพลันปรากฏแสงเทพนับสิบสายพุ่งลงมาในเมือง
ผู้ฝึกตนที่อยู่โดยรอบต่างหลีกทางให้โดยเร็วในดวงตาพลันฉายแววหวาดกลัว
ผู้นำคือชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาแผ่กลิ่นอายไม่ธรรมดา
เขานำรถศึกผลึกม่วงมาด้วยเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ก็จะเปล่งประกายงดงาม ราวกับสร้างจากอัญมณีสีม่วงนับไม่ถ้วน
ด้านหลังของชายหนุ่มมีผู้ฝึกตนติดตามอีกหลายสิบคนทุกคนขี่สัตว์อสูรที่สง่างามและกล้าหาญ มีเกราะปกคลุมเต็มตัว เท้าไม่แตะพื้นแผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารที่เย็นยะเยือก!
"เจ้าสำนักแห่งดินแดนสุขาวดีอยู่ที่ใด?"
ชายหนุ่มตะโกนด้วยเสียงดังกระหึ่มที่แทบทำให้ผู้ฝึกตนระดับพลังต่ำหมดสติไป
ทันทีที่สิ้นเสียงผู้ฝึกตนวัยกลางคนรีบรุดมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กล่าวด้วยความเคารพว่า"ท่านมาเพื่อรับของบรรณาการประจำปีใช่หรือไม่?"
"เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ส่งคนมาแจ้งก็พอแล้ว ไยต้องลำบากท่านมาด้วยตนเอง..."
"แค่ผ่านมา" ชายหนุ่มกล่าวเสียงแผ่ว
ทันใดนั้นเจ้าสำนักก็หยิบแหวนมิติออกมาส่งมอบให้อย่างนอบน้อม
ชายหนุ่มรับมาตรวจสอบคร่าวๆ แล้วพยักหน้าจากนั้นก็ทะยานขึ้นไปบนฟ้าพร้อมผู้ติดตาม
"หึๆ"
"สหายท่านนี้ชายหนุ่มผู้นี้คือใครกัน?"
"ช่างดูมีอำนาจยิ่งนักถึงกับทำให้จ้าวดินแดนต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเอง?"
มู่หลางหันไปถามผู้ฝึกตนหนุ่มที่อยู่ข้างๆ
"หลวงน้องเจ้าเพิ่งมาถึงทะเลไร้สิ้นสุดใช่ไหม"
"คนก็ไม่รู้จักรถศึกผลึกม่วงก็ไม่รู้จัก?"
"นั่นคืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่มู่เทียนอวี่! มาเก็บค่าเช่าน่ะ!"
"จ้าวดินแดนออกมาต้อนรับยังน้อยไปด้วยซ้ำแม้แต่จ้าวถ้ำก็ยังต้องออกมาปรนนิบัติอย่างดี!"
"ตราบใดที่อยู่ในทะเลไร้สิ้นสุดเจ้าก็ต้องทำตามความเห็นชอบของตระกูลมู่!"
ผู้ฝึกตนหนุ่มเหลือบมองไปรอบๆกล่าวอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็พลันขมวดคิ้วสังเกตเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ธรรมดา รัศมีโดดเด่น สง่างาม ดูไม่เหมือนพระธรรมดาทั่วไปลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามออกไป
"ว่าแต่เจ้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลย?"
"โอ้"
"ข้าน้อย มีนามว่ามู่หลาง!"